กลุ่มเช่าประมูล


กลุ่มประมูลซื้อขายพระ เครื่องราง
(facebook)

วิธีดูเขี้ยวสัตว์
แยกแยะเขี้ยว

กลุ่มหนึ่งตู้ม้า

LINE ID: 
spyamulet

FACEBOOK
หนึ่ง ตู้ม้า

สำหรับผู้สนใจ

ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย"หัวใจของผู้บูชา"ด้วยเช่นกัน

***เคล็ดความศักดิ์สิทธิ์***
จะให้ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย"หัวใจของผู้บูชา"ด้วยเช่นกัน
ยิ่งศรัทธามากเท่าไหร่ ยิ่งขลังมาก!!! 
ยิ่งมากคนบูชา ยิ่งมากความศักดิ์สิทธิ์

พระราชธรรมสุธี (พวง สุขินทริโย)



สุขินทริยบูชา
ชีวประวัติ พระราชธรรมสุธี (พวง สุขินทริโย)
คัดลอกจาก http://www.geocities.com/sukhintariyo/

พระราชธรรมสุธี (พวง สุขินทริโย) เป็นพระเถระผู้ใหญ่ในสายกรรมฐาน ที่มีปฏิปทาและวัตรปฏิบัติงดงาม เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ท่านเป็นลูกศิษย์ของทั้งหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เคยพำนักและร่วมบุกเบิกถ้ำขามกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ขณะนี้ท่านดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 10 (ธรรมยุต) พำนักอยู่ที่วัดป่าใหม่นิคมพัฒนาราม (ก.ม. 17) ต. กระจาย อ. ป่าติ้ว จ. ยโสธร
บทนำ
เมื่อครั้งที่ผมไปบุกเบิกพัฒนาโรงพยาบาลลืออำนาจ อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต แห่งภูจ้อก้อ ได้เมตตาเป็นองค์อุปถัมภ์โรงพยาบาล ในช่วงที่หลวงปู่หล้าอาพาธหนักก่อนจะมรณภาพนั้น ผมได้ขึ้นไปกราบท่านหลายครั้ง มีครั้งหนึ่งจำได้ว่าขณะที่กราบหลวงปู่หล้า ได้เห็นพระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง ผมสีขาวโพลน ผิวพรรณผุดผ่อง นั่งพับเพียบ สงบนิ่ง อยู่ใกล้ ๆ กับเตียงของหลวงปู่หล้า เกิดความรู้สึกประทับใจในพระเถระผู้ใหญ่รูปนี้เป็นอย่างยิ่ง รู้สึกสัมผัสได้ถึงความเมตตา สงบ เย็น จากตัวท่าน แต่ก็ยังไม่ทราบว่าพระเถระผู้ใหญ่รูปนี้ท่านมีฉายาว่าอย่างไร มาจากไหน คงทราบแต่เพียงว่าเป็นพระเถระผู้ใหญ่ ในสายพระกรรมฐาน
จนกระทั่งหลายปีผ่านไป ผมได้ย้ายไปทำงานในกระทรวงสาธารณสุข อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี มีโอกาสเดินทางไปประชุมที่โรงพยาบาลยโสธร อ.เมือง จ.ยโสธร จึงได้เห็นรูปของพระเถระผู้ใหญ่รูปนั้นติดอยู่ที่โรงพยาบาลและในที่สุดก็ทราบว่า ท่านคือ พระราชธรรมสุธี (พวง สุขินทริโย) เจ้าคณะจังหวัดยโสธรในขณะนั้นนั่นเอง จริง ๆ แล้วผมเคยได้ยินฉายาของท่านมานาน ตั้งแต่ทำงานอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญแล้ว เพียงแต่ไม่เคยเห็นตัวจริงของท่านสักที
หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสไปกราบท่านอีกหลายครั้ง และได้ทราบว่าท่านเป็นลูกศิษย์ของทั้งหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตอีกทั้งยังเคยพำนักและร่วมบุกเบิกถ้ำขามกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ซึ่งน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้เป็นลูกศิษย์ของพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งสองรูป จึงได้กราบเรียนขออนุญาตเพื่อเขียนประวัติของท่านโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแผ่ ปฏิปทาทาและจริยาวัตรอันงดงามของพระเถระผู้ใหญ่ในสายกรรมฐาน เพื่อเป็นแบบอย่างแก่พุทธศาสนิกชนรุ่นหลังต่อไป
เนื้อหาใน โฮมเพจ นี้นำมาจาก หนังสือ "สุขินทริยบูชา"   ที่ได้จัดทำขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2541 ซึ่งเนื้อหาในหนังสือได้รวบรวมมาจากการสัมภาษณ์หลวงตาพวง สุขินทริโย ทั้งที่วัดป่าใหม่นิคมพัฒนาราม อ. ป่าติ้ว จ. ยโสธร และเมื่อท่านมาพำนักที่วัดนรนารถ กรุงเทพมหานคร โดยนำเค้าโครงบางส่วนจากหนังสือโลกทิพย์ ส่วนที่สองเป็นประสบการณ์ที่หลวงตาพวงท่านบันทึกไว้เองในช่วงจำพรรษาอยู่ที่วัดศรีฐานใน ส่วนที่สามเป็นพระธรรมเทศนาของท่านที่เคยจัดพิมพ์มาก่อนโดยคณะศิษยานุศิษย์
ท้ายที่นี้สุดขอขอบพระคุณ คุณ ฐิติมา ศรีวัฒนกุล ที่ช่วยจัดทำ โฮมเพจ หากท่านผู้ใดประสงค์จะนำไปพิมพ์ เผยแผ่เป็นธรรมทาน กรุณาพิมพ์ได้ตามความประสงค์โดยมิต้องขออนุญาตแต่อย่างใด แต่หากพิมพ์เพื่อจำหน่ายขอสงวนลิขสิทธิ์
พงศธร พอกเพิ่มดี
Pongsadhorn@yahoo.com
ชีวิตในเพศบรรพชิต
พรรษาที่ 1 (พ.ศ. 2491) อุปสมบท ณ โบสถ์น้ำ วัดป่าบ้านหนองโดก ต.ช้างมิ่ง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจาร์อ่อน ญาณสิริ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจาร์ฝั้น อาจาโร เป็นอนุสาวนาจารย์ หลังจากอุปสมบทแล้ว ไปจำพรรษาที่วัดป่าท่าสองคอน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
พรรษาที่ 2 (พ.ศ. 2492) ย้ายไปจำพรรษาร่วมกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ซึ่งเป็นพรรษาสุดท้ายของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
พรรษาที่ 3 (พ.ศ. 2493) หลังจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มรณภาพ และเสร็จงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่มั่นแล้ว ไปจำพรรษากับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ธาตุนาเวง อ.เมือง จ.สกลนคร
พรรษาที่ 4-5 (พ.ศ. 2594-2495) จำพรรษาที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ธาตุนาเวง อ.เมือง จ.สกลนคร ร่วมกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร
พรรษาที่ 6 (พ.ศ. 2496) หลวงปู่ฝั้น อาจาโรเกิดนิมิตระหว่างนั่งสมาธิในกลางพรรษาว่าเห็นถ้ำที่สว่างไสว เหมาะแก่การปฏิบัติ จึงได้ไปค้นหาจนพบถ้ำขาม แล้วได้บุกเบิกจนเป็นวัดถ้ำขาม อ.พรรณานิคม จ.สกลนครในปัจจุบัน ในพรรษานั้น หลวงตาพวง สุขินทริโยได้ไปบุกเบิกถ้ำขามและจำพรรษาที่นั่น
พรรษาที่ 7-8 (พ.ศ. 2497 - 2498) กลับมาจำพรรษาที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ธาตุนาเวง อ.เมือง จ.สกลนคร
พรรษาที่ 9 (พ.ศ. 2499) กลับบ้านศรีฐาน อ.ป่าติ้ว จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิด เพราะโยมบิดาเสียชีวิต ประกอบกับพระอาจารย์บุญช่วย ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีฐานในใน ที่เคยเป็นพระอาจารย์สมัยบวชเป็นเณร เกิดอาพาธ จึงอยู่ดูแลรับใช้ปรนนิบัติ
