กลุ่มเช่าประมูล


กลุ่มประมูลซื้อขายพระ เครื่องราง
(facebook)

วิธีดูเขี้ยวสัตว์
แยกแยะเขี้ยว

กลุ่มหนึ่งตู้ม้า

LINE ID: 
spyamulet

FACEBOOK
หนึ่ง ตู้ม้า

สำหรับผู้สนใจ

ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย"หัวใจของผู้บูชา"ด้วยเช่นกัน

***เคล็ดความศักดิ์สิทธิ์***
จะให้ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย"หัวใจของผู้บูชา"ด้วยเช่นกัน
ยิ่งศรัทธามากเท่าไหร่ ยิ่งขลังมาก!!! 
ยิ่งมากคนบูชา ยิ่งมากความศักดิ์สิทธิ์

ประวัติและปฏิปทา หลวงพ่อสีทน กมโล วัดสิรินธรวราราม (วัดภูพร้าว) ต.ช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี



ประวัติและปฏิปทา หลวงพ่อสีทน กมโล
วัดสิรินธรวราราม (วัดภูพร้าว)
ต.ช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี
โพสต์ในเว็บธรรมจักร โดย สาวิกาน้อย เมื่อ: ๑๙ เม.ย. ๒๕๕๓
๏ อัตโนประวัติ
“พระครูกมลภาวนากร” หรือ “หลวงพ่อสีทน กมโล” มีนามเดิมว่า สีทน รักพงษ์ เกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๓ ณ บ้านดอนจิก ต.ดอนจิก อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี โยมบิดาชื่อ นายเต็ง รักพงษ์ โยมมารดาชื่อ นางจันดี รักพงษ์ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนาทำไร่
๏ การอุปสมบท
ครั้นอายุได้ ๒๒ ปีบริบูรณ์ หลังได้เข้ารับการตรวจเลือกทหาร (เกณฑ์ทหาร) แล้ว ท่านจึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดภูเขาแก้ว ต.พิบูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๕ โดยมี พระครูวิบูลธรรมภาร เป็นพระอุปัชฌาย์, พระสมศรี อุตฺตโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระบุญเย็น โรจโน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “กมโล” ซึ่งแปลว่า “ผู้งามดั่งดอกบัว”
ครั้งแรกท่านตั้งใจจะบวชเพียงพรรษาเดียวตามประเพณี เพื่อเป็นการทดแทนพระคุณของบิดามารดาเท่านั้น
๏ ออกธุดงค์และปฏิบัติกรรมฐาน
หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านก็ได้ศึกษาเล่าเรียนทางธรรม และชอบธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อแสวงหาความสงบวิเวก ท่านได้ธุดงค์ไปอยู่ประเทศลาว ๓ ปี จนประเทศลาวเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๗-๒๕๑๘ จึงได้เดินทางกลับประเทศไทย ระหว่างที่ธุดงค์อยู่ที่ประเทศลาวนั้น ได้พบและอยู่ปฏิบัติธรรมกับครูบาอาจารย์หลายรูป เช่น หลวงปู่บุญมาก ฐิติปัญโญ แห่งวัดภูมะโรง (วัดสาลวัน) เมืองจำปาศักดิ์ ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ และยังได้ไปปฏิบัติธรรมกับ หลวงปู่กิ ธมฺมุตฺตโม แห่งวัดป่าสนามชัย ต.โพธิ์ไทร อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่บุญมาก ฐิติปัญโญ
ครูบาอาจารย์สอนท่านนั่งกรรมฐานเพื่อฝึกจิต ท่านพานั่งเนสัชชิก คือ ปฏิบัติแต่ในอิริยาบถยืน เดิน นั่ง เว้นอิริยาบถนอนตลอดคืนในป่าช้าข้างวัดนั่นเอง ปรากฏว่าเกิดความอัศจรรย์หลายอย่าง จิตดิ่งเข้าสู่ความสงบ เกิดนิมิตเป็นความสว่างทั้งๆ ที่เป็นกลางคืน มองเห็นทหาร ๒ คนขับรถมารับ แล้วนิมนต์หลวงพ่อให้ขึ้นรถไปกับพวกเขา ขณะที่รถแล่นไป ได้แลเห็นแผ่นดินสองข้างทางแยกออก และยกสูงขึ้น รถได้วิ่งไปเรื่อยๆ จนไปถึงที่แห่งหนึ่ง คล้ายๆ กับเป็นสถานที่ของยมบาล เจ้าหน้าที่บอกว่าทุกคนที่ตายแล้วจะต้องมาลงชื่อที่นี่
บริเวณนั้นมองเห็นเป็นโรงเรือนยาวสุดลูกตา ท่านพบคนที่รู้จักกันมากมาย มีทั้งพระ แม่ชี ผ้าขาว แม่ออก พ่อออก ที่ตายไปแล้ว เจ้าหน้าที่นิมนต์ให้หลวงพ่อเดินต่อไปจนถึงห้อง ๑๑๔ พอไปถึงเห็นไฟสีแดงอยู่หน้าห้อง จึงผลักประตูเข้าไป ปรากฏว่าเห็นโยมพ่อซึ่งตายไปแล้วเมื่อ ๕ ปีก่อน ถูกขังอยู่ในห้องนี้ ไม่ได้ไปไหนเลย ท่านรู้สึกสลดใจมาก สงสารโยมพ่อ เมื่อออกจากสมาธิแล้ว จึงปรึกษากับครูบาอาจารย์ถึงเหตุการณ์ที่ได้พบในนิมิต อาจารย์ถามว่า “ตั้งแต่ท่านบวชมา ท่านได้กรวดน้ำอุทิศไปให้โยมพ่อบ้างหรือเปล่า”
หลวงพ่อตอบประสาซื่อๆ ว่า “เป็นพระต้องกรวดน้ำด้วยหรือ” จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เอง เป็นมูลเหตุให้หลวงพ่อเลิกล้มความคิดที่จะลาสิกขาออกไปเป็นฆราวาส เพราะคิดหาหนทางที่จะช่วยโยมพ่อออกมาจากห้องที่ถูกขังให้ได้ จึงตั้งใจบำเพ็ญภาวนาปฏิบัติกรรมฐานตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
๏ ศิษย์ของหลวงปู่บุญมาก ฐิติปัญโญ
 
