กลุ่มเช่าประมูล


กลุ่มประมูลซื้อขายพระ เครื่องราง
(facebook)

วิธีดูเขี้ยวสัตว์
แยกแยะเขี้ยว

กลุ่มหนึ่งตู้ม้า

LINE ID: 
spyamulet

FACEBOOK
หนึ่ง ตู้ม้า

สำหรับผู้สนใจ

ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย"หัวใจของผู้บูชา"ด้วยเช่นกัน

***เคล็ดความศักดิ์สิทธิ์***
จะให้ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย"หัวใจของผู้บูชา"ด้วยเช่นกัน
ยิ่งศรัทธามากเท่าไหร่ ยิ่งขลังมาก!!! 
ยิ่งมากคนบูชา ยิ่งมากความศักดิ์สิทธิ์

หลวงปู่ศรี มหาวีโร วัดประชาคมวนาราม (ป่ากุง) อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด



หลวงปู่ศรี มหาวีโร พระผู้มากล้นด้วยบุญบารมี
วัดประชาคมวนาราม (ป่ากุง) อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด
ในวาระอันเป็นมหามงคลสิริอายุครบ ๙๐ ปี ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๙
คณะศิษย์ขอน้อมกตัญญูกตเวทิคุณถวายบูชา
ตอนที่ ๒
หลวงปู่ศรีเล่าประวัติ
ถิ่นฐานบ้านเกิด
พระเทพวิสุทธิมงคล หรือหลวงปู่ศรี มหาวีโร ท่านเกิดในตระกูล “ปักกะสีนัง” เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๐ ตรงกันแรม ๘ ค่ำ เดือนหก ปีมะเมีย ณ บ้านขามป้อม ตำบลขามป้อม อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม เป็นบุตรของ นายอ่อนสี และ นางทุมจ้อย ปักกะสีนัง มีอาชีพทำนา ทำสวน ทำไร่ มีพี่น้องรวมกัน ๑๑ คน ดังนี้
๑. ด.ช.ค่าง 
ปักกะสีนัง
เสียชีวิต
๒. แม่ชีเปี่ยง
ไขสังเกต
เสียชีวิต
๓. นางเมือง
ปักกะสีนัง
เสียชีวิต
๔. ด.ช.ทา
ปักกะสีนัง
เสียชีวิต
๕. ด.ช.บุญจันทร์
ปักกะสีนัง
เสียชีวิต
๖. พระเทพวิสุทธิมงคล (์ศรี มหาวีโร)
๗. ด.ญ.เสาร์
ปักกะสีนัง
เสียชีวิต
๘. แม่ชีผัน
ประจักโก
เสียชีวิต
๙. อาจารย์หล้า
ปักกะสีนัง
เสียชีวิต
๑๐. จ.ส.ต.สอน
ปักกะสีนัง
เสียชีวิต
๑๑. นายพร
ปักกะสีนัง
เสียชีวิต
บรรพบุรุษเมืองวาปีปทุม
หลวงปู่ศรีเล่าเรื่องวาปีปทุมว่า
วาปีปทุมไม่มีภูเขาเลากา ไม่มีทิวผาเหวถ้ำ คนถิ่นแถวนี้เดิมย้ายถิ่นฐานมาจากทางย่านดอนมดแดง นครจำปาศักดิ์ พากันหอบลูกหอบหลานหนีภัยสงคราม ราชภัย และทุพภิกขภัยคือความอดอยากแร้นแค้น มาตั้งถิ่นฐานที่เมืองวาปีปทุม
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอพยัคฆภูมิ ดินแดนเสือโคร่งเสือเหลือง มีป่าดงตลอดแนว คือ ดงบัง, กุดอ้อ, นาเชือก ทอดยาวไปถึงนาดูน
ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นป่าดงครั่ง ดงไม้ล่าว ดงป่าแดง ดงขมิ้น
ด้านตะวันออก เป็นป่าดงไม้เค็ง (ไม้นางดำ) ซึ่งเป็นพันธุไม้งาม
ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ของวาปีปทุมเป็นป่าดง โคกโจด หวายาว แดงเงาะ โคกใหญ่ เป็นป่าดงดิบติดเขตเสือโก้ก ซึ่งเคยเป็นทางเสึอผ่าน คือระหว่างทางจากตำบลหนองไฮ ถึง ตำบลเสือโก้ก ในปัจจุบัน
ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีป่าดงตลอดแนวคือ ดงเค็ง ดงหนองแคนจรดดงใหญ่ โคกสีทองหลาง โคกเท่อเล่อ ดงขามป้อม (บ้านเกิดหลวงปู่ศรี)
ในสมัยเราเป็นเด็ก ตามลำห้วยหรือหนองบึงใหญ่ๆ ใกล้ๆ ราวป่า แถวถิ่นบ้านขามป้อม ในเวลาเช้าเย็นมักจะเห็นฝูงสัตว์ป่า ลิงค่าง บ่างชะนี หรือสัตว์ประเภทอื่นๆ พากันลงมากินน้ำกันเป็นประจำ
บ้านขามป้อมถิ่นมาตุภูมิ
บ้านขามป้อมบ้านเกิดของเรา...ก็เหมือนบ้านชาวอีสานทั่วไป ตั้งอยู่ท่ามกลางท้องทุ่ง หน้านาปลูกข้าว หน้าหนาวปลูกผัก เสร็จจากฤดูทำนาก็ทำไร่ ทำไร่ฝ้าย ไร่ข้าวฟ่าง ถั่ว เผือก ปอ มัน นอกจากนั้นยังปลูกผักสวนครัวนานาชนิด สำหรับบิดาของเราทำงานหนักเอาเบาสู้ ปฏิบัติตามคำสอนบุรพชนอีสานที่ว่า “ลุกแต่ดึก ไปไฮ่ก่อนกา ไปนาก่อนไก่” ส่วนมารดานั้นก็เช่นเดียวกัน เป็นคนขยันไม่เกียจคร้าน เป็นแม่ศรีเรือน เมื่อว่างจากหน้านาท่านจะ อิ้วฝ้าย  ขิดฝ้าย กวักไหมใส่เชิงอัก ติดตั้งฟืม แล้วจึงต่ำหูก พ่อแม่ของเราเข้าลักษณะที่โบราณท่านว่า “ผัวถ่อเมียพาย ผัวหาบเมียหาม”ท่านทั้งสองทำงานทำบุญ หัวเพรียงกัน” หมายความว่า หัวใจและหัวคิดพร้อมเพรียงกันในการทำหน้าที่การงาน ไม่เกี่ยงงอน แม้การบุญการกุศลก็ทำพร้อมเพรียงกันทำ ไม่เคยขัดข้องหรือหมองใจกัน
 หมายความว่า ตื่นแต่เช้ามืด ไปทำไร่ก่อนที่กาจะออกจากรวงรัง ไปทำนาก่อนที่ไก่จะขัน
 อิ้วฝ้าย คือ การแยกฝ้ายออกจากเมล็ด
 อัก คือ โครงไม้โปร่งสำหรับม้วนเส้นไหม
 ฟึม คือ ไม้กระแทกมีซี่
 ต่ำหูก คือ ทอผ้า
แผ่นหินแกะสลักที่เจดีย์หิน กล่าวถึง มารดาหลวงปู่ศรี สุบินนิมิต
มารดาสุบินนิมิต
พุทธศักราช ๒๔๕๙ ก่อนที่เราจะมาเกิด โยมมารดาของเราได้สุบินนิมิต (ฝัน) ว่า....