พรรษาที่ 10 (พ.ศ. 2500) พระอาจารย์บุญช่วย ธัมวโร เจ้าอาวาสวัดศรีฐานในใน อ.ป่าติ้ว จ.อุบลราชธานี มรณภาพ ไม่มีพระภิกษุดูแลวัด ชาวบ้านจึงนิมนต์ให้รักษาการเจ้าอาวาสวัดศรีฐานในใน เพื่อดูแลวัด
พรรษาที่ 11 (พ.ศ. 2501) ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีฐานในในอย่างเป็นทางการ
พรรษาที่ 12-18 (พ.ศ. 2502-2508) จำพรรษาที่วัดศรีฐานใน บูรณะปฏิสังขรณ์วัดศรีฐานในจนมีความเจริญรุ่งเรือง
พรรษาที่ 19 (พ.ศ. 2509) ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูฐานานุกรม ที่ราชทินนาม (พระครูใบฎีกา พวง สุขินทริโย)
พรรษาที่ 20 (พ.ศ. 2510) จำพรรษาที่วัดศรีฐานใน อ.ป่าติ้ว จ.อุบลราชธานี
พรรษาที่ 21 (พ.ศ. 2511) เนื่องจากวัดศรีธรรมาราม อ.ยโสธร จ.อุบลาชธานี ไม่มีเจ้าอาวาส เจ้าคณะจังหวัดและชาวบ้านไปนิมนต์ให้มาเป็นเจ้าอาวาส จึงได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดศรีธรรมาราม อ.ยโสธร จ.อุบลราชธานี
พรรษาที่ 22 (พ.ศ. 2512) ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลในเมือง อ.ยโสธร
พรรษาที่ 23 (พ.ศ. 2513) ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ที่ราชทินนาม พระครูอมรวิสุทธิ์
พรรษาที่ 24 (พ.ศ. 2514) พัฒนาวัดศรีธรรมาราม อ.ยโสธร จ.อุบลราชธานี
พรรษาที่ 25 (พ.ศ. 2515) อ.ยโสธร จ.อุบลราชธานี ยกฐานะเป็นจังหวัด ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดยโสธร (โดยไม่ได้เป็นเจ้าคณะอำเภอมาก่อน)
พรรษาที่ 26 (พ.ศ. 2516) ได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะ ชั้นสามัญ ที่ราชทินนาม พระสุนทรธรรมภาณ และได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดยโสธรอย่างเป็นทางการ
พรรษาที่ 27-33 (พ.ศ. 2516-2523) จำพรรษาที่วัดศรีธรรมาราม อ.เมือง จ.ยโสธร
พรรษาที่ 34 (พ.ศ. 2524) หลังจากบูรณะซ่อมแซมพระอุโบสถวัดศรีธรรมาราม อ.เมือง จ.ยโสธร เสร็จเรียบร้อย ได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัด กม.3 ต.ตาดทอง อ.เมือง จ.ยโสธร
พรรษาที่ 35-46 (พ.ศ. 2525-2536) กลับมาจำพรรษาที่วัดศรีธรรมาราม อ.เมือง จ.ยโสธรโดยตลอด พัฒนาวัดศรีธรรมาราม จนเจริญก้าวหน้าและได้รับจนได้รับยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างในปี พ.ศ. 2528 และยกระดับเป็นพระอารามหลวง ในปี พ.ศ.2532 
พรรษาที่ 47 (พ.ศ. 2537) ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ราชทินนาม พระราชธรรมและได้รับพระราชทานธรรมจักรทองคำ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในปี พ.ศ. 2537
พรรษาที่ 51 (พ.ศ. 2541) ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะภาค 10 (ธรรมยุต)
พรรษาที่ 52 - ปัจจุบัน (พ.ศ. 2542-ปัจจุบัน) สร้างวัดป่าใหม่นิคมพัฒนาราม บ้านนิคม ต.กระจาย อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร และจำพรรษาอยู่ที่นี่จนถึงปัจจุบัน
1. ชาติภูมิ
หลวงตาพวง สุขินทริโย ถือกำเนิดที่ บ้านศรีฐาน ตำบลศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ซึ่งเดิมคือ ตำบลกระจาย อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2470 ตรงกับวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 6 ปีเถาะ มีนามเดิมว่า ด.ช.พวง ลุล่วง เป็นบุตรคนที่ 4 ของนายเนียม และนางบัพพา ลุล่วง มีพี่น้องร่วมบิดา มารดา จำนวน 6 คน เป็นชาย 3 คนและหญิง 3 คน ดังต่อไปนี้
1) นายจันทา ลุล่วง อดีตกำนันตำบลกระจาย อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร (ถึงแก่กรรม)
2) นางผา ละม่อม (ถึงแก่กรรม)
3) นางสา วันเที่ยง (ถึงแก่กรรม)
4) หลวงตาพวง สุขินทริโย
5) หลวงปู่สรวง สิริปุญโญ เจ้าอาวาสวัดจำปาศิลาวาส ต.นาซอ อ. วานรนิวาส จ.สกลนคร
6) นางจำปา ป้องกัน
ต้นตระกูลเดิมของหลวงตาพวง สุขินทริโย เป็นชาวนา นับถือศาสนาพุทธมาแต่ดั้งเดิม โยมบิดา มารดา มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ทำบุญตักบาตรหรือถวายภัตตาหารเป็นประจำทุกวันไม่ได้ขาด ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีมาโดยตลอด มีบุตรชายก็ต้องให้บวชพระเสียก่อนทุกคน ทั้งหลวงตาและน้องชายคือหลวงปู่สรวง สิริปุญโญหลังจากบวชตามประเพณีแล้วได้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงครองสมณเพศมาจนถึงปัจจุบัน
สภาพความเป็นอยู่ของบ้านศรีฐานในสมัยนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ยึดอาชีพทำนาเป็นหลัก ไม่ได้ทำไร่มันสำปะหลังหรือปลูกปอเช่นในปัจจุบัน ในสมัยก่อนชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างดี มีสัตว์ป่า ป่าไม้ พืชพรรณ ธัญญาหาร อุดมสมบูรณ์ นอกจากนั้นชาวบ้านศรีฐาน ยังมีอาชีพการทำหมอนขิด ที่มีชื่อเสียง ส่งออกขายทั่วประเทศ เป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง
ครอบครัวของหลวงตาถือได้ว่าอยู่ในระดับปานกลาง มีความเป็นอยู่สบาย ไม่เดือดร้อน มีอาชีพทำนาเป็นหลัก มีนาอยู่ 3 แปลง แต่จำไม่ได้ว่ามีแปลงละกี่ไร่ โดยมีลูกๆ ช่วยกันทำนา นอกจากนั้นก็เลี้ยงวัวเลี้ยงควายตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในชนบท หลวงตาเองก็ได้ช่วยบิดา มารดา ทำนามาตั้งแต่เด็ก ๆ และหากมีเวลาว่างก็จะนำวัวควายออกไปเลี้ยงเป็นประจำเพื่อแบ่งเบาภาระของโยมบิดามารดา
2. ปฐมวัย
บิดามารดาของท่านมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารเพลทุกวันมิได้ขาด ในวัยเด็กของหลวงตาพวง สุขินทริโย ติดตามบิดา มารดาเข้าวัดเป็นประจำ ทำบุญตักบาตรทุกเช้า หรือไม่ก็นำอาหารไปถวายพระที่วัดแทนบิดามารดา ชีวิตมีความผูกพันกับวัดมาตั้งแต่เล็ก ๆ ได้เห็นการดำรงสมณเพศของภิกษุสามเณรในวัดที่มีความสงบ สำรวม จริยาวัตรที่งดงาม จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาตั้งแต่วัยเยาว์