ประวัติหลวงปู่บุญมากน่าสนใจมาก
พระอาจารย์บุญมาก ฐิติปัญโญ เป็นชาวลาว เกิดในแขวงจำปาสัก บรรพชาบวชเรียนในลาว ในพรรษาแรกทีท่านจำพรรษาที่วัดเมืองกาง ท่านทำความสะอาดหอไตร บังเอิญเจอหนังสือใบลานเก่าๆเล่มหนึ่ง เมื่อนำไปศึกษาและปฏิบัติจึงรู้ว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับเรื่องกสิน เมื่อศึกษาไปเรื่อยๆ ท่านศุกษาตามใบลานนั้นเป็นเวลา 3 ปี เกิดรู้เห็นธรรม รู้เห็นไม่มีประมาณ พอนึกยากไปสวรรค์ก็ได้ไป นึกอยากเห็นนรกก็ได้เห็น จนทำให้คิดว่าตนเองเป็นบ้า เกิดข้อสงสัยในการปฏิบัติ ท่านจึงขอคำแนะนำจากครูอาจารย์หลายๆท่าน แต่ไม่มีท่านใดสร้างความกระจ่างแจ้งได้
บังเอิญท่านทราบข่าวจากพ่อค้าเรื่องครูบาอาจารย์ทางฝั่งไทย ว่ามีพระกรรมฐานอยู่ 3 รูปที่สามารถเหยียบแผ่นดินสะเทือน และมีชื่อเสียงด้านวิปัสสนากรรมฐาน คือ พระอาจารย์เสาร์ กนตสีโล , พระอาจารย์มั่น ภูริทตโต, พระอาจารย์ทองรัตน์ กนตสีโล ท่านจึงเดินทางมาฝากตัวเพื่อขอศึกษาธรรม (มีต่อ)
สำหรับ “หลวงปู่บุญมาก ฐิติปัญโญ” นั้น ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบที่น่าเคารพเป็นยิ่งนัก วาจาท่านศักดิ์สิทธิ์มาก ซึ่งท่านได้มรณภาพไปเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕ ส่วนหลวงปู่กิท่านได้มรณภาพไปเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๒ หลวงปู่ได้แนะนำวิธีอยู่ป่าคนเดียว สอนให้เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา
หลวงพ่อสีทนบอกว่า ตอนนั้นท่านตั้งใจบำเพ็ญภาวนามาก อยู่ตามป่าเขาลำเนาไพรในถิ่นทุรกันดาร แต่ก่อนนี้เวลาบำเพ็ญเพียรเต็มที่ จิตอยากจะพูด แล้วสิ่งที่พูดนั้นเป็นความจริงเสียด้วย รู้ไปหมดว่าใครเป็นอะไรมาแต่ก่อน มองเห็นกายทิพย์กายหยาบอยู่ด้วยกัน บางทีเขามานิมนต์แทนที่จะเดินลงทางบันได กลับออกไปทางหน้าต่างแทน ซึ่งอันนี้อันตรายมาก ครูบาอาจารย์ต้องมาช่วยกันแก้ไข ทั้งนี้ เนื่องจากจิตตึงเครียดเกินไป ต้องค่อยๆ ผ่อนให้สบายๆ พักผ่อนให้มากขึ้น อาการนั้นก็จะหายไปเอง
หลวงพ่อสีทน เป็นพระสงฆ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบที่มีความเคร่งครัดต่อพระธรรมวินัย และทำประโยชน์ต่อพระศาสนาและส่วนรวมไว้มากมาย อาทิเช่น เป็นหลักชัยให้กับข้าราชการทหาร ตำรวจ และผู้ยากไร้ตามแนวชายแดน ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่บุญมาก ฐิติปัญโญ ซึ่งเป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ และต่อมาท่านได้มาพัฒนาวัดภูหล่น บ้านภูหล่น ต.สงยาง อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ มาสร้างไว้เมื่อกว่า ๑๐๐ ปีที่แล้ว
ต่อจากนั้นได้มาพัฒนาวัดภูพร้าว หรือ วัดสิรินธรวราราม ต.ช่องเม็ก ต.ช่องเม็ก อ.พิบูลมังสาหาร ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัดเก่าของหลวงปู่บุญมาก ขณะนี้กำลังสร้างพระอุโบสถแต่ยังไม่แล้วเสร็จ
ป้ายชื่อวัด
ถ้ำที่ท่านหลวงปู่มั่นนั่งสมาธิภาวนา
ถ้ำบนภูหล่น
ถ้ำพระด้านหลังเป็นถ้ำหลวงปู่เสาร์
บ่อน้ำขนาด ๔๒ ไร่ ที่กำลังดำเนินการ
พระอุโบสถ
 