ในราตรีดึกสงัด ได้ฝันเห็นดาวดวงหนึ่งมีแสงรัศมีเปล่งสุกสกาวโชติช่วงลอยเด่น ประหนึ่งว่าอยู่ในเมืองฟ้าเมืองสวรรค์ อร่ามงามยิ่ง หาที่ต้องติมิได้เลย ในภาพแห่งความฝันนั้น ยังเห็นเหล่าท่านผู้มีบุญประพฤติศีลธรรมอันดีงามสงบเยือกเย็น ปรากฏเห็นเหล่าทวยเทพเหาะรายล้อมคารวะ เวียนไหว้ดวงดาวจรัสแสง งามเด่นนั้นแล้วอีกไม่นานนัก ดาวดวงงามเด่นนั้นก็ลอยหมุนวนลงมาจากสรวงสวรรค์ มาสู่ท้องฟ้านภากาศ และลงสู่พื้นแผ่นดิน หล่นร่วงลงมาอยู่ตรงเบื้องหน้า สวยงามสดใสเกินที่จะกล่าว มารดาจึงรีบเอากระพุ่มมือทั้งสองยื่นออกรับ ในฝันนั้นได้เกิดความปีติยินดียิ่งกว่าได้สมบัติใด ๆ แม้ตื่นจากฝัน ปีตินั้นก็ยังคงปรากฏอยู่ ประหนึ่งว่าความฝันนั้นเป็นความจริง
โหรผูกดวงทำนายชะตาชีวิต
เมื่อโยมแม่ฝันอย่างนั้น ด้วยความตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง จึงนำความฝันอันเป็นมงคลนั้นไปเล่าให้ตากัญชากับยายแกะ ปู่สมบัติกับย่าแฮดฟัง และบอกเรื่องราวที่ตนตั้งครรภ์ ท่านเหล่านั้นจึงปรึกษากันเพื่อจะทำนายฝัน โดยตามหมอโหรในหมู่บ้านมาผูกดวง หมอโหรได้ทายชะตาราศีไว้ว่า
ความฝันนี้เป็นฝันดีวิเศษนัก ไม่พึงปรากฏแก่ใครได้ง่าย ชะรอยจะเป็นบุญบันดาล พวกท่านจะได้คนเอกเป็นมิ่งมงคลมาเกิดในตระกูล ปักกะสีนัง จะต้องเป็นบุรุษรัตน์ชายชาติอาชาไนยเป็นแน่แท้ และจะได้ออกบวชมีชื่อเสียงโด่งดังกระฉ่อนไปทั่วทุกทิศมีคนนับถือมากมาย ได้ก้าวเดินตามรอยบาทพระศาสดาสมกับเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส และได้สร้างขอบเขตสีมาอารามใหญ่โต
และหมอโหรได้ทำนายต่อไปอีกนัยหนึ่งว่า
“อีก ๙ เดือนข้างหน้าตรงกับเดือนพฤษภาฯ เดือนหก ปีมะเมียมันเป็นปีม้า เด็กคนนี้จะตกคลอดออกจากครรภ์ ตามโหราศาสตร์โบราณ ท่านถือว่าขี่ม้ามาเกิด อันเป็นม้าอัศวเทพ มีนิสัยปรับตัวเองได้อย่างรวดเร็ว เวลาดื้อจะดื้อสุดพรรณนา จะทำอะไรจะต้องทำให้ได้ เข้าใจคนเก่ง สุภาพเรียบร้อย ชอบช่วยเหลือคนอื่น ชอบทำอะไรที่ท้าทาย เป็นคนระห่ำ มักมีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นเพื่อนมาก เกลียดคนไม่ตรงเวลาและไม่รักษาคำพูด เป็นคนซื่อสัตย์แต่ไม่ยอมเี้สียเปรียบ มีไหวพริบในการตกลงหรือเปลี่ยนใจในพริบตา”
คนมีบุญจะมาเกิด
ปู่ย่าตายายและญาติพี่น้องเหล่านั้น เมื่อได้ทราบคำทำนายเช่นนั้น ก็มีความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าโยมแม่ของเราได้เคยคลอดลูกออกมาเป็นผู้ชายหลายคน แต่ว่าตายหมด ท่านจึงคิดว่า คราวนี้จะได้คนบุญมาเกิด จะต้องดูแลรักษาถนอมเลี้ยงระมัดระวังเป็นอย่างดี ในขณะตั้งครรภ์ต้องรักษาศีล ๕ ไหว้พระสวดมนต์ ทำบุญทำทานอย่าให้ขาด แม้ขณะที่อยู่ในครรภ์ ญาติพี่น้องชาวบ้านต่างให้ความนับถือ โดยถือเหตุว่า “คนมีบุญจะมาเกิด”
หลวงปู่ศรีท่านกล่าวเน้นย้ำในเรื่องนี้ว่า ด้วยเหตุนี้เมื่อเราเกิดแล้ว บิดามารดาและญาติฯ จึงรักเรามาก ไม่เคยดุด่าว่ากล่าวด้วยคำพูดอันหยาบ ตามใจทุกอย่าง เราทำอะไรผิดนิดผิดหน่อยคำน้อยก็ไม่เคยบ่น อยากได้อะไรบิดามารดาสรรหามาให้จนหมด ถึงวันพระวันสำคัญ ญาติพี่น้องชาวบ้านต่างหาดอกไม้มาบูชาเรา โดยถือเหตุว่า “คนมีบุญได้มาเกิดแล้ว”
แม่นั่งสมาธิในป่าช้า
นี่เป็นเรื่องแปลกที่น่าคิดน่าพิจารณา ทางโลกอาจจะว่าแปลกประหลาดผิดเพี้ยนไปก็ได้ แต่ในทางธรรมเป็นเรื่องที่ชวนคิดพิจารณา ดังพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในหลักอิทัปปัจจยตาว่า
“เพราะมีเหตุอย่างนี้ จึงต้องมีผลอย่างนั้น หรือเมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น”
ในขณะที่โยมแม่กำลังนอนอยู่กรรม (อยู่ไฟ) นั้น ในยามค่ำคืนดึกสงัดเดือนมืดสนิทไม่ทราบว่ามีอะไรมาดลจิตดลใจท่านให้เดินเข้าไปในป่าช้าเพียงคนเดียว พอถึงเวลารุ่งสาง โยมพ่อ ญาติพี่น้อง ตลอดจนชาวบ้านเกิดการโกลาหลกันใหญ่ว่า อีทุมจ้อย มันหายไปไส (หายไปไหน) ในห้องอยู่ไฟก็ไม่มี จะมีก็เพียงแต่ทารกตัวน้อยๆ นอนนิ่งอยู่ไม่ร้องไห้ ส่วนแม่ของมันหายไปไหน ต่างคนก็ต่างถามหา เที่ยวถามและค้นหากันจ้าละหวั่น มีบางคนเก่งในการสะกดรอยสัตว์ป่า จึงชี้ทางบอกว่า รอยเท้าอีทุมจ้อยมันไปทางป่าช้าอันเป็นป่าดงดิบโน้น คนทั้งหลายก็แห่กันเดินเป็นขบวนไปทางป่าช้าที่เผาศพ
เมื่อคนทั้งหลายพากันติดตามไป ภาพที่ปรากฏในป่าช้าเบื้องหน้านั้นคือ นางทุมจ้อย กำลังนั่งสมาธิอยู่ต่อหน้ากองฟอนที่เผาศพใหม่ ๆ กลิ่นไอแห่งศพยังคุกรุ่นอยู่ กิริยาของนางสงบนิ่ง หน้าตาผ่องใส เหมือนไม่ใช่คนอยู่ไฟหรือคลอดมาใหม่ ๆ โยมพ่อและญาติ ๆ จึงนำโยมแม่กลับบ้าน พร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นกับหัวใจทุก ๆ คนว่า มันเกิดอะไรขึ้น ธรรมบันดลหรือ หรือว่าเทพบันดาล หรือว่าผีห่าซาตานดลใจ
...ถ้าหากธรรมบันดล ทำไมต้องมาในที่ชาวโลกเขาว่าเป็นอัปมงคล
...ถ้าหากว่าผีห่าซาตานนำไป ทำไมจึงไปนั่งสมาธิ
...ถ้าเป็นเทวดาดลใจ ทำไมต้องพามาป่าช้า อันเป็นป่าหนาทึบน่าสะพรึงกลัว มีสัตว์ร้ายๆ อาศัยอยู่ ซึ่งเป็นที่ผู้คนไม่สัญจรไปมา
“แล้วเกิดอะไรขึ้น” ต่างคนต่างซุบซิบซักถามโต้ตอบซึ่งกันและกันวุ่นวาย
เมื่อมีคนถามโยมแม่ทุมจ้อยท่านก็ไม่พูดว่าอะไร เพียงแต่บอกว่า
“กูก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าพวกมึงอยากรู้ก็ไปถามผีป่าเทวดาเอาเด้อ”
เมื่อโยมแม่พูดอย่างนั้น ผู้คนก็เลิกถามกันไปเอง ด้วยเหตุนี้หลวงปู่ศรี มหาวีโรในสมัยเป็นเด็กนั้น ท่านจึงเป็นที่พิศวง และเป็นที่จับตามองจากญาติพี่น้องและชาวบ้านที่มีความเชื่อนับถือเป็นประดุจเทพเจ้า ท่านจึงเป็นเด็กที่พิเศษที่สุดในหมู่บ้านนั้น แม้ท่านจะเจริญวัยเติบใหญ่ขึ้นโดยลำดับ แต่ความเชื่อของชาวบ้านที่ว่า “ท่านเป็นผู้มีบุญมาเกิด” นั้นก็ยังไม่จางหายไป
ทุก ๆ คน ต่างจับจ้องตาดูทารกน้อย เด็กน้อย เด็กชาย และนายศรีคนนี้มาโดยตลอดว่า อนาคตกาลข้างหน้า จะเป็นอย่างที่ปู่ย่าตายายให้โหรทำนายไว้บ้างหรือเปล่าหนอ
ใจกุศลเก็บดอกไม้ตามทุ่งนาไปถวายพระ