เมื่อ ด.ช.พวง ลุล่วง อายุครบเกณฑ์ บิดามารดาก็ส่งเข้าเรียนชั้นปฐมศึกษาภาคบังคับที่โรงเรียนประชาบาลในหมู่บ้านศรีฐานนั่นเอง ช่วงเวลาที่ว่างจากการเรียน และช่วยเหลือกิจการงานของครอบครัว ด.ช.พวง มักจะไปเที่ยวเล่นในวัดใกล้ ๆ กับโรงเรียน ผิดวิสัยกับเด็กทั่วไป ช่วยพระเณร ปัดกวาดเช็ดถู กุฏิศาลา หรือช่วยกิจการงานต่าง ๆ เช่น ล้างถ้วย ล้างชาม ในวัดศรีฐานใน เป็นประจำ ด้วยอุปนิสัยใจคอของ ด.ช.พวง ลุล่วง ที่มีนิสัยขยัน ขันแข็ง ไม่เกียจคร้าน ว่านอนสอนง่าย อยู่ในโอวาทของบิดามารดา ครูอาจารย์ จึงเป็นที่รักและเอ็นดูของบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ และพระเณรในวัดเป็นอย่างมาก
3. พบพระอาจารย์สอ สุมังคโล
ชีวิตของ ด. ช.พวง ลุล่วง ในช่วงวัยเยาว์ ได้แวะเวียนมาช่วยพระเณรในวัดศรีฐานใน เป็นประจำ บางครั้งก็พักค้างคืนที่วัด บิดา มารดาเห็นว่าบุตรชายของตนมีความสนใจในพระพุทธศาสนา ก็ส่งเสริมโดยมิได้ห้ามปรามแต่อย่างใด เด็กชายพวงได้พบกับ
พระอาจารย์สอ สุมังคโล พระลูกวัดในวัดศรีฐานใน มีอายุเพียง 26 ปี แม้จะบวชได้เพียง 6 พรรษา แต่พระอาจารย์สอ สุมังคโล เป็นพระที่เคร่งครัดในพระวินัย มีความรู้แตกฉานทั้งทางด้านปริยัติและมีวัตรปฏิบัติที่เข้มงวด เคารพครูบาอาจารย์ มีจิตใจแน่วแน่ในการปฏิบัติธรรมเพื่อหลุดพ้นและตั้งใจอบรมสั่งสอนอุบาสกอุบาสิกา จนเป็นที่นับถือของคนทั่วไป
พระอาจารย์สอ สุมังคโล ได้เห็นถึงความสนใจในพระพุทธศาสนาของเด็กชายพวง ลุล่วง นอกจากนั้นท่านยังได้เห็นแววของเด็กชายพวง ลุล่วงว่าเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย เชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำแนะนำสั่งสอนได้เป็นอย่างดี เห็นทีจะมีวาสนา บารมี สั่งสมมาแต่ชาติปางก่อน จึงเมตตาอบรมสั่งสอนให้รู้หลักในการปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์ สอนให้สวดมนต์ นั่งวิปัสสนากรรมฐาน จนกระทั่งเด็กชายพวง สามารถสวดมนต์ ทำวัตรเช้า-เย็น ได้ตั้งแต่ยังไม่บวชเณรเสียอีก
ในช่วงเวลานั้นเองที่พระอาจารย์สอ กำลังจะไปศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล พระอาจารย์องค์สำคัญในสายวิปัสสนากรรมฐาน และเป็นอาจารย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ขณะนั้นหลวงปู่เสาร์ จำพรรษาอยู่ที่วัดดอนธาตุ ซึ่งเป็นวัดบนเกาะกลางลำน้ำมูล ในอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี พระอาจารย์สอต้องการคนติดตามไปอุปัฎฐากในระหว่างการเดินทาง เพราะโดยปกติแล้วพระสายกรรมฐาน ไม่สามารถถือเงินได้ ท่านจึงได้เอ่ยปากขอกับพ่อเนียม บิดาของ ด.ช.พวง เพื่อให้ ด.ช.พวงติดตามไปรับใช้ในช่วงที่จะธุดงค์ ไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่เสาร์
ด.ช.พวง ลุล่วง ในวัย 14 ปี จบชั้นประถมศึกษาภาคบังคับพอดี ยังไม่มีภาระหน้าที่อะไรที่สำคัญนอกจากช่วยงานที่บ้าน พ่อเนียมจึงกลับมาถามว่าอยากไปธุดงค์รับใช้ปรนนิบัติพระอาจารย์สอหรือไม่ ด.ช.พวง ทราบความประสงค์ของพระอาจารย์สอ และด้วยความอยากจะไปดูความเจริญในจังหวัดอุบลราชธานี จึงตัดสินใจติดตามพระอาจารย์สอในการเดินทางไปปฏิบัติธรรมร่วมกับหลวงปู่เสาร์ในทันทีโดยมิได้ลังเล
4. ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล
หลังจากที่ได้รับอนุญาตจากบิดามารดา ให้ติดตามปรนนิบัติรับใช้พระอาจารย์สอ สุมังคโล แล้ว การออกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์สอก็เริ่มต้นขึ้น ด้วยการเดินทางจาก อ.คำเขื่อนแก้ว (ในสมัยนั้น) ไปยัง อ.พิบูลมังสาหาร จ. อุบลราชธานี โดยมีจุดหมายปลายทาง คือการปฏิบัติธรรมร่วมกับหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล
ในสมัยนั้นยังไม่มีรถประจำทางต้องอาศัยรถของกรมทางหลวงไปลงที่อำเภออำนาจเจริญ เพื่อขึ้นรถประจำทางไปยังตัวเมืองอุบลราชธานี แวะพำนักที่วัดบูรพารามในเมืองอุบลราชธานี หลังจากนั้นก็ลงเรือไฟต่อไปยังอำเภอพิบูลมังสาหาร แวะพักที่วัดภูเขาแก้ว รุ่งเช้าข้ามลำน้ำมูลไปวัดดอนธาตุ ใช้เวลาการเดินทางกว่า 3 วันกว่าจะถึงวัดของหลวงปู่เสาร์ ต้องผ่านเส้นทางที่ทุรกันดารเต็มไปด้วยอุปสรรคและความลำบาก แต่ด้วยจิตใจที่มีความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น ไม่ย่อท้ออุปสรรค และด้วยบุญบารมีที่สะสมมาตั้งแต่อดีตชาติ การออกเดินธุดงค์ในครั้งนี้จึงนับว่าเป็นการสร้างความเข้มแข็งในจิตใจให้กับเด็กชายพวง ลุล่วงมากขึ้นไปอีก
เมื่อเดินทางร่วมกับพระอาจารย์สอ สุมังคโล มาถึงวัดดอนธาตุ ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่เสาร์ได้สร้างขึ้น และจำพรรษาเป็นวัดสุดท้ายในบั้นปลายชีวิตของท่าน วัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะอยู่กลางลำน้ำมูลใน อ.พิบูลมังสาหาร ไม่มีสะพาน มีน้ำล้อมรอบทุกทิศทาง การเดินทางจะต้องไปโดยเรือเท่านั้น มีภูมิประเทศที่เป็นสัปปายะ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง พระอาจารย์สอ สุมังคโล ก็ได้พาไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่เสาร์ เพื่อเรียนรู้ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ อันเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติในเวลาต่อมา
หลวงตาเล่าให้ฟังว่า "หลวงปู่เสาร์มีอุปนิสัยไม่ค่อยพูด ชอบสันโดษ ท่านจะเทศน์สั่งสอนเมื่อจำเป็น ในช่วงที่หลวงตาอยู่กับท่านนั้น สุขภาพของท่านไม่ค่อยแข็งแรง การอบรมสั่งสอนญาติโยม ตลอดจนพระเณรต่าง ๆ ท่านได้มอบให้หลวงพ่อดี ฉันโน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่าน (ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) ให้อบรมสั่งสอนแทน"
หลวงปู่เสาร์เป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ในการออกธุดงค์ช่วงแรกๆ ของหลวงปู่มั่น ท่านทั้งสองมักจะออกธุดงค์ไปด้วยกัน ตามจังหวัดต่าง ๆแถบภาคอีสาน ท่านชอบไปไหนมาไหนด้วยกันทั้งในและนอกพรรษา พอถึงช่วงกลางอายุของท่าน เวลาจำพรรษามักแยกกันอยู่ แต่ไม่ห่างไกลกันนัก เพราะต่างฝ่ายต่างมีลูกศิษย์จำนวนมาก จำเป็นต้องแยกกันอยู่เพื่อให้มีที่อยู่อาศัยอย่างเพียงพอ
พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน ได้บันทึกคำบอกเล่าของพระอาจารย์มั่นเกี่ยวกับพระอาจารย์เสาร์ ในหนังสือประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ ไว้น่าสนใจว่า เดิมหลวงปู่เสาร์ ปรารถนาเป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้า เวลาออกบำเพ็ญ พอเร่งความเพียรเข้ามาก ๆ ในรู้สึกประหวัด ๆ ถึงความปรารถนาเดิมเพื่อเป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้า แสดงออกเป็นเชิงอาลัย เสียดาย ไม่อยากไปนิพพาน ท่านเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อความเพียรเพื่อความรู้แจ้งซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ ท่านเลยอธิษฐาน ของดจากความปรารถนานั้น และขอประมวลมาเพื่อความรู้แจ้งซึ่งพระนิพพานในชาตินี้ ไม่ขอเกิดมารับความทุกข์ทรมานในภพชาติต่าง ๆ อีกต่อไป พอท่านปล่อยวางความปรารถนาเดิมแล้ว การบำเพ็ญเพียรรู้สึกสะดวกและเห็นผลไปโดยลำดับ ไม่มีอารมณ์เครื่องเกาะเกี่ยวเหมือนแต่ก่อน สุดท้ายท่านบรรลุถึงแดนแห่งความเกษมดังใจหมาย แต่การแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ท่านไม่ค่อยมีความรู้แตกฉานกว้างขวางนัก ทั้งนี้อาจเป็นไปตามภูมินิสัยเดิมของท่านที่มุ่งเป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้า ซึ่งตรัสรู้เองชอบ แต่ไม่สนใจสั่งสอนใครก็ได้ นอกจากนั้นท่านยังไม่ชอบพูด ชอบเทศน์ เวลาจำเป็นต้องเทศน์ ท่านก็เทศน์เพียงหนึ่งหรือสองประโยคเท่านั้น แล้วก็ลงธรรมาสน์ไป ประโยคที่ท่านเทศน์ซึ่งพอจับใจความได้ว่า "ให้พากันละบาปและบำเพ็ญบุญ อย่าให้เสียลมหายใจไปเปล่า ที่ได้มีวาสนาเกิดมาเป็นมนุษย์" และ "เราเกิดเป็นมนุษย์ มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ มนุษย์ของเราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก เวลาตกนรกจะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย อย่าพากันทำ" แล้วก็ลงธรรมาสน์ไปกุฏิ ไม่สนใจกับใครอีกต่อไป
ลักษณะท่าทางของหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล มีความสง่าผ่าเผยน่าเคารพเลื่อมใสมาก ผู้ที่พบเห็นจะเกิดความรู้สึกสบายใจ เย็นใจ ไปหลายวัน ประชาชนและพระเณรเคารพเลื่อมใสท่านมาก ท่านก็มีลูกศิษย์มากมายเหมือนหลวงปู่มั่น ด.ช.พวง ลุล่วง มีโอกาสเป็นศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ ในช่วงที่ติดตามพระอาจารย์สอ สุมังคโล ในครั้งนี้เช่นกัน
5. หลวงปู่เสาร์พาไปนครจำปาศักดิ์
ระหว่างที่ ด. ช.พวง ลุล่วง ได้พำนักอาศัยอยู่กับหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล นั้น เป็นช่วงที่หลวงปู่เสาร์มีพรรษามาก สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง แต่ด้วยความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ของหลวงปู่เสาร์ ท่านตั้งใจจะไปกราบอัฐิและบำเพ็ญกุศลให้กับอุปัชฌาย์ของท่าน
อุปัชฌาย์ของหลวงปู่เสาร์เป็นชาวลาว แต่ได้มาเรียนหนังสือและพำนักอยู่ที่ จ. อุบลราชธานี ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และได้บวชให้หลวงปู่เสาร์ หลังจากนั้นท่านได้กลับไปจำพรรษาบ้านเดิมของท่านที่อำเภอท่าเปลือย แขวงจำปาศักดิ์ ประเทศลาว และไม่ได้ติดต่อหรือไปมาหาสู่กัน เพราะเป็นช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองในเวลานั้นไม่ปกติ ไม่สามารถข้ามฝั่งไปมาหาสู่กันได้เช่นเดิม จวบจนพระอุปัชฌาย์มรณภาพ หลวงปู่เสาร์ก็ไม่ได้มีโอกาสได้ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับอาจารย์ของท่าน จนกระทั่งสถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น ประเทศไทยได้แขวงนครจำปาศักดิ์มาเป็นของไทย มีข้าราชการตลอดจนทหารเข้าไปดูแล มีการคมนาคมไปมาหาสู่กันตลอด หลวงปู่เสาร์จึงปรารถนาที่จะไปกราบอัฐิและทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้อุปัชฌาย์ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที
พระอาจารย์สอ สุมังคโล พร้อมด้วยเด็กชายพวง ลุล่วง จึงขอติดตามคณะหลวงปู่เสาร์ไปนครจำปาศักดิ์ในครั้งนี้ด้วย คณะติดตามประกอบด้วย พระเณรและลูกศิษย์จำนวน 13 คน คือ พระอาจารย์ดี ฉันโน พระอาจารย์กอง พระอาจารย์กงแก้ว ขันติโก(ขณะนี้จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าหนองสูง จ. มุกดาหาร) พระอาจารย์สอ สุมังคโล พระอาจารย์บัวพา พระอาจารย์บุญมี พระละมัย สามเณรพรหมา และลูกศิษย์อีก 5 คน ซึ่งรวมทั้ง ด.ช.พวง ลุล่วง ในปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่เพียง 3 ท่าน ได้แก่ หลวงตาพวง หลวงปู่บุญมี ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ จ.กาฬสินธุ์ และอีกคนหนึ่งเป็นโยม ชื่อบุญมี ขณะนี้อยู่ที่ จ.สงขลา
หลวงปู่เสาร์ได้พาคณะออกเดินทางจากวัดดอนธาตุ ไปทางช่องเม็ก อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี โดยรถประจำทาง ถนนหนทางสมัยนั้นยังไม่ดีนัก รถยนต์ต้องวิ่งไต่ตามตลิ่งริมแม่น้ำโขง ส่วนอีกฝั่งจะเป็นภูเขาที่เรียกว่า ภูมะโรง หนทางเต็มไปด้วยความทุรกันดารยากลำบาก
เมื่อถึงนครนครจำปาศักดิ์ คณะได้พักอยู่ที่วัดศิริอำมาตย์ และได้เดินทางต่อโดยเรือไฟล่องลงตามแม่น้ำโขง ไปยังเกาะดอนเจดีย์ที่ตั้งอยู่กลางแม่น้ำโขง โดยใช้เวลาทั้งวัน เกาะดอนเจดีย์เป็นเกาะใหญ่อยู่กลางแม่น้ำโขง มีชาวบ้านอาศัยอยู่ถึง 2 หมู่บ้าน มีวัดที่อุปัชฌาย์ของพระอาจารย์เสาร์จำพรรษาอยู่และมรณภาพที่นั่น
เมื่อเดินทางไปถึงก็พบเจดีย์เล็ก ๆ อันเป็นที่เก็บอัฐิของอุปัชฌาย์ มีพื้นที่ประมาณ 20 ตารางเมตร ตั้งอยู่กลางทุ่งนาห่างจากวัดประมาณ 200 เมตร หลวงปู่เสาร์ก็ได้พาญาติโยมแถบนั้นมาร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้อุปัชฌาย์ของท่านสมดังเจตนา ท่านและคณะพำนักอยู่ที่เกาะดอนเจดีย์ประมาณหนึ่งสัปดาห์ หลวงปู่เสาร์ก็ได้พาคณะออกเดินทางต่อโดยนั่งเรือแจวขนาดนั่งได้ 6-7 คน มีฝีพายสองคนอยู่หัวเรือและท้ายเรือ ขนสัมภาระต่างๆลงเรือหลายลำ พาล่องแม่น้ำโขงไปยังแก่งหลี่ผี ซึ่งเป็นสถานที่ที่อยู่กลางแม่น้ำโขง มีลักษณะเหมือนภูเขาลูกหนึ่งขวางกั้นแม่น้ำโขง แม่น้ำทั้งสายไหลข้ามภูเขาไปด้านหลังตกลงเป็นน้ำตกขนาดความสูง 30 - 40 เมตร มีเกาะแก่งเป็นร้อย ๆ แห่ง ชาวบ้านเรียกว่าหลี่ผี ซึ่งแปลว่าที่ดักปลาของภูติผี บริเวณดังกล่าวเวลาพูดอะไรจะไม่ได้ยินเพราะเสียงน้ำตกดังมาก ถ้าหากจะพูดกันต้องพูดกันใกล้ๆจึงจะได้ยิน