ศาลาการเปรียญและหอฉัน
 
ศาลาพักผ่อนสำหรับผู้มาเยี่ยมชม - ทางขึ้นภู
๏ พัฒนาวัดภูหล่นและวัดภูพร้าว
ปี พ.ศ.๒๕๒๘ หลวงพ่อสีทนได้ไปพัฒนาวัดภูหล่น ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่นับเป็น ๑๐๐ ปี ซึ่งแต่ก่อนหลวงปู่เสาร์ และหลวงปู่มั่น ท่านได้มาปฏิบัติธรรมที่นี่ การมาสร้างวัดภูหล่นนี้มาตามนิมิตตั้งแต่ ๕ ปีที่แล้ว ในระหว่างนั้นท่านได้มาคอยอุปัฏฐากหลวงปู่กิ จึงต้องเดินทางไปมาระหว่างวัดหลวงปู่กิและวัดภูหล่น
สำหรับวัดสิรินธรวราราม (วัดภูพร้าว) เป็นวัดเก่าของหลวงปู่บุญมาก ฐิติปัญโญ เป็นสถานที่สำคัญที่บูรพาจารย์หลายท่านได้มาพำนักจำพรรษาบำเพ็ญสมณธรรม นำพาพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา มาอบรมสมาธิภาวนา
เมื่อก่อนธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ ธรรมชาติภูเขาลูกนี้ พิเศษ แปลกไปจากภูเขาลูกอื่นๆ คือ มีหินคล้ายลูกมะพร้าวเต็มไปหมด ทุบออกมาจะมีฝุ่นหรือเม็ดหินใสแวววาวระยับคล้ายเพชรและพลอย ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นหินศักดิ์สิทธิ์ เอาไปรักษาโรค เรียก มะพร้าวฤๅษีทำเอาไว้ จึงเรียกภูเขาลูกนี้ว่า ภูพร้าว
ครั้นเมื่อพระอาจารย์บุญมาก ฐิติปัญโญ เดินทางมาเผยแผ่ธรรมะทางฝั่งไทย ท่านได้มาพักปักกลดที่ภูพร้าวแห่งนี้ ในราวปี พ.ศ.๒๔๙๗ ถึง ๒๕๑๖ ท่านได้มาขอบิณฑบาตสถานที่บนภูพร้าวแห่งนี้เป็นวัด จากทางหน่วยทหารและทางราชการนายอำเภอพิบูลมังสารหาร ในราวปี พ.ศ.๒๕๐๐ - ๒๕๑๔ ขณะกำลังมีการสำรวจระดับที่จะสร้างเขื่อนสิรินธร ทางหน่วยทหารและทางราชการอำเภอ จึงให้ตั้งชื่อวัดเป็น วัดสิรินธรวราราม
ท่านสร้างศาลาหลังหนึ่งไม่ใหญ่นัก พอเป็นที่พักรองรับญาติโยม ซึ่งได้หมดสภาพ และมีการสร้างศาลาแทนหลังเดิมที่เห็นอยู่นี้ เมื่อท่านพระอาจารย์บุญมาก ได้มาพำนักพักอาศัยพื้นที่แห่งนี้ในการปฏิบัติธรรม ท่านอธิฐานและรู้ด้วยญาณ ท่านได้ปรารภกับศิษย์ไว้ว่า “เธอคอยดูต่อไปในอนาคต จะมีผู้มีบุญจะมาบำเพ็ญบารมีของเขาให้เต็มบริบูรณ์ เขาจะมาสร้างสถานที่แห่งนี้ให้รุ่งเรือง จะมีพระสงฆ์ อุบาสกอุบาสิกาจำนวนมาก มาในสถานที่แห่งนี้ ปราชญ์บัณฑิตจะแวะมาพักอาศัยมิได้ขาด”