“...เราเป็นเด็กพ่อแม่ก็สอนให้ทำงานง่าย ๆ ขี่ควายออกไปเลี้ยงตามท้องทุ่ง คอยเฝ้าดู มิให้มันไปเหยียบย่ำพืชไร่พืชสวนข้าวกล้าของชาวบ้าน ยามเย็นไล่ควายเข้าคอก ก่อไฟไล่ยุง ให้มัน แล้วก็ช่วยพ่อแม่ตักน้ำหาบน้ำรดผัก สวนพริก สวนยาสูบ ฤดูทำนาช่วยหาบคอนต้นกล้าไปยังแปลงนาที่จะปักดำ ฤดูเก็บเกี่ยว เรียงฟ่อนข้าวมัดด้วยตอกนำขึ้นสู่ลานลอม ชีวิตในท้องทุ่งสนุกสนานตามฤดูกาลไม่น่าเบื่อ
...ตามท้องไร่ท้องนามีธรรมชาติดาษดื่น ยิ่งในปลายฝนต้นหนาวตั้งแต่เดือนยี่เรื่อยไปจนถึงเดือนสาม ป่าดงดอกไม้บานสะพรั่งไปทั่วป่า ส่งกลิ่นหอมหวนชวนให้เด็ดดม เช่น ดอกสมั่ง ดอกเล็บมือนางซ้อน ดอกพยอมดง ดอกสารภี ลำดวน คัดเค้า ดอกจิก ดอกรั่ง ดอกนมวัว ดอกนมแมว ดอกเหมือด ดอกกระถินป่า เป็นต้น ในฤดูที่ดอกไม้บาน เราและเพื่อนที่กำลังไล่ควายกลับบ้าน ในยามเย็น ต้องพากันแวะปีน โน้ม คว้า หักเอากิ่งที่มีดอกบานสะพรั่ง ถือติดมือกลับมาคนละกิ่งสองกิ่ง เพื่อให้พ่อแม่ได้บูชาพระในตอนเย็นและถวายพระในตอนเช้า เรามีนิสัยนึกในบุญกุศลเสมอ นี่คงเป็นเพราะบุญกรรมที่เคยทำในบุพเพชาติ
พ่อแม่รักมาก ตามใจเกือบไม่ได้ดี
...เรานี้มีความไม่พอใจกับพ่อกับแม่ เพราะว่าได้พิจารณาเห็นในสมัยที่ยังเป็นเด็กน้อยพ่อแม่ฮักหลาย (รักมากมาย) จึงเป็นการเสริมจิตใจให้เคยชิน จนเป็นนิสัยสอนยาก ตอนหลังเมื่อมาสอนตนเองจึงสอนยาก เป็นเหตุให้คิดถึงว่า
เป็นเพราะพ่อแม่ทำดีกับเราไว้มาก รักเรามาก ผู้คนก็รักเรามาก เข้าใจเรามาก เราจึงปล่อยใจไหลเลยไปตามกิเลสจนเคยชิน เป็นนิสัยเกือบจะไม่ได้ดี ถ้าหากว่าพ่อแม่ท่านดัดนิสัยของเราหนัก ๆ สักหน่อย เราคงไม่สอนยากถึงขนาดนี้” (อันนี้เราหวนระลึกในสมัยที่เราปฏิบัติธรรมสละตาย)
ที่พ่อแม่รักมากเพราะเราเป็นลูกชายคนเดียวที่เหลืออยู่ในขณะนั้น เป็นเด็กป่วยเป็นฝีดาษ ช่วงนั้นระบาดหนัก เกือบล้มเกือบตายอยู่หลายครั้งหลายคราว เรายังจำได้ไม่ลืมสมัยยังเป็นเด็กน้อยๆ พ่อแม่ก็เคยมีลูกผู้ชายแต่ว่าตายหมดเหลือแต่เราคนเดียว นอกนั้นมีแต่ลูกผู้หญิงเต็มไปหมด ในระยะอายุ ๕- ๖ ปี เราเองเป็นเด็ก ป่วยหนักอาการปางตาย พ่อแม่ก็พยายามรักษา ในที่สุดก็หายป่วย
ด้วยความดีใจเป็นอย่างยิ่งพ่อแม่จึงเอากระโตก* (ขันโตก) มาให้นั่ง แล้วให้พวกพี่สาวน้องสาวเอาดอกไม้มากราบมาไหว้กัน อันนี้เราจำไม่เคยลืม พ่อแม่ของเรามีความเชื่อเป็นอย่างมากว่าเราเป็นบุคคลที่สำคัญ ลักษณะไม่เหมือนเด็กทั่วไป เมื่อเราโตขึ้นจะได้ดิบได้ดี จึงให้พี่น้องทั้งหมดเคารพ หลังจากกลับจากโรงเรียนพี่น้องก็จะไปกราบไหว้
นิมิตเห็นคนตายตั้งแต่เด็ก
ในขณะที่เป็นเด็กน้อยอยู่นั้น เมื่อนอนหลับลง จิตมันจะวิ่งลงเหมือนคนตกตึก แล้วไปปรากฏนิมิต เห็นคนล้มตาย เห็นซากศพ เห็นคนหัวขาดเป็นจำนวนมาก ศพคนตายนอนเกลื่อนกล่นทับถมกันเหมือนกองภูเขา น่าขยะแขยงน่าสะพรึงกลัวเป็นที่สุด จิตแสดงนิมิตให้เห็นเป็นอาการต่าง ๆ ว่า คราวไหนเกิด คราวไหนตาย เห็นร่างตัวเองเทียวเกิดเทียวตาย การเกิดแต่ละชาติ พ่อแม่ก็เปลี่ยนไปไม่ซ้ำกัน เปลี่ยนรูปร่างลักษณะไปเรื่อย ๆ ประหนึ่งว่าเหล่าสัตว์โลกนี้ ผู้ที่ไม่เคยเกี่ยวข้องเป็นญาติพี่น้องกันไม่มีในโลก
บางทีผู้ที่เคยเกิดเป็นแม่เราในชาติปางก่อน ในชาติต่อมาก็มาเกิดเป็นเมียเรา บางทีพี่หญิงหรือน้องสาวก็เคยมาเกิดเป็นแม่เรา บางทีพ่อก็เคยมาเกิดเป็นลูกของเรา ภพชาตินี่ช่างวุ่นวาย ร้อยอันพันอย่างจริง ๆ จิตนิมิตเห็นภพชาติต่าง ๆ ไม่รู้ว่าใครต่อใคร เกิดเป็นอะไรต่อมิอะไรบ้าง เป็นไปต่าง ๆ ยุ่งเหยิงวุ่นวายแต่กับการเกิดแก่เจ็บตาย
* กระโตก หรือ ขันโตก หมายถึง ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ ทาด้วยชันผสมน้ำมันยาง แล้วใช้ รักทาทับอีกชั้นหนึ่ง
ปรากฏเห็นความเที่ยงแท้แน่นอนเพียงอย่างเดียวว่า พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลข้างหน้า จึงจะมีพ่อเดียวแม่เดียวจนกระทั่งท่านตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณได้
แต่สำหรับสัตว์โลกทั่วไปแล้วปนเปกัน เรื่องภพชาติที่อาศัยกิเลสและกรรมเป็นเครื่องนำทาง แต่สำหรับเหล่าสัตว์ที่มืดบอด แทบจะมองย้อนหลังไม่ออกว่าเคยเป็นอะไรต่อมิอะไร ใครบ้างหนอเคยเกิดเป็นลูกใคร หลานใคร เหลนใคร
บางทีผู้ที่เคยเป็นพ่อกลับมาเกิดเป็นลูก ก็ถูกผู้ที่เป็นลูกเฆี่ยนตีก็เท่ากับตีพ่อตัวเอง ว้าวุ่นสับสนวุ่นวายกันอย่างนี้ บางทีก็น่าหัวเราะ บางทีก็น่าร้องไห้ ไม่ทราบว่าจะหัวเราะหรือว่าจะร้องไห้ จิตเกิดสลดสังเวชสุดประมาณ เกิดความตื่นเต้นและตื่นกลัว ในสิ่งที่จิตพบเห็นไปพร้อม ๆ กัน
ในบางครั้งภาพนิมิตเหล่านั้นก็แสดงอาการเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป จึงมักจะตื่นขึ้นมาในกลางดึก พ่อแม่ก็มาโอ้โลมให้นอน สอนให้สวดมนต์ จึงนอนหลับต่อไปได้อีก
เราจึงมาพิจารณาได้ตอนหลังที่ได้ปฏิบัติธรรมรู้เรื่องจิตใจแล้วว่า นี้มันเรื่องของสมาธิทั้งดุ้น เป็นสมาธิที่มีความรู้ แต่สติตามไม่ทันความรู้ สมาธิที่เป็นมาตั้งแต่เด็กจึงยังใช้ประโยชน์ไม่ได้ แต่ถ้าหากพ่อแม่ไม่ตามใจ คอยดัดนิสัย คอยดุด่าว่ากล่าวไม่ตามใจแล้วละก็ เราจะรู้เห็นธรรมะได้ตั้งแต่วัยเด็กและเข้าทางธรรมได้สนิทเร็วกว่านี้ และจะได้ดีเร็วขึ้นกว่านี้อีก ไม่เสียเวลาเนิ่นนาน ถ้าหากได้ครูบาอาจารย์ที่รู้จริงในทางธรรมมาอบรมสั่งสอน
เรียนโรงเรียนวัดบ้านขามป้อม
ถึงแม้เราจะเป็นเด็กบ้านนอก แต่ค่อนข้างจะเป็นโชคดีมากคนหนึ่ง ที่เกิดมามีบิดามารดามีสายตากว้างไกล สนับสนุนในการเรียนสม่ำเสมอ และโชคดีที่หมู่บ้านขามป้อมมีโรงเรียนประชาบาลระดับประถมศึกษาอยู่ในวัด ซึ่งหมู่บ้านอื่นเขาไม่มี เพื่อนหมู่บ้านอื่นต้องเดินทางรอนแรมมาเรียนที่โรงเรียนประชาบาล ในวัดบ้านเราเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร การเรียนก็ใช้ศาลาวัดเป็นที่เรียน ศาลาโล่งแจ้งไม่มีฝากั้น มองได้ไกลสุดสายตา มองเห็นทุ่งนาเขียวขจี เสียงกระดิ่งของวัวควายที่เดินเลาะเล็มหญ้า เสียงว่าวจุฬาติดธนู ดัง ดู ดู่ ดู๊ ดู่ ดู๊ ดู่ ดู๊ ดังแว่วมาเป็นระยะ เป็นเหมือนเสียงเพลงขับกล่อม เด็กๆ สนุกสนานในท้องนาป่าน้ำ
ถึงยามฝน ฝนก็สาด ศาลาไม่มีฝากั้น ถึงยามหนาวก็หนาวจับใจ เสื้อกันหนาวจะหาใส่ก็ไม่มี ถึงยามร้อน ก็ร้อนจัดพยับแดดระยิบระยับ การเรียนเริ่มเรียนตั้งแต่ชั้นมูล ก ข ประถม ก กา จนจบชั้นสูงสุดของโรงเรียนคือชั้นประถม ๔