สมัยที่ฝรั่งเศสปกครองนั้น ยังไม่มีถนนหนทางที่สะดวกและไม่สามารถเดินทางผ่านประเทศไทยได้ การคมนาคมติดต่อจะต้องขนของหรือสัมภาระโดยเรือใหญ่จากประเทศกัมพูชามาจอดที่ท่าเรือหลี่ผี แล้วจะต้องใช้รถไฟขนถ่ายสัมภาระต่อไปยังแขวงสุวรรณเขตหรือปากเซ มีรถไฟอยู่สองขบวนสำหรับส่งของ ส่วนรถยนต์ไม่ค่อยมี มีแต่สามล้อ สำหรับโดยสาร
ขณะนั้นหลวงปู่เสาร์มีอายุได้ 82 ปี สุขภาพไม่แข็งแรงอยู่แล้ว เริ่มอาพาธมากขึ้น มีอาการเหนื่อย ฉันอาหารไม่ได้ คณะลูกศิษย์จึงได้พาท่านกลับมายังอำเภอท่าเปลือย ซึ่งมีแพทย์ไทยรวมทั้งอุปกรณ์การแพทย์ที่พร้อมกว่า
เมื่อถึงอำเภอท่าเปลือย หลวงปู่เสาร์ก็ได้มอบหมายให้พระอาจารย์ดี ฉนโน เป็นผู้ไปจัดหาสถานที่ปักกลดบริเวณเชิงเขา เพื่อจะให้คณะได้อาศัย รุกขมูล บำเพ็ญเพียรภาวนาในบริเวณนี้ หลวงตาพวงเล่าให้ฟังว่า "ขณะนั้นฝนตกชุก ที่พักก็ใช้ใบไม้มามุงเป็นปะรำกั้นแดด แต่กั้นฝนไม่ได้ ไปอยู่สองสามวันแรกฝนตก นั่งทั้งคืนไม่ได้นอน แต่หลวงปู่เสาร์ก็พาพักอยู่เกือบหนึ่งเดือน"
อาจารย์ทนห่วงใบเสมา
ครั้นวันต่อมาในเวลาเดียวกัน อาจารย์ทนได้มาทรงร่างนายทองคำอีก และได้บอกให้ชาวบ้านคนหนึ่งไปนิมนต์ข้าพเจ้าที่วัด เพราะท่านอยากจะคุยกับข้าพเจ้าอีก ข้าพเจ้าก็อยากจะพิสูจน์ว่าเป็นความจริงหรือเท็จอย่างไร เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปในบ้านนายทองคำแล้ว นายนทองคำได้กระแอมขึ้นพร้อมได้พูดว่า ผมมารอท่านพระครูนานแล้ว เพราะอยากจะคุยกับท่านพระครูอีก ผมเป็นห่วงใบเสมาที่ท่านพระครูและญาติโยมไปขอมาจากกระผม ผมจึงมาดูว่าพระครูได้เอาใบเสมาไว้ในที่สมควรหรือเปล่า ผมกลัวว่าท่านจะเอามาทิ้งเฉย ๆ ถ้าเอามาทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่ทำอะไร ผมจะทุบทิ้งให้แตกกระจายหาส่วนติดต่อกันไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงได้บอกท่านว่าไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องใบเสมา ผมจะนำใบเสมาไปไว้ในที่สมควรในเร็ววันนี้ ถ้าหากผมไม่ได้ทำตามที่ผมพูดไว้แล้ว อาจารย์จะเอากลับไปผมก็ไม่ว่า เนื่องจากช่วงนี้ผมกำลังมีงานยุ่ง ๆ อยู่มาก จึงไม่ได้ลงมือจัดการสถานที่ไว้ใบเสมา พรุ่งนี้ผมจะจัดการให้เสร็จเรียบร้อย อาจารย์ทนได้พูดอีกว่าใบเสมาที่ไปขอผมมาทั้ง 9 ใบ ข้อนี้เป็นที่น่าอัศจรรย์ เพราะนายทองคำนอนป่วยอยู่ที่บ้าน จะรู้ได้อย่างไรว่าขุดใบเสมามา 9 ใบ ผู้คนที่นั่งอยู่ในที่แห่งนั้นต่างก็รู้สึกอัศจรรย์แปลกใจไปตามๆ กัน
ได้มีชาวบ้านผู้หญิงคนหนึ่ง ได้เอ่ยขึ้นว่า ใบเสมาของท่าน พระครูก็ได้ไปขอมาแล้ว ก็ขอนิมนต์ท่านได้มาอยู่กับท่านพระครูเสียที่วัดด้วยกันเลย ท่านได้ตอบว่า มาไม่ได้หรอกโยม เพราะเป็นห่วงสิ่งของ ถ้าองค์หนึ่งไม่อยู่ อีกองค์ก็จะต้องเฝ้าสิ่งของ สับเปลี่ยนกัน อาตมาก็อยากจะมาอยู่หรอก แต่พระครูท่านไม่ได้นิมนต์ เมื่อได้ยินท่านพูดเช่นนั้นแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้ให้ญาติโยมไปหาดอกไม้ธูปเทียนใส่พานมาและได้นิมนต์ท่านให้มาอยู่เสียที่วัดศรีฐานใน ท่านบอกว่าอยู่เลยไม่ได้นะ ต้องไป ๆ มา ๆ ญาติโยมจึงได้บอกท่านอีกว่า ถ้าอย่างนั้นในวันแรม 11 ค่ำ จะไปนิมนต์ท่านอีกครั้งที่วัดดงศิลาเลข ท่านบอกว่าถ้าจะไปนิมนต์ต้องนำฆ้องนำกลองจัดเป็นขบวนแห่ อาตมาจึงจะมาร่วมในงานสมโภชพระที่ขุดขึ้น เมื่อเสร็จงานแล้วอาตมาก็จะกลับวัด เพราะเป็นห่วงสิ่งของมากกว่าใบเสมาที่ท่านพระครูขอมา มีชาวบ้านคนหนึ่งได้ถามไปว่า สิ่งของนั้นวันไหนจะให้ ท่านได้ตอบว่ายังไม่มีกำหนด รอไว้โอกาสหน้า เพราะสิ่งของทางวัดได้ผุดขึ้นมาก่อนแล้ว ทีแรกตั้งใจว่าจะให้ของอาตมาแก่ท่านพระครูก่อน แต่แล้วก็ไม่ทัน จำเป็นต้องเอาไว้ภายหลัง ท่านพูดเป็นทำนองสั่งสอนอีกว่า วันเดียวจะให้โชคเกิดขึ้นสองครั้งเป็นการไม่สมควร อุปมาเหมือนกับวัดเดียว ปีเดียวกัน จะทอดกฐินสองครั้งนั้นไม่ได้ (ปัจจุบันวัดดงศิลาเลข ได้สร้างเป็นสำนักปฏิบัติธรรม)
อาจารย์ทนติดตามดวงจิต
นายทองคำ พรมบุตร ได้ป่วยเพราะมีภูติผีปีศาจมาฉุดเอาดวงจิตไป มีอาการพูดละเมอ บางครั้งกำหมัดกัดฟัน ถีบ เตะ ชกต่อย เหมือนได้เล่ามาแล้วแต่ข้างต้น พออาจารย์ทนได้ใช้ร่างนี้เป็นร่างทรง อาการที่แสดงออกมาทางกายก็ได้หายไป มีแต่ทางจิตใจก็คือ จิตใจไม่ได้อยู่กับร่างกาย เพราะถูกปีศาจควบคุมไปโดยไม่หยุดยั้ง บางทีก็ร้องออกมาว่าช่วยด้วย ช่วยด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น เวลาที่พระอาจารย์ทนเข้าทรงร่างนายทองคำ พวกญาติ ๆ ของนายทองคำ ได้ขอร้องอาจารย์ทนได้ติดตามดวงจิตของนายทองคำให้กลับมาด้วย หลวงปู่ทนได้รับปากว่าจะติดตามมาให้จงได้ นับตั้งแต่นั้นมาท่านก็ได้ติดตามหาดวงจิตของนายทองคำให้ 2 วันแรก ท่านเล่าว่า เห็นแต่ร่องรอบของพวกปีศาจที่ฉุดลากไปมีรอบเลือดหนดไหลติดตามพื้นดินและต้นหญ้า พวกปีศาจได้ฉุดดวงจิตนายทองคำลงน้ำบ้าง เข้ารูตามพื้นดินบ้าง เข้าไปในดงหนามบ้าง
ระยะที่พวกปีศาจฉุดเอาดวงจิตนายทองคำไป ปรากฏว่านายทองคำมีอาการทุรนทุราย อาจารย์ทนติดตามพวกปีศาจไป 2 วัน ท่านบอกว่าตามไม่ทัน ท่านจึงได้กลับมาบอกญาติ ๆ ของนายทองคำ โดยอาการทรงร่างนายทองคำ ท่านบอกว่าท่านเป็นผู้เฒ่าตามพวกปีศาจไม่ทัน ท่านบอกว่าเหนื่อยมาก ติดตามจนผ้าจีวรของอาตมาถูกขวากหนามเกี่ยวขาดยังกับผ้าขี้ริ้ว พรุ่งนี้จะให้ลูกศิษย์คืออาจารย์เงียบติดตามให้
เปลี่ยนให้ลูกศิษย์ติดตามดวงจิต
รุ่งเช้าวันต่อมา ขณะที่นายทองคำนอนอยู่ เวลาประมาณ 1 โมงเช้า นายทองคำได้กระแอมเพื่อเตือนญาติ ๆ ทราบ เมื่อญาติของนายทองคำมาแล้ว นายทองคำได้บอกว่าตนชื่ออาจารย์เงียบเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ทน เนื่องจากอาจารย์ใหญ่คืออาจารย์ทน ให้ตัวท่านเองไปติดตามลูกศิษย์ที่พวกปีศาจลักตัวไป อาตมาด่วนมากเพียงแต่มาบอกข่าวเท่านั้น แล้วก็จะรีบไป อาจารย์เงียบพูดแค่นี้แล้วก็อำลาไป นายทองคำรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ญาติ ๆ ก็ได้ถามว่าเมื่อกี้ได้พูดอะไรไป นายทองคำบอกว่าไม่ได้พูด นอนหลับ วันนี้อาจารย์เงียบได้ติดตามหาดวงจิตของนายทองคำจนพบ พวกปีศาจนำจิตของนายทองคำผูกไว้กับต้นไม้ เมื่ออาจารย์เงียบได้ติดตามจนเจอ พวกปีศาจก็ได้หลบหนีไปเพราะเกรงกลังบารมีของท่าน เมื่ออาจารย์เงียบพบแล้ว จึงได้นำดวงจิตของนายทองคำกลับมาแล้วนำมาถวายแก่อาจารย์ใหญ่ วันนี้อาการป่วยของนายทองคำ ได้มีอาการดีกว่าวันก่อน ๆ นับตั้งแต่อาจารย์ทนและอาจารย์เงียบมาทรงร่างของนายทองคำเป็นเวลา 9 วัน ได้มีชาวบ้านมานั่งฟังการสนทนาของอาจารย์ทนและอาจารย์เงียบ ยังกับมีเทศกาลงานบุญไปดูหนังฟังหมอลำกัน