ครั้นต่อมา ด้วยความล่วงเลยไปตามกาลเวลาและความทุรกันดาร วัดสิรินธรวราราม (วัดภูพร้าว) แห่งนี้จึงทรุดโทรมลงเพราะขาดการบูรณะ หลวงพ่อสีทนจึงได้ขึ้นมาพัฒนาวัดภูพร้าวอีกวัดหนึ่ง ผลงานที่หลวงพ่อสีทนได้ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม นอกจากการเผยแผ่ธรรมะซึ่งเป็นงานสำคัญของพระสงฆ์แล้ว ขณะที่ท่านมาสร้างวัดที่ภูพร้าว ได้เห็นทหารตำรวจชายแดนเขาลำบากมาก ท่านจึงได้ไปช่วยสร้างที่พักให้เขา หาน้ำหาไฟฟ้าไปให้ใช้ ทหารตำรวจจึงรักท่านมาก
เจดีย์หลวงพ่อสีทน กมโล)และ อุโบสถ
วัดสิรินธรวราราม  อุบลราชธานี
เจดีย์บรรจุอัฐิ สามารถมองเห็นได้
จากทางฝั่งลาว
หลวงพ่อสีทน กมโล-หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
และหลวงปู่บุญมาก ฐิติปัญโญ
เจดีย์พระครูกมลภาวนากร (สีทน กมโล)
ณ วัดสิรินธรวราราม (วัดภูพร้าว)
อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี
พระพุทธรูปประจำอุโบสถ
และรูปบูรพาจารย์
เทือกเขาอันสลับซับซ้อนในประเทศลาว
ยอดเขาแหลมทางด้านซ้าย คือ ภูมะโรง
สถานที่ พระอาจารย์ละสังขาร
เจดีย์บรรจุอัฐิ
พระอาจารย์บุญมาก ฐิติปัญโญ
อุโบสถ วัดสิรินธรวราราม ซึ่งมีลักษณะคล้าย
กับอุโบสถวัดเชียงทอง หลวงพระบาง สปป.ลาว
บรรยากาศการปฏิบัติธรรมภายในอุโบสถ
๏ งานด้านส่งเสริมการศึกษา
ในด้านการส่งเสริมการศึกษาของเด็กและเยาวชน ท่านได้หาทุนอาหารกลางวัน ซื้อรถจักรยานบริจาค เด็กๆ จะได้ใช้เดินทางไปโรงเรียนเพราะบางแห่งบ้านอยู่ไกลโรงเรียนมาก ไม่มีรถโดยสารเหมือนในเมือง การได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และส่วนรวมทำให้เกิดความสุข ผู้เสียสละและทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนย่อมเป็นบุคคลที่โลกต้องการ แม้แต่เทวดาเขาก็รู้และอนุโมทนา
 