เป็นเด็กขี้ขลาดตาขาว
ในสมัยเป็นเด็กเราเป็นคนขี้ขลาดตาขาว เป็นจอมกลัวผีหลอก ตอนกลางวันแสก ๆ พ่อแม่ใช้ให้เข้าไปเอากล่องข้าวอยู่ในบ้านในเรือน ไม่กล้าเข้าไปหรอก ย่องแล้ว ย่องอีก มองแล้วมองอีก กลัวเห็นผี กลัวผีเห็น คล้าย ๆ ว่าผีมันแอบจ้องมองเราอยู่เพราะกลัวผีหลอก
ในเวลาค่ำคืนขึ้นลงบันไดบ้าน ก็ไม่กล้าขึ้นลงคนเดียวในเวลาค่ำคืนเพราะกลัวผีจับแข้งจับขา ก็จะไม่ให้เรากลัวได้อย่างไร ก็ในเวลานอนฝันเห็นตั้งแต่ผีหัวขาด ซากศพอยู่เสมอ
เราอายุ ๗ ปี ๘ ปี เป็นเด็กพ่อแม่พาไปวัดฟังเทศน์ฟังธรรม รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็ดีอย่างหนึ่งคือ เมื่อเข้าวัดกราบพระฟังเทศน์ฟังธรรมแล้ว กลับไปนอนที่บ้านก็นอนหลับฝันดี ฝันเห็นพระพุทธเจ้า
บวชเณร
พ่อแม่เห็นนิสัยเราเป็นเช่นนั้น ท่านให้บวชเป็นเณรก็หลายครั้งหลายหน พ่อแม่ให้บวชเป็นสามเณรที่วัดบ้านขามป้อมนี้เอง โดยมีท่านพระครูโพธาพิทักษ์ วัดโพธาราม เป็นพระอุปัชฌาย์บวช แล้วก็ไปเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถม บวช ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง ท่านบวชให้ไปอยู่กับครูบาที่วัดซึ่งเป็นญาติพี่น้องกัน เมื่อได้มาบวชเณร นิสัยทางศาสนาคงมีมาดั้งเดิม คนอื่นฝึกธรรมดา บวชธรรมดา แต่ว่าเราฝึกเอาจริงเอาจัง เริ่มมาฝึกใหม่ฝืนใหม่ เดิมเป็นคนขี้ขลาดตาขาว ขี้กลัว หลังจากบวชแล้ว พระท่านสอนให้พิจารณาแผ่เมตตา โอ้ย!...มันไม่รู้จักกลัวหละ คนตายก็ไม่รู้สึกกลัว
ไม่มีนิสัยในทางหลอกลวงคนอื่น
ในขณะเป็นสามเณรอยู่วัดบ้านขามป้อม พวกพระในวัดบางรูปฉลาดมีความรู้ พากันปั้มทำเหรียญกษาปณ์ปลอม (เงินปลอม) ข่าวแจ้งถึงตำรวจ เขาจึงเข้ามาไล่จับ พระเณรพากันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน พยายามพากันเอาไหและถังที่บรรจุเหรียญกษาปณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นไปโยนทิ้งลงในสระน้ำตรงศาลาวัด (ปัจจุบันนี้เขาถมหมดแล้ว) เราเองไม่ได้ร่วมทำกับเพื่อนพระเณร มีแต่ยืนหัวเราะดูอยู่ ไม่ได้ร่วมไม้ร่วมมือกับเขา เพราะไม่มีนิสัยในทางหลอกลวงคนอื่น
เป็นเด็กชอบเล่นเป็นพระ
นิสัยของเราเป็นคนไม่ยอมใครง่าย ๆ มาตั้งแต่ไหนแต่ไร แม้แต่เวลาเล่นในวัยเด็ก ถึงจะเป็นการเล่นแต่ก็ต้องเอาชนะให้ได้เสมอ สมัยก่อนวันศีลวันพระ เวลาเล่นตามประสาเด็ก ๆ ต้องเล่นเป็นพระ เอาผ้าพาดเฉลียงบ่าเหมือนพระห่มจีวรนั่งบนตั่งหรือเตียง แล้วจะให้พี่ ๆ น้อง ๆ เพื่อน ๆ แต่งขันหมากเบ็ง* มาทุกคน ยกมาถวายแสดงสมมา**คารวะ ถ้าไม่ทำ เราจะแกล้งจะร้องห่มร้องไห้ฟูมฟาย จนกระทั่งพวกเขาทำขันหมากเบ็งมาครบหมดทุกคน เสร็จแล้วจึงจะแกล้งให้พร ยถาสัพพีฯ เพราะเราเคยบวชเณรมาก่อนให้พรเป็น
เมื่อเลิกราการเล่นเรียบร้อยแล้ว เราจะมาแอบนั่งหัวเราะ พอใจภายหลังคนเดียว เพราะแกล้งพี่ ๆ น้อง ๆ เพื่อนๆ ได้สำเร็จ
หลวงปู่ศรีท่านเล่าอย่างอารมณ์ดี ตอกย้ำว่า โอ้ย ! แต่ก่อนเรามันไม่ยอมใครง่าย ๆ นะ เรานี่ 
* ขันหมากเบ็ง หมายถึง พานสำหรับใส่เครื่องสักการะ มีข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน จัด ๕ คู่ เรียกขันธ์ ๕, ๘ คู่เรียกขันธ์ ๘ เย็บใบกล้วยติดกันเป็นแหนบเหน็บดอกไม้ธูปเทียนเข้า
** สมมา คือ การขอโทษ ขอให้ยกโทษ
การศึกษา
เมื่อสึกจากสามเณรแล้ว โยมพ่อโยมแม่ได้นำเราไปฝากไว้ที่บ้าน คุณครูประจบ ประจิรณะ ในอำเภอวาปีปทุม เพื่อเข้ารับการศึกษาต่อชั้นประถม ๕ และประถม ๖ ซึ่งมีเฉพาะแต่ในตัวเมืองวาปีปทุมเท่านั้น ก่อนไปคุณตากัญชาได้อบรมสั่งสอนเราผู้เป็นหลานให้ตระหนักอยู่เสมอว่า
“ถ้าอยากรู้ว่ารสชาติของชีวิตว่าหนักหรือลำบาก สู้ทนกล้ำกลืนแค่ไหนนั้น ให้ลองไปอยู่กับคนอื่นบ้านอื่นที่เขาเหนือกว่าเรา มีสิทธิ์ว่ากล่าวข่มเรา เราไปอยู่กับเขาต้องเป็นคนรับใช้เขา ลำพังอยู่กับพ่อแม่ที่รักเราอย่างเดียว เราจะไม่มีวันได้ลิ้มรสหรือพบความทุกข์ยากลำบากใจอย่างแท้จริง หลานเอ๊ย!...จงรู้จักมุมานะพากเพียรเรียนวิชาเพื่อความก้าวหน้าสูงขึ้นชีวิตที่ลำบากตั้งแต่ต้นจึงมักมีผลดีในบั้นปลาย ให้จดจำคำสอนของตาเอาไว้”
ครั้นสำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๖ ที่โรงเรียนประจำอำเภอวาปีปทุมแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ เราจึงได้โอกาสเข้าไปศึกษาต่อมัธยมปีที่ ๑-๒-๓ ที่จังหวัดมหาสารคาม
เรียนที่โรงเรียนสารคามพิทยาคม เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงประจำจังหวัดมหาสารคาม และอาศัยพักเป็นเด็กวัดอยู่กับพระที่วัดโพธิ์ในตัวจังหวัด มีความตื่นตาตื่นใจในชีวิตเมือง ได้เห็นรถยนต์ มีคนถีบจักรยานหนาตาขึ้น แต่ถนนหนทางแม้อยู่ในตัวจังหวัดก็ยังเป็นดินลูกรัง กรวดหินปนทราย
เป็นเด็กวัดต้องไหว้พระสวดมนต์ กวาดลานวัด ทำความสะอาดศาลา หิ้วปิ่นโตเดินตามหลังพระบิณฑบาต เชื่อฟังคำสั่งสอนของท่าน ใครไม่เชื่อฟังท่านก็ไล่ไปไม่ให้อยู่ หลวงปู่หลวงตาในวัดนั้นท่านจะสอนอยู่เสมอว่า
เธอได้ทิ้งนาทิ้งไร่มาศึกษาเล่าเรียน จงตั้งใจเรียนจริง ให้ตื่นแต่ดึก (เช้า) ศึก (ษา) แต่หนุ่ม เรียนให้ได้เป็นเจ้าคนนายคน วายเมเถว ปุริโส เกิดเป็นชายต้องพยายามร่ำเรียนจนประสบความสำเร็จ เธอจงมีน้ำอดน้ำทน เข้มแข็ง มุ่งความก้าวหน้าจริงจัง โดยถือคติที่ว่า “มักง่ายได้ยาก ลำบากได้ดี”
หรือคำโบราณอีสานท่านสอนไว้ว่า “คั่นบ่ออกจากบ้าน บ่เห็นด่านแดนไกล คั่นบ่ไปหา เฮียนกะบ่มีความฮู้”
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ จบชั้นมัธยมปีที่ ๓ จากโรงเรียนสารคามพิทยาคม ตามความตั้งใจ
วัยหนุ่มแข็งแรงเกินบุรุษทั่วไป
ในเพศฆราวาสของหลวงปู่ศรีนั้น ท่านเป็นหนุ่มรูปร่างเพรียว ไม่อ้วน มะขามข้อเดียว ตันๆ กล้ามเป็นมัดๆ ชอบการชกมวยเป็นกีฬา ชกมวยชนะทุกครั้ง จนกระทั่งคนถิ่นแถบนั้นไม่มีใครกล้าขึ้นต่อกรด้วย เพราะใครขึ้นชกด้วยโดนน๊อก คาเวทีแทบทุกราย เกิดมาไม่เคยฆ่าสัตว์ ไม่กินของดิบ ไปทำไร่ไถนา เจอกบเขียดจับโยนออก ไม่เหยียบไม่ฆ่า พ่อแม่จับกบเขียดใส่ข้องใส่ตุ้มไว้ ก็แอบไปปล่อย วันศีลไปฟังเทศน์ฟังธรรม จำศีล สูบยา ไม่เคี้ยวหมาก ยาไม่เมาไม่สูบ เป็นคนหมั่นขยัน ทำการงานและร่ำเรียนหนังสือ ไม่เป็นคนขี้เล่น ไม่โกรธเคียดแค้น ทำอะไรทำจริง แข็งแรงเกินคน มีดตะขอขวานที่ใช้สำหรับฟันถางป่าท่านลับคมกริบ เช่น ถากถางฟันป่าปลูกฝ้าย ท่านทำคนเดียวได้มากกว่าคนงานทำถึง ๙ คน สามารถขุดบ่อน้ำได้วันละ ๓ บ่อ โดยลึกบ่อละ ๓ เมตร