จัดขบวนไปแห่อาจารย์ทน - อาจารย์เงียบตามคำอาราธนานิมนต์
เมื่อถึงวันงานที่จะสมโภชพระที่ขุดขึ้นได้จากข้างโบสถ์ ครั้นถึงเวลาแล้ว ข้าพเจ้าได้ให้ชาวบ้านจัดเตรียมสิ่งของต่างๆ ตามที่ท่านได้แนะนำไว้ตอนที่ท่านได้ทรงร่างนายทองคำ ตามที่ได้อาราธนานิมนต์ท่านไว้คือ 1. ให้ประกาศให้ญาติโยม ชาวบ้าน ทายกทายิกาไปมากๆ 2. ให้นิมนต์พระภิกษุสามเณรร่วมไปด้วยอย่างน้อย 10 องค์ 3. ให้นำเอาฆ้องเอากลองไปด้วยท่านชอบมาก 4. เมื่อจะเข้าไปนิมนต์ให้เวียนซ้าย 3 รอบ คือให้เวียนรองในเขตที่ขุดเอาใบเสมา 5. ให้จัดขัน 5 ขัน 8 พร้อมทั้งขนมหวาน 1 สำรับ และเครื่องสักการะบูชา เมื่อได้จัดเตรียมของทุกอย่างที่ท่านได้แนะนำไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้จัดเอาพระพุทธรูป 2 องค์ สมมุติว่าเป็นตัวแทนของท่านอาจารย์ทั้ง 2 ไปวางไว้ที่โต๊ะบูชาที่จัดเอาไว้ที่วัดดงศิลาเลข ซึ่งเป็นที่อยู่ของอาจารย์ทั้ง 2 ไม่ใช่ว่าจะพาญาติโยมไปกราบไหว้ตามดินตามหญ้าโดยไม่มีเครื่องหมายอะไร เมื่อทำพิธีอาราธนาเสร็จแล้ว ก็นำพระพุทธรูปทั้งสองแห่กลับมา ในการไปนิมนต์อาจารย์ทนและอาจารย์เงียบในครั้งนี้ปรากฏว่ามีประชาชนทั้งบ้านใกล้บ้านไกลที่ได้ยินข่าวเล่าลือ มาร่วมพิธีในครั้งนี้นับเป็นจำนวนพันๆ คน เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน
อาจารย์ทนมอบศิษย์ให้กลับคืน
เมื่อพระอาจารย์ทนได้ดวงจิตของนายทองคำกลับมาจากปีศาจแล้ว ท่านได้ติดตามถึง 3 วัน ท่านได้เอาดวงจิตของนายทองคำไปรักษาให้อยู่กับท่านตั้งแต่ท่านได้ดวงจิตมา ท่านได้กระทำพิธีชุบจิตชุบตัวให้นายทองคำ และทำการบายศรีสู่ขวัญให้แก่นายทองคำเป็นที่เรียบร้อย และท่านพระอาจารย์ทนยังได้สอนวิชาเล่าเรียน เอาธรรมไปเพื่อป้องกันตัวเองจากปีศาจที่จะมารบกวนเหมือนแต่ก่อน
ท่านอาจารย์ทั้งสองก็ได้ถือว่านายทองคำเป็นสานุศิษย์ที่ท่านรักใคร่มาก ในขณะที่อยู่กับท่าน ๆ ก็ได้ให้รับใช้อุปัฏฐากเหมือนกับศิษย์วัดทั่วๆ ไป ในที่นี้หมายความว่าร่างกายของนายทองคำได้นอนอยู่ที่บ้าน แต่ดวงจิตไปอยู่ที่วัดดงศิลาเลขกับท่านอาจารย์ทั้ง 2 และดูจากอาการป่วยของนายทองคำแล้วจะมีอาการดีเกือบจะหายเป็นปกติแล้ว ในครั้งที่อาจารย์ทนท่านมาทรงร่างนายทองคำแล้ว ท่านได้บอกเช่นนั้นและท่านยังได้แนะนำว่า ให้ญาติๆ ของนายทองคำนำเอาขัน 5 และเครื่องสักการะอื่นๆ ไปขอดวงจิตของนายทองคำจากท่าน โดยให้ไปในวันที่ข้าพเจ้าและชาวบ้านที่จะไปนิมนต์ท่านมาร่วมในงานวันสมโภช และท่านจะมอบดวงจิตให้กลับมา โดยให้ข้าพเข้านำดวงจิตกลับมาพร้อมกับให้ข้าพเจ้ารดน้ำพระพุทธมนต์ให้ด้วย นี้เป็นคำพูดของพระอาจารย์ทน ข้าพเจ้าก็ได้ปฏิบัติตามท่านอาจารย์ทนแนะนำ
นับตั้งแต่นั้นมา นายทองคำได้หายเป็นปกติ โดยไม่ต้องกินยาสักเม็ดเดียว ในขณะที่อาจารย์ทั้งสองเข้าประทับทรงร่างนายทองคำ นายทองคำจะไม่รู้สึกตัว แต่จะรู้สึกว่าตัวเองนอนหลับธรรมดาและไม่ได้พูดอะไร ครั้นเลิกจากเข้าทรงแล้ว จึงจะมีคนอื่นมาเล่าให้ฟังจึงจะรู้เรื่องว่าเป็นอะไร นับตั้งแต่นั้นมาอาจารย์ทั้ง 2 ก็ไม่ได้เข้าทรงร่างนายทองคำอีก มีมาแต่เข้าในความฝันของนายทองคำเป็นประจำ
พระอาจารย์ทั้ง 2 ได้รับเครื่องไทยทาน
ข่าวนี้ได้เล่าลือไปทั่วทิศานุทิศ ทั้งบ้านใกล้บ้านไกลหลั่งไหลกันมาทำบุญ และงานสมโภชพระพุทธรูปที่ขุดได้จากวัดศรีฐานในพร้อมทั้งงานนี้ได้นิมนต์อาจารย์ทนและอาจารย์เงียบมาร่วมในงานนี้ด้วย ข้าพเจ้าได้จัดผ้าไตรจีวรถวายอาจารย์ทั้ง 2 องค์ ๆ ละ 1 ไตร เป็นทักษิณานุประทานถวายแด่ท่านทั้ง 2 นับตั้งแต่ข้าพเจ้าและชาวบ้านได้ทำบุญอุทิศไปให้หลวงปู่ฟ้ามืดแล้วก็ปรากฏว่าเรื่องของท่านเงียบหายไป ไม่ปรากฏอะไรเกิดขึ้นอีก ส่วนอาจารย์ทั้ง 2 ก็ไปเข้าในนิมิตความฝันของนายทองคำ ว่าได้ฉันข้าวฉันปลาอุดมสมบูรณ์อย่างอิ่มหนำสำราญ ตลอดจนได้นุ่งห่มจีวรอันใหม่ เนื่องจากข้าพเจ้าและประชาชน และญาติโยมได้จัดถวาย ครั้นข้าพเจ้าได้ทำบุญสมโภชเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีธรรมาราม อ.ยโสธร จ.อุบลราชธานี
นายทองคำเรียนธรรมจากอาจารย์ทน
นายทองคำ ได้บอกว่า ตนเองได้ฝันว่าอาจารย์ทน ได้มาเรียกให้ตนไปเรียนเอาวิชา คาถาอาคม ชาวอีสานเรียกว่า ธรรม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปราบภูติผีปีศาจต่าง ๆ จนทุกวันนี้นายทองคำก็ได้เป็นหมอผีหรือชาวอีสานเรียกว่าหมอธรรม ซึ่งแต่ก่อนพวกปีศาจ เป็นศัตรูของนายทองคำแต่บัดนี้นายทองคำได้กลับมาเป็นศัตรูของปีศาจ เป็นหมอธรรมที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ ถ้าชาวบ้านมีอาการป่วย ถ้าเกี่ยวกับภูติผีปีศาจเข้ามาเบียดเบียน ต่างก็ได้ให้นายทองคำเป็นผู้รักษาให้หลายราย โดยเฉพาะบ้านศรีฐานเองที่นายทองคำได้รักษาด้วยวิชาอาคมที่เรียนมาจากหลวงปู่ทนให้หายเป็นปกติมาหลายสิบรายโดยไม่ต้องกินยาแม้แต่เม็ดเดียว ในเวลาที่นายทองคำได้ลงธรรม ยกครูแล้วก็นอนลงเรียกผีที่มารบกวนผู้ป่วยนั้น แล้วจะขับด้วยคาถาอาคม บางรายถ้านายทองคำสู้ผีไม่ได้ก็จะต้องไปนิมนต์ผู้เป็นอาจารย์มาช่วย มีอยู่ที่ไหนท่านจะรู้หมดและจะสู้ท่านไม่ได้สักราย เพราะท่านมีไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์สำหรับปราบภูติผีปีศาจโดยเฉพาะ
วันสงกรานต์
ในวันสงกรานต์ในปีนั้น ตามประเพณีเมื่อถึงวันนี้ชาวพุทธทั้งหลายถือว่าเป็นวันสำคัญและเป็นเทศกาลประจำปีในฤดูร้อน นิยมที่จะอัญเชิญพระพุทธรูปตามวัดวาอารามสถานที่ต่างๆ นิมนต์ลงมาตั้งในสถานอันสมควรตามแต่ทางวัดจะจัดไว้ เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาและสรงน้ำอบน้ำหอม เป็นการทำความสะอาดพระพุทธรูปและจะได้ขอพรให้ตนมีสิริมงคลที่จะดำเนินชีวิตต่อในปีต่อไป สำหรับวันนี้นายทองคำและภรรยาได้เตรียมเอาเครื่องสักการะพร้อมน้ำอบน้ำหอม ตั้งใจจะไปสักการะพระพุทธรูปที่วัดศรีฐานนอก