ประวัติหลวงปู่บุญมากน่าสนใจมาก (ต่อ)
ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ทองรัตน์ รุ่นใหญ่
ท่านเป็นหนึ่งในครูบาอาจารย์ที่มิได้ญัตติเป็นธรรมยุติ จึงเป็นหนึ่งในแม่ทัพธรรมฝ่ายมหานิกาย หลวงปู่ชา ยังเคยเดินทางไปกราบท่านที่ฝั่งลาว
ในบั้นปลายชีวิตของท่าน ที่ลาวเปลี่ยนแปลงการปกครอง ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ที่เคยอยู่ในฝั่งลาว ได้อพยพมาอยู่ทางฝั่งไทย มีแต่ท่านที่ไม่ยอมไปไหน แล้วก็น่าแปลกที่ทหารลาวก็ไม่กล้าจะทำอะไรท่าน
เพราะกล่าวกันว่าท่านมีฤทธิ์ การไปการมาในขณะนั้นก็ลำบากมาก จนท่านมรณภาพ ที่วัดภูมะโรง จำปาสัก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔
ซึ่งศาสนวัตถุ และบุคคลก็ยังอยู่เป็นหลักฐานทำให้พระพุทธศาสนายังคงอยู่ในดินแดนลาวใต้จนถึงทุกวันนี้ครับ
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ ดวงธรรมแห่งเมืองจำปาสัก พระอาจารย์บุญมาก ฐิติปัญโญ
 
๏ ธรรมโอวาท
“จงเอาธรรมเป็นเกาะ เป็นที่พึ่ง
อย่าเอา หรือแสวงหาอย่างอื่นให้วุ่นวาย
และจงตั้งตนไว้ในความไม่ประมาททุกเมื่อ
ก็จะเป็นผู้อุดมมั่งคั่งสมดังปรารถนาทุกประการ”
๏ การมรณภาพ
หลวงพ่อสีทน ได้มรณภาพลงอย่างสงบ เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๙ เวลา ๐๔.๑๕ น. ด้วยโรคเนื้องอกที่ตับ สิริรวมอายุได้ ๕๖ ปี พรรษา ๓๔ โดยก่อนหน้านี้ ท่านเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลอุบลรักษ์ธนบุรี ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๙ เนื่องจากตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๓ แต่ท่านไม่ยอมบอกลูกศิษย์ และท่านรักษาบำบัดด้วยตัวเองมาตลอด จนมรณภาพในวันดังกล่าว
คณะสงฆ์และคณะศิษยานุศิษย์ได้ร่วมจัดงานตั้งศพบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เป็นเวลา ๗ วัน ตั้งแต่วันเสาร์ที่ ๒๑ ถึง วันศุกร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๙ และได้รับพระราชทานเพลิงศพในวันเสาร์ที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๙ เวลา ๑๖.๐๐ น. ณ วัดสิรินธรวราราม (วัดภูพร้าว) บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าสลดและความอาลัยเป็นอย่างยิ่งของบรรดาคณะสงฆ์ คณะศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป
รวบรวมและเรียบเรียงมาจาก ::
(๑) หนังสือพิมพ์ข่าวสด หน้า ๓๑
คอลัมน์ อริยะโลกที่ ๖ โดย อนุชา ทรงศิริ
วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๕๗๒๒
(๒) หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก คอลัมน์ พระเครื่อง คม ชัด ลึก
วันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙
ขอกราบขอบพระคุณที่มาของรูปภาพทุกแหล่ง
โดยเฉพาะจาก http://www.guideubon.com/
Thailand Web Stat