มีที่นาหลายร้อยไร่ ในฤดูทำนาปลูกข้าว ดำนาเก่ง กล้ามัดแล้วดำเลย ไม่ตีตมออก (ไม่เอาโคลนตมออก)
ในฤดูเก็บเกี่ยว เพียงคืนเดียวตีข้าวได้ถึง ๙ วง ทำนาได้ข้าวปีละ ๔๐ หมื่น ปลูกยาได้ปีละ ๔๐ กระทอ ปลูกยาก็ได้มากกว่าคนอื่น ๆ เป็นคนขยัน ทำกระบุงและตะกร้าโดยใช้ไม้ไผ่ สานยุ้ง จักสานตาเร้วเป็นหาบลูกใหญ่ ไม่ซื้อเลย จักสานเอง หาบน้ำเก่ง ตื่นดึกลุกเช้า ชอบอ่านหนังสือ
รับราชการครู
ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ สอบบรรจุครูได้ เริ่มรับราชการครูที่โรงเรียนวัดบ้านซาดฝางหัวเรือ ตำบลหัวเรือ อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม
ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ย้ายมาสอนที่โรงเรียนหนองกุง ตำบลเสือโก้ก อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ห่างจากอำเภอประมาณ ๒๕ กิโลเมตร พื้นที่เป็นป่าดงพงเปลี่ยว จะเข้าเมือง ต้องใช้ม้าเป็นพาหนะในการเดินทาง
ลาออกจากครู/เป็นครูอีกครั้ง
เราเป็นครูน้อยแต่มากไปด้วยอุดมการณ์ ไม่ชอบให้ครูใหญ่มาบงการในสิ่งซึ่งไม่ชอบธรรม เราเป็นครูหนุ่มใหม่ๆ เลือดร้อน เป็นคนระห่ำเหมือนที่หมอโหรทายไว้ เมื่อเห็นกิริยาของครูใหญ่ หยิ่งจองหอง ชอบใช้อำนาจเกินขอบเขต ไร้เหตุผลในการทำงาน ไม่เอาใจใส่ในการอบรมสั่งสอนเด็ก ทำให้เกิดความอึดอัดใจ ขอย้ายก็ไม่ให้ย้าย จึงตัดสินใจลาออกจากราชการครูในปี ๒๔๘๓ ทำให้บิดามารดาเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยความที่เราเป็นผู้ที่นั่งในศักดิ์ศรี ความคิดจึงทอดยาวไปข้างหน้า ปรารถนาที่จะศึกษาต่อให้มีความรู้สูงขึ้น ได้นอนคิดถึงชีวิตที่ว่างงานอยู่เป็นเวลาหลายวัน ว่าชีวิตเราจะดำเนินไปทางไหนดี จึงคิดว่าการที่เราจะเข้าไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ คงจะเป็นการดี จึงเข้าไปลาท่านบิดาและมารดา คิดว่าเงินที่มีนิดหน่อยคงพอจะไปแสวงโชคข้างหน้าได้ จึงเดินทางด้วยเท้าข้ามป่าฝ่าดง รอนแรมไปกับเพื่อน ค่ำที่ไหนนอนที่นั่น จากวาปีปทุมถึงบรบือ จากบรบือมุ่งตรงสู่สถานีรถไฟบ้านไผ่ ได้ขึ้นรถไฟไอน้ำชั้นที่ ๓ ใช้ฟืนเป็นพลังหัวรถจักร เสียงดังฟืดฟาด ๆ เย็นย่ำค่ำจึงถึงเมืองโคราช
เมื่อพักอยู่โคราชหนึ่งคืน ได้มีเวลานั่งคิดถึงชีวิตพร้อมทั้งพินิจพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านพ้นมา คิดถึงบิดามารดาผู้เคยถนอมเลี้ยง จึงตัดสินใจขึ้นรถหวนกลับบ้านขามป้อม อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคามอีกครั้งหนึ่ง
การกลับมาคราวนี้ตั้งความหวังไว้ว่า จะทำให้บิดามารดาแช่มชื่นจิตใจสมกับที่ท่านรักมาพักอยู่ที่บ้านได้ไม่นานนักจึงเดินทางไปสอบบรรจุครูที่จังหวัดร้อยเอ็ด ในจำนวนคนที่เข้าสอบ ๔๐-๕๐ คน เราสอบได้เป็นที่หนึ่ง จึงเดินทางกลับบ้านขามป้อมอันเป็นบ้านเกิดด้วยดวงใจที่ชื่นบาน อัตราเงินเดือนแต่เดิมที่เคยได้ ๘ บาท คราวนี้จะได้เพิ่มเป็น ๑๒ บาท ซึ่งนับว่ามากในสมัยนั้น
โรงเรียนที่หลวงปู่ศรีเคยเป็นครูสอน
ในขณะที่เดินทางด้วยเท้าจากจังหวัดร้อยเอ็ด กลับสู่ถิ่นมาตุภูมิด้วยความเหนื่อยเมื่อยล้า มีชาวนาคนหนึ่งขับเกวียนผ่านมา เราจึงถามเป็นทีเล่นทีจริงว่า
“วัวและเกวียนนี้ขายมั้ยเพื่อน”
เขาตอบว่า “ถ้ากล้าซื้อก็กล้าขาย”
“ขายเท่าไหร่?”
“๑๒ บาท”
มองดูเงินในกระเป๋าแล้วมีเพียงพอ จึงควักเงินออกจ่ายในทันที กระโดดขึ้นขี่เกวียน ขี่เกวียนกลับบ้านอย่างสบายใจและสะใจที่ประสบความสำเร็จทางหน้าที่การงานอีกครั้งหนึ่ง
ในปี ๒๔๘๓ เป็นครูสอนที่โรงเรียนบ้านสวนจิก ตำบลปอภาร อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด (ปัจจุบัน ตำบลสวนจิก อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด)
ในปี ๒๔๘๕ ได้ย้ายไปเป็นครูสอนที่บ้านเหล่ากุดน้อย ตำบลปอภาร อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด (ปัจจุบัน ตำบลสวนจิก อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด)
ตำนานกล่าวขานถึงสหายครูทั้ง ๔
มีเรื่องเล่าว่าในอดีตสมัยที่ท่านหลวงปู่ศรีเป็นครู ท่านมีเพื่อนสนิท ๓ คนที่ฝากเป็นฝากตายได้ กิน ดื่ม เที่ยว ด้วยกัน คือ ครูนิยม ครูนาค ครูสิลา สหายครูทั้ง ๓ คนนี้มีนิสัยคล้ายกัน คือทำอะไรทำจริง ถ้าเที่ยวก็เที่ยวเสียจริง ๆ ถ้ากินดื่มก็กินดื่มเสียจริง ๆ แต่ทั้งหมดนี้ไม่เป็นไปเพื่อความเสียหายและก่อความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใด สหายครูทั้ง ๔ นี้เป็นที่ลือชื่อในถิ่นวาปีปทุมนี้เป็นอย่างมาก
เล่ากันว่า “ถ้าสหายครูทั้ง ๔ ได้เดินเข้าป่าฆ่างัว (วัว) หนุ่ม (หลวงปู่ศรี ท่านไม่ฆ่า) เพื่อเลี้ยงฉลองในเทศกาลประจำท้องถิ่นอย่างใดอย่างหนึ่ง เดินกลับออกมา วัดนั้นคงเหลือแต่ซากโครงกระดูก ไม่เหลือเลือดเนื้อให้สัตว์ บุคคลที่ไหนได้กินต่อไปได้อีก”
สหายครูทั้ง ๔ ทำอะไรจึงเป็นที่สงสัยงงงันแก่ผู้คนถิ่นแถวนั้น และมักมีการซุบซิบนินทากันอยู่เสมอว่า “ครูพวกนี้มันครูหรือว่ามันเป็นผี ถ้าว่ากิน ก็กินเสียจริงๆ ถ้าว่าเมาก็เมาจนหัวทิ่มหัวตำ คลำทางกลับบ้านไม่ถูก ถ้าว่าทำงานก็ไม่รู้จักเข้าร่ม ตากแดดทำกันอยู่ทั้งวัน”
ตำนานเหล่านี้แม้นานมาแล้วก็ยังมีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานให้ลูกหลานฟังกันไม่รู้จบด้วยความชื่นชม
หลวงปู่ศรี มหาวีโร ท่านเล่าว่า ในสมัยที่ท่านเป็นครูนั้น ท่านจะมีนิสัยแตกต่างจากเพื่อนครูคนอื่นบ้าง นั้นก็คือ นอกจากจะกิน ดื่ม ทำการงานจริงในทางโลกแล้ว แม้ในทางธรรมก็เอาจริงไม่เคยย่อหย่อน จิตใจฝักใฝ่ในทางพระพุทธศาสนาสม่ำเสมอ ในเวลาบ่าย ๔ โมง พระท่านตีโปงแลง* ถือเป็นเวลาเลิกสอนหนังสือเพื่อเข้าวัดฟังธรรม ชักชวนชาวบ้านร่วมกันสร้างพระไตรปิฎกถวายในหลายวัด วันพระโรงเรียนหยุด เข้าวัดจำศีล เราทำอย่างนี้อยู่ตลอดจนกว่าจะได้ออกบวช