ขณะที่นายทองคำได้เดินทางยังไม่ถึงวัดนั้น ก็ปรากฏว่าอาจารย์ทนมาตามนายทองคำ ท่านได้เรียกให้ไปกับท่าน อาจารย์ทนบอกให้นายทองคำหลับตาลง นายทองคำบอกว่าได้รู้สึกตัวเหมือนว่าได้เดินตามท่านไป แต่นางสำ ภรรยาของนายทองคำบอกว่า นายทองคำได้วิ่งไป แต่มองไม่เห็นอาจารย์ทน นางสำ ได้วิ่งตามแต่ก็วิ่งไม่ทัน ตอนนี้นายทองคำได้วิ่งเลยวัดศรีฐานนอก แล้ววิ่งลงไปในท้องนา หันหน้าไปทางวัดดงศิลาเลข ซึ่งเป็นวัดอาจารย์ทน นายทองคำได้บอกว่าไม่ได้วิ่ง เดินไปเฉย ๆ บางครั้งก็ลืมตาขึ้นแต่เป็นพอราง ๆ ไม่ชัดเจน เมื่อนางสำผู้เป็นภรรยาวิ่งตามไม่ทัน จึงได้ตะโกนให้หยุด นายทองคำไม่หยุด นางสำจึงกลับมาบอกแก่ญาติๆ ที่บ้านให้ไปช่วยติดตามนายทองคำด้วย
เมื่อติดตามไปจนถึงวัดดงศิลาเลข จึงได้เห็นนายทองคำนั่งขัดสมาธิอยู่ พอขณะญาติพี่น้องไปถึงก็พอดีกับรายทองคำได้ลืมตาขึ้น ได้ยินเสียงญาติ ๆ ร้องเรียก พวกญาติพี่น้องได้ถามถึงเหตุการณ์ทีเกิดขึ้น นายทองคำจึงได้เล่าให้ญาติพี่น้องฟังว่า อาจารย์ทนได้ไปเรียกตน แล้วตนจึงได้เดินตามอาจารย์ทนมา
ท่านได้พามาจนถึงเห็นอุโบสถที่มีลักษณะงดงามมีบานประตูปิดเปิดได้ ท่านได้พาเวียนซ้ายมาเข้าประตูโบสถ์ทางทิศตะวันออกทางลำน้ำโพง แล้วท่านก็นำเข้าไปข้างในโบสถ์ มีแท่นพระพุทธรูปมองดูสวยงามเป็นแสงระยิบระยับเป็นที่น่าประทับใจมาก แล้วท่านอาจารย์ก็ได้มอบดอกไม้ ธูปเทียน ให้นำไปบูชาพระทั้ง 5 ที่ ส่วนพระพุทธรูปมีแต่องค์สวย ๆ งาม ๆ ทั้งนั้น องค์ไม่ใหญ่เท่าไร แต่น่าเลื่อมใสมาก มองดู 2 ข้างแท่นพระพุทธรูป ก็ได้เห็นที่นอนของพระอาจารย์ทั้ง 2 ที่นอนของพระอาจารย์ใหญ่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ที่นอนของพระอาจารย์เงียบ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ที่นอนของพระอาจารย์ทั้ง 2 ไม่มีเสื่อไม่มีหมอน มีเพียงผ้าปูรองเท่านั้น เมื่อได้บูชาพระเสร็จแล้วก็ได้กราบ 3 หน ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ประนมมืออยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกตัว แล้วมโนภาพต่าง ๆ นั้นก็หายไป เมื่อลืมตาขึ้นแล้วก็ไม่เห็นมีอะไร มีแต่ที่ว่างเปล่า เหมือนสภาพเดิม แล้วพอดีพวกญาติพี่น้องทั้งหลายก็ได้มาถึงนี่แหละ นายทองคำได้เล่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาให้ญาติพี่น้องฟัง
หมอธรรม (หมอผี) มาทดลองส่องธรรม (นั่งทางใน) ดูสมบัติ
ในระยะที่อาจารย์ทน อาจารย์เงียบ มาทรงร่างนายทองคำนั้น ได้มีชาวบ้านใกล้ไกลให้ความสนใจมากขึ้น ได้มีหมอธรรม (หมอผี) คณะหนึ่งซึ่งเป็นคนหมู่บ้านอื่น ได้ชักชวนกันไปดูสถานที่ วัดดงศิลาเลข ซึ่งเป็นวัดของอาจารย์ทน หมอธรรมคณะนั้น อยากจะทดลองส่องธรรม (นั่งทางใน) ดูว่าจะมีสิ่งของตามที่ได้เล่าลือหรือเปล่า จึงได้เดินทางมาด้วยกัน 5 คน เมื่อเดินทางมาถึงวัดดงศิลาเลขก็เป็นเวลาพลบค่ำพอดี พอไปถึงสถานที่แล้วก็สังเกตว่าหลุมลูกนิมิตที่สำคัญที่สุดจะต้องอยู่ตรงกลาง ชาวอีสานเรียกหลุมลูกนิมิตหลุมนี้ว่าบือสิม ก็คือสดือโบสถ์นั่นเอง หลุมนี้จะมีสิ่งของมีค่ามากกว่าหลุมอื่น ๆ เมื่อคณะหมอธรรมตกลงกันแล้ว ก็ได้ลงมือทำพิธีทันที
อาจารย์ทนไม่หวั่นไหว
นายทองคำได้เล่าว่า เมื่อพวกหมอธรรมมาทำพิธี ท่านทั้ง 2 ก็ได้นึกอยู่ว่า ตั้งแต่ท่านทั้งสองมาอยู่ที่นี่ก็ไม่เคยเห็นใครมาบังอาจบุกรุกสถานที่จะมาส่องธรรมดูสิ่งของของท่านสักครั้งเดียว เมื่อท่านเห็นเหตุการณ์ในครั้งนี้ ท่านก็ได้เตรียมตัวรับมือเหมือนกัน เพื่อที่จะไม่ให้หมอธรรมเหล่านั้นมาขุดเอาสมบัติอันมีค่าไปได้ เพราะหมอธรรมเหล่านั้นเป็นคนไม่มีศีลธรรม และไม่สมควรที่จะครอบครองสมบัติเหล่านั้น อาจารย์ใหญ่ท่านไม่หวั่นไหว ท่านได้เข้านั่งสมาธิภาวนากำหนดจิตนิ่งเฉย ส่วนอาจารย์เงียบผู้เป็นศิษย์ จิตยังไม่เป็นสมาธิภาวนา เพราะไม่เคยเห็นใครมาบุกรุกอย่างนี้ กลัวว่าอาจารย์ของตนจะรับมือหมอธรรมไม่ได้ จึงต้องรีบมาทรงร่างนายทองคำทันที
ขณะที่นายทองคำนอนอยู่ นายทองคำได้กระแอมขึ้น เมื่อญาติพี่น้องไม่ยินเสียงกระแอมก็ได้มานั่งล้อมดูนายทองคำที่นอนอยู่ในห้อง นายทองคำได้มีอาการหายใจหืดหอบเหนื่อยเหมือนคนที่วิ่งมาอย่งรวดเร็วทันที นายทองคำพูดขึ้นว่าอาตมามาด่วนมาก เพราะมีคนไปบุกรุก 4-5 คน เป็นบ้านใกล้ชิดคนบ้านอื่น ไม่ใช้บ้านศรีฐาน อาตมาจำหน้าเขาได้ แต่ไม่รู้จักชื่อ จำรูปพรรณสันฐานได้หมด อาตมากลัวว่าอาจารย์ใหญ่จะสู้ไม่ได้ จึงต้องรีบมาบอกญาติโยม ให้โยมไปบอกท่านพระครูที่วัด ให้ท่านจัดหาคนไปช่วยด้วย เพราะมีคนไปบุกรุก คำพูดนี้แสดงว่าผู้มาทรงนั้นคืออาจารย์เงียบ ได้มีชาวบ้านถามท่านอีกว่าใครเป็นผู้ไปบุกรุก ท่านบอกว่าเป็นพวกหมอธรรม แล้วท่านก็ย้ำให้รับไปบอกท่านพระครูที่วัดเร็ว ๆ ด้วย อาตมาจะรีบกลับไปช่วยอาจารย์ใหญ่ ว่าแล้วอาจารย์เงียบก็อำลาญาติโยม
แล้วอีกประมาณอีกอึดใจหนึ่ง นายทองคำก็ได้ลืมตาลุกขึ้นนั่ง แล้วภรรยาของนายทองคำได้ถามนายทองคำว่ามื้อกี้ได้พูดอะไร นายทองคำบอกว่าไม่ได้พูดอะไร นอนหลับ ญาติๆ จึงได้เล่าเหตุการณ์ให้นายทองคำฟัง เรื่องอาจารย์เงียบมาบอกข่าวมีคนบุกรุก ญาติๆ ของนายทองคำก็ได้รีบมาบอกแก่ข้าพเจ้าแล้วกราบเรียน เล่าเรื่องอย่างละเอียด
พอดีวันนั้นเป็นวันพระแรม 8 ค่ำ เดือน 4 มีทายกทายิกาไปรักษาอุโบสถศีลที่วัดข้าพเจ้า กำลังสวดมนต์ทำวัตรอยู่ ข้าพเจ้าจึงได้ชวนทายกทายิกาเหล่านั้นและยังมีชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งประมาณ 50 คน ก็ได้เดินทางไปยังวัดดงศิลาเลข เพื่อไปดูว่ามีคนมาบุกรุกจริงหรือเปล่า เมื่อไปถึงแล้วก็ไม่เห็นมีคนอยู่ และสถานที่เหล่านั้นก็ยังไม่ได้ขุดค้น ข้าพเจ้าจึงได้ถามชาวบ้านที่มาเลื่อยไม้ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดดงศิลาเลข ชาวบ้านผู้นั้นได้มานอนอยู่ ณ ที่นั้นเป็นที่ติดกับวัด ข้าพเจ้าได้ถามว่ามีใครมาที่วัดดงศิลาเลขบ้างหรือเปล่า โดยมได้บอกว่ามีอยู่ประมาณ 4-5 คน ไม่รู้ว่ามาทำไม เพราะตนเองกำลังเลื่อยไม้ไม่ได้สนใจกับคนกลุ่มนั้น