* โปง คือเครื่องตีบอกเหตุการณ์ต่าง และบอกเวลา ลักษณะคล้ายระฆังแต่เป็นไม้ แลง คือในเวลาเย็น
แต่งงาน
ปีพุทธศักราช ๒๔๘๕
...เป็นธรรมดาของครูในสมัยนั้น ไปที่ไหนมีแต่คนเคารพนับถือ ยิ่งเรื่องหญิงสาวด้วยแล้ว เห็นครูผู้ชายมักจะชอบแอบมอง มีผู้หญิงที่รู้จักมากมาย ในที่สุดก็ปลงในความรักกับนางสาวสอน แสนยะมูล อายุ ๒๒ ปี ซึ่งเป็นลูกสาวของนายสุธรรมา แสนยะมูล และนางหล้า แสนยะมูล นายสุธรรมาเป็นนายฮ้อย* ที่มีชื่อเสียง มีที่ดินมากมีควาย ๔๐ ตัว
* ายฮ้อย คือ หัวหน้า ประธาน ผู้ใหญ่ ผู้ที่คณะเลือกให้เป็นใหญ่ในเวลาไปซื้อขายต่างถิ่น เรียก "นายฮ้อย" คนอีสานสมัยโบราณมักจะไปค้าขายต่างถิ่น ในการไปแต่ละครั้งจะเลือกหัวหน้าหนึ่งคนเพื่อควบคุมและป้องกันภัยอันตราย
การแต่งงานนั้นพ่อแม่และญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายเป็นคนจัดการ เรียกว่า “จับขม่อมจอมขวัญ” สิ้นสุดที่เจ้าบ่าวนำไปแต่งเจ้าสาวจำนวน ๑๒ บาท ซึ่งเป็นเงินไม่น้อยในสมัยนั้น จึงแต่งงานอยู่กินกับนางสอนผู้เป็นภรรยา สร้างบ้านเรือนติดกับบ้านพ่อตาตามประสาแบบโลกทั่ว ๆ ไป สุขบ้างทุกข์บ้าง อดบ้างอิ่มบ้าง จนได้บุตรธิดาสืบสกุล ๔ คน เป็นชายหนึ่ง หญิงสาม
๑. คุณปันหยี จันทะโข
๒. คุณฉวี ปักกะสีนัง
๓. ด.ช.ทวี ปักกะสีนัง (เสียชีวิตแต่เยาว์วัย)
๔. คุณจำจิต มงคลมะไฟ
คำสั่งแม่ก่อนตาย
เรามีชีวิตเป็นอยู่เช่นนี้และได้ดีมีชื่อเสียง เป็นครูบาอาจารย์ มีคนเคารพนับถือ ส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งคือพ่อแม่ ก่อนที่แม่จะตาย ได้สั่งเสียเป็นเชิงอ้อนวอนรำพึงรำพันว่า
“ศรีเอ้ย!... แม่อยากให้ลูกบวชให้ จัก ๑๐ มื้อ ๑๕ มื้อ (วัน) ก็ได้ พอให้แม่ได้เพิ่ง (พึ่ง) บุญเพิ่งคุณ จะได้ไปดี ได้ไปสวรรค์ นำเพิ่น (เหมือนอย่างพ่อแม่คนอื่นที่ลูกบวชแล้วได้อาศัยเกาะชายผ้าเหลืองไปสวรรค์)”
เมื่อจบคำสั่งเสียของแม่แล้ว น้ำตาร่วง หัวใจเหมือนจะหลุดหล่นหายไปต่อหน้าต่อตา กุมมือแม่ไว้แน่น ซึ้งในน้ำใจของท่านที่รักเรายิ่งนัก จึงรีบรับปากแม่ว่าจะบ๋าบวช (บนบานว่าจะบวช) ให้แม่อย่างแน่นอน เอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และฟ้าดินเป็นพยานต่อหน้าแม่ทันทีว่า
“แม่ไม่ต้องห่วงดอกเด้อ ข้อยสิบวชให้แน่นอน ขอให้แม่เฮ็ด (ทำ)ใจให้ซำบาย (สบาย)"
เมื่อเราพูดจบลง อีกไม่กี่วันแม่ก็สิ้นใจตาย จากนั้นจึงจัดงานเผาศพแม่อย่างวิจิตรพิสดารแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน จ้างคณะกลองยาวแห่แหนส่งสการ* ทั้งแห่ทั้งร้องไห้จนชาวบ้านตกอกตกใจ แปลกใจว่า ทำไมแม่ตายจึงแห่แหนประหนึ่งว่า “เป็นงานมงคล” ที่ทำเช่นนั้นไม่มีใครสามารถอาจรู้ได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงทำให้ผู้คนเกิดความสงสัยงุนงงมาจนทุกวันนี้ แต่ที่แท้จริง “เราเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์โลก”
น้ำตาเราที่ไหลจากใจที่สูญเสียช่างจดช่างจำไม่มีวันลืมเลือน สัจจะวาจาว่าจะบวช...จะบวช...นี้ ตามกระตุ้นเตือนหลอกหลอนอยู่ทุกวี่วัน นึกถึงภาพแม่ที่ขาดใจตายกับความหวังที่แม่ฝากไว้ จึงหมายใจว่าเราต้องสละการงานบ้านเรือนออกบวชให้ได้สักวันหนึ่งข้างหน้าอย่างแน่นอน
เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตามคำสั่งแม่
ตามคตินิยมของชาวไทยนับเนื่องมาแต่โบราณกาล กุลบุตรใดที่มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ บิดามารดามักจะจัดให้อุปสมบทโดยมีความเชื่อถือกันว่า กุลบุตรจะมีความ “เป็นกุลบุตรได้สมบูรณ์” ต้องผ่านการอุปสมบทแล้ว มิฉะนั้นยังถือว่า“เป็นคนดิบอยู่” ก่อนจะไปมีครอบครัวเหย้าเรือนต้องบวชเรียนเขียนอ่านเสียก่อน ต้องบวชก่อนแล้วค่อยเบียด อย่าเบียดก่อนไปบวช
แม้ในขณะนั้นชาติบ้านเมืองยังคุกรุ่นอยู่ในภาวะสงคราม ชาติบ้านเมืองกำลังขาดครูและขาดกำลังทหาร แต่คำสั่งเสียของแม่ก็เร่งเร้าอยู่ข้างในเสมอ เร่งเร้าถึงการบรรพชาอุปสมบททุกค่ำคืน บางวันนอนน้ำตาไหล นึก ๆ ไปว่า “เมื่อไหร่หนอ เราจะสลัดความอาลัยออกได้แล้วบวชให้แม่สักที นี้เราก็อายุ ๒๙ ปีแล้ว ควรจะหาโอกาสบวช พระพุทธเจ้าพระองค์ก็ออกบวช เมื่อคราวพระชนมายุ ๒๙ ปี พระองค์สละ บุตร ภรรยา ทรัพย์สมบัติอันมหาศาล ส่วนเราบวชเพื่อทดแทนบุญคุณข้าวป้อนจะไม่ได้เชียวหรือ”
* ส่งสการ คือ การทำพิธีเคารพศพ หามศพไปเผาหรือฝัง ทั้งทำบุญในป่าช้า
วันหนึ่งเมื่อตัดสินใจได้แล้วจึงบอกภรรยาอันเป็นที่รักว่า ในชีวิตหนึ่งอยากจะขอบวชเข้าพรรษาสักครั้ง ภรรยาก็ยินดีอนุโมทนาด้วยไม่ขัดข้อง เงินทองและสมบัติที่มีก็มอบให้ภรรยาเก็บไว้ใช้ และได้มอบม้าคู่ใจให้แก่ไอ้โดนซึ่งเป็นน้องเมียด้วยความอาลัย แต่ซุกซ่อนความมุ่งมั่นไว้ภายใน โดยพูดว่า ไอ้โดน มึงมานี่ อันม้าของกู กูยกให้มึงเด้อ ให้มึงเลี้ยงเอาขายเอา กูจะไปบวชสักปี ในชีวิตหนึ่งกูก็อยากบวชเข้าพรรษาสักครั้ง” คำสั่งลานั้นสังหรณ์ใจประหนึ่งว่า ท่านจะไม่กลับมาครองโลกครองเรือนอีก วาจาท่านเหมือนอาลัยอาวรณ์ แต่กิริยาที่จะได้บวชนั้นเหมือนปลาได้น้ำ เมื่อได้โอกาสอันสมควรก็เข้าไปกราบลาพ่อตาแม่ยาย ลาศึกษาธิการอำเภอเมืองร้อยเอ็ด ทั้งพ่อตาแม่ยายก็ห้าม ทั้งศึกษาธิการอำเภอก็ห้ามบวชอย่างเด็ดขาด เพราะชาติบ้านเมืองกำลังขาดกำลังครู ถ้าบวชก็ต้องลาออก เราจึงคว้ากระดาษมาเขียนใบลาออกต่อหน้าอย่างเด็ดขาดเช่นกัน
การบวชไม่ได้หวังว่าจะบวชตลอดชีวิต บวชเพื่อทดแทนคุณบิดามารดา บุพการีครูบาอาจารย์ตลอดจนผู้มีพระคุณ ให้ได้รับผลบุญกุศลอันเกิดแต่อานิสงส์แห่งการที่เราบวช นอกจากนั้นการได้ศึกษาเล่าเรียนและดำรงตนอยู่ในพระธรรมวินัย ขณะครองเพศบรรพชิตอยู่ คงจักช่วยขัดเกลาจิตใจให้หมดจดดีงาม การที่เราประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีล กินในธรรม ย่อมบังเกิดเป็นความเจริญก้าวหน้าในเมื่อเวลาสึกออกมาดำรงชีวิตแห่งการเป็นฆราวาสสืบไป
ออกบวช
ด้วยอุปนิสัยแห่งสาวกบารมีญาณมากระตุ้นเตือน ประกอบกับด้วยความศรัทธาในพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ขอลาออกจากราชการเพื่อบรรพชาอุปสมบท
อุปสมบทที่ วัดราษฎร์รังสรรค์ บ้านป่ายาง ตำบลขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมี
พระโพธิญาณมุนี (คำ โพธิญาโณ) เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด (ธรรมยุต) เป็นพระอุปัชฌาย์
พระครูศิริธรรมธาดา เจ้าคณะอำเภอเมืองร้อยเอ็ด เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระครูสมุห์พันธ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. ได้ฉายาว่า “มหาวีโร” แปลความหมายว่า “ผู้มีความหาญกล้ามาก” หรือแปลอีกนัยหนึ่ง “ผู้สามารถบุกเข้าไปทำลายกิเลสได้” (วีเรติ วิรยติ วีโร) อธิบายว่า ผู้มีความเพียรใหญ่ด้วยองค์ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเพียร อันประกอบด้วยองค์ ๔ * ซึ่งเป็นเครื่องเสริมสร้างบารมี
* ๑. สังวรปธาน เพียงระวังบาปอกุศลที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น
   ๒. ปหานปธาน เพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว
   ๓. ภาวนาปธาน เพียรเจริญทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
   ๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วมิให้เสื่อมไป
พรรษาที่ ๑
ปีพุทธศักราช ๒๔๘๘
จำพรรษาที่ สำนักสงฆ์ป่าพูนไพบูลย์ (ปัจจุบันคือวัดประชาบำรุง)
อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม
ได้ปฐมอาจารย์
เมื่ออุปสมบทแล้วในปี ๒๔๘๘ เราก็เที่ยวสืบเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ที่จะมาอบรมสั่งสอน จึงได้ทราบข่าวว่า ท่านพระอาจารย์คูณ ธมมุตตโม ซึ่งเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นผู้ที่มีภูมิจิตภูมิธรรม เป็นที่นับถือของผู้ที่นิยมปฏิบัติสมาธิภาวนา ท่านได้ธุดงค์จาริกมาพักอยู่ที่เสนาสนะป่าที่จังหวัดมหาสารคาม ตามคำสั่งของท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม (วัดป่าพูนไพบูลย์ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม) เพื่อเผยแผ่หลักธรรมและหลักปฏิบัติของพระคณะกรรมฐาน
กองทัพธรรมกรรมฐาน
ขอย้อนกล่าวถึงเรื่องราวของกองทัพธรรมกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นสักเล็กน้อยในยุคกรรมฐานเฟื่องฟู พ.ศ. ๒๔๗๐ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้พิจารณาแล้วว่า ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม มีความรู้ทางจิตภาวนา สามารถเป็นขุนพลเอกแห่งกองทัพธรรมนำหมู่คณะกรรมฐานได้ ท่านพระอาจารย์สิงห์มีอุปนิสัยเป็นคนกล้าหาญ มีใจเด็ดเดี่ยว มีไหวพริบ ปฏิภาณว่องไว คล่องแคล่วแกล้วกล้า ฉลาดในการเทศนาธรรม ตั้งมั่นอยู่ในสัมมาปฏิบัติ อุทิศตนและตั้งมั่นอยู่ในพระพุทธศาสนา ท่านพระอาจารย์เสาร์และพระอาจารย์มั่นจึงมอบหมายให้ท่านพระอาจารย์สิงห์ปกครองดูแลพระกรรมฐาน ส่วนพระมหาเถระทั้งสองขอแยกเดินรุกขมูลแสวงหาที่บำเพ็ญเพียรตามป่าตามเขา ท่านพระอาจารย์เสาร์ไปธุดงค์ประเทศลาว ส่วนท่านพระอาจารย์มั่นไปธุดงค์ทางภาคเหนือ
เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๗๒ พระอาจารย์สิงห์จัดให้พระฝ่ายกรรมฐานจำนวนหลายรูปที่มีความรู้ทางด้านจิตภาวนา แยกย้ายกันไปอยู่ตามสำนักจังหวัดต่าง ๆ เพื่อแนะนำสั่งสอนพระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนในธรรมปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเทศนาสั่งสอนพุทธศาสนิกชนชาวอีสานให้ละมิจฉาทิฏฐิ เลิกการนับถือภูตผีปีศาจ หันมาตั้งมั่นอยู่ในพระไตรสรณคมน์ ซึ่งต่อมาได้รับความนิยมในการศึกษาปฏิบัติกรรมฐานอย่างกว้างขวางและแพร่หลาย พระอาจารย์คูณ ธมฺมุตตโม พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณร ได้เดินทางตามคำบัญชาของพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ให้เดินธุดงค์มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่จังหวัดมหาสารคาม ท่านเข้าพักสำนักสงฆ์ป่าพูนไพบูลย์ (ปัจจุบันคือวัดประชาบำรุง) อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม (ท่านมรณภาพด้วยโรคฝีประคำร้อย ในปี ๒๔๙๑)
คันถธุระ วิปัสสนาธุระ
หลวงปู่ศรีสมัยครั้งยังเป็นพระใหม่ เมื่อได้ทราบข่าวเช่นนั้นก็กระหายใคร่ได้ใคร่สัมผัสพระธรรมกรรมฐานแท้ ๆ จึงรีบเดินทางไปหาท่านพระอาจารย์คูณ ธมฺมุตฺตโม และได้ปฏิบัติธรรมอยู่จำพรรษาร่วมกับพระอาจารย์คูณ ธมฺมุตฺตโม ได้ปฏิบัติตามแนวทางที่ท่านพระอาจารย์คูณอบรมสั่งสอน เอาธุระในพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด คือ
คันถธุระ การศึกษาเล่าเรียนพระคัมภีร์ ให้มีความรู้พระธรรมวินัย ดำรงรักษาตำราไว้มิให้เสื่อมสูญ จะได้เป็นแบบแก่ผู้ปฏิบัติ
วิปัสสนาธุระ ได้แก่ การศึกษาอบรมจิตใจตามหลักสมถะและวิปัสสนา เพื่อรู้แจ้งธรรมและกำจัดกิเลสออกจากจิตใจ
ธุระทั้งสองนี้พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงไว้ให้พระสาวกจดจำและนำไปประพฤติปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จนสามารถกำจัดกิเลสรู้แจ้งธรรม ท่านผู้ตัดกิเลสได้เด็ดขาดสิ้นเชิงแล้ว เรียกว่า พระอรหันต์ ย่อมเอาธุระจดจำพระพุทธวจนะและช่วยพระบรมศาสดาทำการอบรมสั่งสอนประชาชน
พระอาจารย์คูณยกธรรมท่านพระอาจารย์มั่นมาสอน
...และพระอาจารย์คูณได้สอนย้ำว่า...
“ท่านศรี...ขอให้ท่านตั้งใจประพฤติปฏิบัติ พระนิพพานอยู่ไม่ไกล ขอเพียงท่านไม่อาลัยเสียดาย ทุ่มเทชีวิตจิตใจ ถวายเป็นพุทธบูชา เบื้องต้นขอให้ท่านฝึกสติด้วยการบริกรรม ภาวนาว่า “พุทโธ” เอาพุทโธควบคุมจิต ระวังจิตและอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดกับจิต โดยระวังอารมณ์หรือสัมผัสภายนอก ไม่ปล่อยให้มายุ่ง มาสร้างภาพฝันภาพลวงกับอารมณ์ภายใน ให้เอาสติเป็นตัวนำทาง ควบคุมทุกขณะจิตทุกขณะคิด ให้เริ่มรู้จักกำหนดว่า จิตมีตัวสติคอยควบคุมที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดในทางสมถภาวนา”
และผม (อาจารย์คูณ) เคยฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้ภาษิตธรรมให้ฟังไว้ว่า...
“พระอรหันต์ไม่ได้ผุดขึ้นมาจากไหน ก็มาจากหัวใจของปุถุชน มาจาก ราคะ โทสะ โมหะ ถ้าหากใจปุถุชนนั้นพยายามบากบั่นฝึกปรือตนให้เดินตามมรรคาสัมมาปฏิบัติ พระอรหันต์ก็มาจากที่นั่น กลั่นกรองมาจากที่นั่น เหมือนดอกบัวมาจากขี้ตมขี้โคลนเน่าๆ เหม็นๆ แต่พอพ้นน้ำรับแสงอาทิตย์ แย้มบานเต็มที่ มีสง่าราศี ใครก็อยากได้อยากชม”
หลวงปู่ศรี เมื่อได้ฟังธรรมที่พระอาจารย์คูณแสดง เกิดจิตศรัทธาอย่างแรงกล้า ปฏิบัติแบบถวายชีวิต จิตสงบเกิดศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระอริยะเจ้า และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต
พรรษาแรกนั่งสมาธิตลอดรุ่ง จิตเกิดแสงสว่าง
เราบวชพรรษาแรกก็เร่งความพากเพียรภาวนา นั่งภาวนาไป มันเจ็บมันปวดจะเป็นจะตาย อดทนสู้ก็ไม่ไหว หนักเข้าต้องงดการฉันอาหารให้ลดน้อยลง ตามธรรมดาฉันวันละ ๓๐ คำ หรือมากกว่านี้นิดหน่อย เราพยายามลดมันลง ลดลงมา ๒๐ คำ มันก็ยังไม่สงบ หนักเข้าลดลง ฉันวันละ ๑๐ คำ นั่งสมาธิได้ตลอดคืนยันรุ่ง ไม่ต้องพลิกขาแม้แต่ครั้งเดียว นั่งผ่านได้สบาย ๆ เมื่อผ่านไปได้แล้วก็จึงค่อยย้อนกลับมาฉันอาหารอย่างปกติ เมื่อฉันอย่างปกติ ถ้านั่งภาวนาผ่านทุกขเวทนาได้ก็ฉันอีก แต่ถ้าเมื่อเวทนามันขึ้นมาก็ลดลงอีก มีสติคอยสังเกตการณ์ตัวเองอยู่อย่างนั้น สุดท้ายแล้วเมื่อสติสมาธิเข้าที่เข้าทาง ฉันเต็มที่ก็ยังสามารถนั่งตลอดรุ่งได้ นั้นละ เราต้องหาวิธีการทดสอบตัวเองจนกว่าจิตใจจะพบกับความสงบ
ตอนอยู่วัดป่าพูนไพบูลย์นั้นเดินจงกรมได้ทั้งคืน นั่งก็นั่งได้ทั้งคืน จิตเกิดโอภาสแสงสว่าง ทุกขเวทนาที่มากหลาย เราจำเป็นที่จะต้องอาศัยความอดความทนเข้าต่อสู้ อดทนสู้ คิดเสียว่าทำสมาธิภาวนาลำบากเพียงแค่นี้ไม่พอที่จะทำให้เราตายได้
จึงคิดหาอุบายสอนใจตัวเองว่า “เรานั่งอยู่ในท้องแม่ แม่อุ้มท้องอยู่เป็นเวลา ๙ - ๑๐ เดือนไม่เห็นหนีไปไหนได้ ทำไมจึงอดทนอยู่ได้” คิดเช่นนี้จึงนั่งต่อสู้กัน
ผลสุดท้ายจิตวูบวาบลงคราวเดียว ทุกขเวทนาที่ว่าเผ็ดร้อนหายหน้าหายตาไปหมด ร่างกายเปรียบกันได้ดั่งเหล็กที่เผาไฟแดงๆ แล้วนำไปทิ้งใส่น้ำ จะมีเสียงดังจ๊าด! ๆๆๆ
ร่างกายเผาไหม้หมด มันเป็นของมันเอง ร่างกายจึงอยู่สบาย นั่งไปเท่าไหร่ทั้งคืนก็ได้ มิได้มีความเจ็บความปวด มันเกิดเองเป็นเอง เราก็มิได้ปรุงแต่ง มีแต่ตัวรู้ รู้เฉยอยู่... ของแปลกประหลาดภายในจิตใจเกิดขึ้นมาอย่างนี้ ทำให้เรามีศรัทธาเกินคาดเดา
ได้อุทานภายในใจว่า “เรื่องอย่างนี้ก็มีด้วยหรือ? เอ !...จิตของคนเป็นอย่างนี้ก็มีหรือ?"
เมื่อจิตสงบได้อย่างนั้นสบาย เบากายเบาจิตเป็นเวลา ๒ - ๓ วัน ไม่ฉันอะไรก็ได้ ไม่หิวกระหาย ของเหล่านี้จึงเป็นของแปลกประหลาดมหัศจรรย์ จิตสงบสว่างเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เกิดความเชื่อจริง ๆ เลย เชื่อในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เชื่อแน่แล้วว่า บาปบุญ นรกสวรรค์ พรหมโลก พระนิพพานมีจริงแท้ ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่แน่ใจและไม่หวั่นไหว อัศจรรย์สายทางเดินแห่งกรรมของพระพุทธเจ้า พระอริยเจ้า
เราจึงมาคิดว่าเพราะเหตุนี้เองพระพุทธเจ้า พระอริยะเจ้าท่านจึงอยู่ไหนก็อยู่ได้
...นี้เองจึงเป็นมูลเหตุให้เรามีแก่จิตแก่ใจที่จะก้าวเดินตามรอยบาทพระศาสดาพระอริยสงฆ์สาวก การบวชเดิมที่คิดว่าจะบวชเพียงชั่วคราวได้หายไปสิ้น จิตได้หมุนกลับทวนกระแสโลกเสียแล้ว
พ่อตาแม่ยายลูกเมียนิีมนต์ให้สึก
พอบวชครบพรรษา พ่อตาแม่ยายและลูกเมียไปนิมนต์ให้สึก ก็ไม่สึก จึงดำริภายในใจว่า ลูกเมียที่อยู่เบื้องหลังเป็นเพียงภพชาติหนึ่งในหลายภพชาติที่เกิดตาย เอาเถอะเราจะหล่อเลี้ยงเขา ด้วยอรรถ ด้วยธรรม ด้วยคุณความดี ซึ่งจะเป็นเสบียงทางที่ยาวไกล ไม่ได้กินอิ่มแต่เพียงชาตินี้ชาติเดียวเท่านั้น จะพึงกินอิ่มอีกในภพชาติต่อไปอีกด้วย ถ้าเราไม่ออกปฏิบัติกรรมฐานในคราวนี้ ก็ไม่มีคราวไหนอีกแล้วในชีวิตเราที่จะมีโอกาสได้ใกล้ชิดสนิทติดพันกับธรรมะอันอัศจรรย์สงบเย็น ก็มีร่มกาสาวพัสตร์คราวนี้เท่านั้น
พระพุทธเจ้าท่านสละโลกเป็นแบบอย่างให้เราแล้ว เราจะมาอาลัยเสียดายอะไร ธรรมะต่างหากเป็นของประเสริฐที่สุด มนุษย์เขาอยู่กันมาเป็นหมื่นๆ ปี เขาก็อยู่กันได้ ส่วนลูกเมียเรา เราออกไปสร้างคุณงามความดี ถ้าเขาเป็นผู้มีศีลธรรมก็ไม่น่าจะมาตำหนิเราตรงไหน ขาดเราเพียงคนเดียวโลกมันคงไม่แตกสลายพังทลายหรอก มีแต่มันจะเจริญขึ้นด้วยศีลธรรม
ส่วนลูกน้อย เขาก็คงเลี้ยงมันได้ ครอบครัวมิใช่ครอบครัวยากจนอะไร นกหนูปูปีก มันอยู่ในป่าในเขา มันก็ยังอยู่ของมันได้ ไม่เห็นมันสูญพันธุ์
อันความรักความอาลัยในบุตร ธิดา ภรรยา นั่นย่อมมี ถึงแม้น้ำตาจะตกใน แต่จิตใจนี้ปรารถนาเพียงพระนิพพานเท่านั้น เหมือนประหนึ่งจะพูดพร่ำรำพันกับตนเองว่า “ลูกเอ๋ย..เมียเอ๋ย...พ่อนี้ปรารถนาเป็นสาวกอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้พวกเจ้าพากันอนุโมทนาเถิด”
พระพุทธเจ้าทรงสละราชบัลลังก์ ข้าทาสบริวารมากหลาย และบุตรภรรยาอันเป็นที่รัก เพื่อโมกขธรรม อันเป็นธรรมเครื่องนำออกจากทุกข์ ซึ่งเป็นการเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ ในสมัยพระองค์เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ นามว่า เวสสันดร ยังให้ทานบุตรธิดาคือ กันหา ชาลี แก่พราหมณ์ เราไม่ได้สละอย่างยิ่งใหญ่อย่างนั้นสักหน่อย และไม่มีอะไรมากมายให้สละอย่างนั้นด้วย และเพียงออกบวชเล็กน้อยเพียงแค่นี้ ยังจะเอานั้นเอานี้มาเป็นอุปสรรคขวางทางแล้วเราจะเดินอย่างไร
เดินทางไปหาพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม
เมื่อพิจารณาได้อย่างนี้แล้ว จึงตัดสินใจที่จะหนีเข้าป่าเข้าเขาเร่งปฏิบัติกรรมฐานตามที่ท่านพระอาจารย์คูณสั่งสอน และหวังใจว่าถ้าจิตใจเราสงบบ้างแล้ว จะเข้าหาฝากตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ผู้ซึ่งมีชื่อกระฉ่อนเรื่องความดี ความเด็ดเดี่ยว และเรื่องธรรมที่ท่านบรรลุจนเป็นพระอรหันต์ ซึ่งใคร ๆ ก็ตามที่พบท่านแล้ว ทราบข่าวว่าต้องยอมสิโรราบกราบไหว้ในคุณธรรมและความเป็นคนจริงของท่าน
การปฏิบัติที่สำนักสงฆ์พูนไพบูลย์ก็ราบรื่นสมาธิดี แต่ก็ด้วยเหตุว่ายังอยู่ใกล้บ้านเกิดญาติ ๆ มาเยี่ยมเยือนได้ง่าย ถูกรบกวนรบเร้าให้สึกไปครองชีวิตฆราวาสอยู่บ่อย ๆ การอยู่ในสถานที่เช่นนี้เป็นอุปสรรคต่อสมาธิภาวนา ทางเดินเพื่ออริยมรรคอริยผลไม่สะดวก จึงคิดว่าควรจะแอบหนีเดินธุดงค์ไปตามป่าตามเขา ไปหาท่านพระอาจารย์สิงห์ ศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าแสนสำราญ จังหวัดอุบลฯ ศึกษาวัตรปฏิบัติให้ธรรมแก่กล้าขึ้นไปกว่านี้ ถ้ารีบไปหาท่านพระอาจารย์มั่นตอนนี้ต้องถูกท่านขับไล่หนีอย่างแน่นอน เพราะทราบจากท่านพระอาจารย์คูณว่า ท่านพระอาจารย์มั่นไม่รับใครเป็นสานุศิษย์ง่ายๆ คนที่ใจเด็ดเดี่ยวเท่านั้นจึงจะเป็นลูกศิษย์ท่านได้ แล้วพระใหม่อย่างเรายังไม่ประสีประสาเรื่องพระธรรมวินัย ถ้าเข้าไปหาท่านอาจเข้าไปกระทบกระเทือนธรรมภายในท่านได้ และอาจเป็นเหตุให้เราไม่ได้อยู่อาศัยศึกษาธรรมกับท่าน จึงตัดสินใจลาพระอาจารย์คูณ ธมฺมุตฺตโม เที่ยวธุดงค์ซอกซอนตามป่าตามเขา ผ่านป่าช้างป่าเสือ ลุถึงเสนาสนะป่าแสนสำราญ จังหวัดอุบล ฯ