ในคืนวันนั้นข้าพเจ้าได้พาญาติโยมนอนอยู่ที่วัดดงศิลาเลขนั้น เพื่อจะได้เฝ้าดูสังเกตการณ์ ส่วนหมอธรรมเหล่านั้น ข้าพเจ้าก็ได้รู้ชื่อทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร เพราะบุคคลเหล่านั้นก็ยังไม่ได้ลงมือทำผิด ในกรณีที่พระอาจารย์ทั้ง 2 ได้ไปทรงร่างนายทองคำคราวนี้ ชาวบ้านศรีฐานเองและหมู่บ้านใกล้ชิด ก็ได้ดูได้เห็นกับตาของตัวเองและในช่วงที่อาจารย์ทั้ง 2 มาทรงร่างนายทองคำอยู่นั้น ท่านได้กำชับให้ข้าพเจ้าประกาศให้ชาวบ้านทราบ และห้ามไม่ให้ใครไปขุดค้นหาสิ่งของเป็นอันขาด ถึงจะขุดก็ไม่พบ แม้พบก็จะนำเอาไปไม่ได้ ถ้าใครไม่เชื่อนำไปก็เกิดความวิบัติฉิบหาย เกิดวิปริตเสียจริตเป็นบ้าเป็นบอไปต่าง ๆ นา ๆ แม้แต่เศษสะเก็ดของสิ่งของเหล่านั้นที่ตกอยู่ตามบริเวณนั้นก็เอาไปไม่ได้ เรื่องนี้ข้าพเจ้าได้ประกาศให้ประชาชน และชาวบ้านใกล้เคียงให้ทราบทั่วถึงกัน เพื่อไม่ให้ไปขุดค้นหา ข้าพเจ้าได้ประกาศตั้งแต่วันที่ได้จัดขบสนแห่ และนิมนต์ท่านมาสมโภชพระแล้ว
ข้อสันนิษฐาน
1. เรื่องหลวงปู่พระครูฟ้ามืดนี้ ที่ท่านได้ทรงร่างแม่ทรัพย์ ไวว่อง ให้ไปชี้บอกที่ขุดพระศักดิ์สิทธิ์ที่หลังอุโบสถข้างเคียงเจดีย์องค์ที่ล้มพังสลายลงมา ในเรื่องนี้เป็นความจริงที่ใคร ๆ ก็ได้เห็นได้ประจักษ์กับตัวเอง ไม่ได้มีเพราะข่าวลือ
2. อาจารย์ทน และอาจารย์เงียบ ที่ได้ทรงร่างนายทองคำ พรมบุตร ท่านทั้งสองได้มาบอกขุดทรัพย์อันล้ำค่าที่ฝังไว้ ท่านได้รักษามาช้านาน เรื่องนี้จะเป็นจริงหรือเป็นเท็จอย่างไรยังบอกไม่ได้ เพราะทรัพย์สมบัติเหล่านั้นยังไม่ได้ขุดค้นขึ้นมา แต่ก็ได้สันนิษฐานว่าคงจะมีจริง เพราะที่นั่นเป็นโบสถ์เก่าแก่ เพราะมีใบเสมา ถ้าเป็นโบสถ์ก็จะต้องมีหลุมลูกนิมิตหรือบือสิม ที่ผู้สร้างคงจะนำสมบัติใส่ลงไว้เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ที่เป็นความเชื่อในการสร้างอุโบสถ และขณะที่อาจารย์ทั้ง 2 ได้ทรงร่างนายทองคำนั้น ชาวบ้านบางคนไม่เชื่อก็จะพูดในเชิงดูถูก หมิ่นประมาทไปต่าง ๆ นา ๆ นายทองคำจะสามารถบอกได้ว่า มีคนอยู่คุ้มโน้นคุ้มนี้ ถนนเส้นโน้นเส้นนี้ กล่าวดูถูกหมิ่นประมาท ซึ่งไม่มีใครมาบอกเล่าให้นายทองคำฟังแต่ประการใด นี้คงเป็นเพราะฤทธิ์เดชอำนาจของอาจารย์ทั้ง 2 ข้าพเจ้าก็ได้ถามผู้คนเหล่านั้น ก็ได้ยอมรับว่าจริงได้พูดไปจริง ๆ อาจารย์ทนซึ่งได้ทรงร่างนายทองคำอยู่นั้นได้แนะนำให้ข้าพเจ้าประกาศให้ประชาชนได้ทราบโดยทั่วกัน ข้าพเจ้าก็ได้ประกาศให้ชาวบ้านได้ทราบว่าอย่าได้ไปดูถูกหรือดูหมิ่นในเรื่องนี่ แม้ไม่เชื่อก็ฟังหูไว้หู อย่าได้แสดงออกมา ให้เก็บไว้ในใจ ชาวบ้านเหล่านั้นก็ได้ปฏิบัติตามเป็นอย่างดี
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แปลก ซึ่งข้าพเจ้าผู้เขียนเองก็ได้ประสบเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นครั้งแรกของชีวิต บางคนก็หาว่าข้าพเจ้าไปเชื่อตื่นข่าวเอง และไปนับถือผีถือสาง ในเรื่องนี้ข้าพเจ้ารู้ดี ข้าพเจ้าไม่โง่พอที่จะเอาผีเอาสางมาเป็นครูบาอาจารย์ มีแต่ภูติผีปีศาจมานับถือข้าพเจ้าเป็นครูบาอาจารย์ เมื่อเขามีทรัพย์สมบัติฝังไว้ เขาก็ได้มาบอกข้าพเจ้าเอง ไม่ต้องไปบังคับไม่ต้องไปสอบถามให้เหนื่อย มีแต่เขามาบอกให้ไปเอาเอง มีประชาชนได้คาดคะเนเหตุการณ์ไปต่าง ๆ นา ๆ เช่น พระห่วงในสิ่งของในทรัพย์สมบัติ เมื่อตายแล้วก็มาเป็นเปรตเป็นผีจะหนีไปไหนก็ไม่ได้ เพราะเป็นห่วงสมบัติ คงไม่ได้ไปเกิดไปนิพพาน เมื่อเฝ้ามานาน ๆ คงจะเหนื่อย จึงมาบอกกับท่านพระครู ในเรื่องนี้ก็อาจเป็นไปได้เหมือนกัน บางทีก็อาจจะเป็นเทวดาอารักษ์ ปรากฏการณ์ที่ได้กล่าวมานี้
ถ้าพระทั้ง 2 รูปนั้นเป็นภูมิผีปีศาจตามที่คนเข้าใจ คุณงามความดีที่ท่านทั้ง 2 ได้สร้างมา ยังคงไม่ได้ส่งผลให้ท่าน จึงมาเป็นผีเฝ้าสมบัติที่ฝังเอาไว้ แต่ถ้าไม่ใช่พระทั้ง 2 รูปแล้ว ก็คงจะเป็นเทวดาอารักษ์องค์ใดองค์หนึ่ง ซึ่งได้รับมรดกตกทอดมาจากพระภิกษุทั้ง 2 รูปนั้น ให้เป็นผู้รักษาทรัพย์สมบัติไว้แทนท่านทั้ง 2 มาแล้วนานแสนนาน จนวัดวาอาราม กุฏิ วิหาร อุโบสถได้สลักหักพังลงไปจนหมดแล้ว มีแต่หญ้าต้นไม้ต่าง ๆ ขึ้นมาแทน
เข้าใจว่าเทวดาองค์นี้คงไม่มีที่อยู่อาศัย ต้องทรมานนั่งตากแดดตากฝนมานานแล้ว คงนั่งเฝ้าสมบัติด้วยความเบื่อหน่ายเหน็ดเหนื่อยเต็มทน ถ้าเป็นคนธรรมดาก็คงจะนั่งร้องห่มร้องไห้น่าเวทนาอย่างยิ่ง เพราะชั่วระยะเวลานานเป็นร้อยเป็นพันปี ก็ไม่เห็นมีใครมารับเอาสมบัติเหล่านี้ไปทำบุญทำทาน หรือนำไปดูแลรักษาให้ เทวดาองค์นี้คงจะหาผู้ที่จะมารักษาสมบัติเหล่านี้แทนตนเอง พอตกลงจะให้แก่ท่านพระครูพวงที่อยู่วัดศรีฐานใน เมื่อตกลงใจแล้วว่าจะให้แก่ท่านพระครูยังไม่ได้โอกาส ก็พอดีกับสิ่งของหลวงปู่พระครูฟ้ามืดได้ผุถดขึ้นมาเสียก่อน จึงไม่มีโอกาสได้ถวาย จึงได้ถวายใบเสมาไปก่อน ส่วนสิ่งของที่เหลือนั้นเอาไว้โอกาสหลัง จึงได้มาทรงร่างของนายทองคำ เพื่อจะบอกให้แก่ข้าพเจ้าได้ทราบล่วงหน้าไว้
เทวดาองค์นี้คงได้เห็นข้าพเจ้าปฏิบัติข้อวัตรต่าง ๆ ของพระสงฆ์แล้ว เป็นที่ชอบอกชอบใจของท่าน ท่านคงจะมีความพอใจและไว้วางใจในตัวข้าพเจ้าดี จะเป็นผู้รักษาสมบัติเหล่านั้นได้ และคงจะนำทรัพย์สมบัติเหล่านั้นใช้ในทางที่ถูกที่ควร เพื่อบำรุงพระพุทธศาสนา และบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้ เทวดาองค์นี้จึงได้ทรงร่างนายทองคำ ให้เป็นปากเป็นเสียงแทนพระภิกษุทั้ง 2 รูปนั้น เพราะว่าตามที่คนเฒ่าคนแก่เล่าว่าเทวดาจะปรากฏตัวเองไม่ได้ แต่จะเข้าทรงร่างของมนุษย์แทนแล้วจึงบอกในสิ่งที่ตนต้องการ
อนึ่ง บางคนก็คงคิดว่าเมื่อไหร่หรอท่านจะเอาทรัพย์สมบัติเหล่านั้นมาให้ รอวันรอคืนจากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปี เหมือนกับชาวนาที่รอคอยฝนว่าจะตกเมื่อไหร่หนอ เมื่อยังไม่ถึงคราวตกก็จะยังไม่ตก คงเหมือนกับหญิงที่มีครรภ์รอคอยวันที่จะคลอด ถ้ายังไม่ครบกำหนดเวลาก็ยังไม่คลอด
ดังนั้นจึงขอให้ท่านผู้ที่รู้เรื่องและผู้อ่านผู้ฟังให้อดใจทนไปก่อน คือจะได้สอดคล้องกับชื่อของอาจารย์ทั้ง 2 ที่เฝ้าสมบัติอยู่ ก็คืออาจารย์ทน ก็ได้อดทน จงอดจงทนไปก่อน และองค์ที่ 2 คือ อาจารย์เงียบ ก็คือ จะได้หรือจะเงียบไปก็ไม่รู้ บางทีอาจจะจริง บางทีอาจจะไม่จริง ถ้าท่านไม่ให้เรา ก็ไม่เป็นไร ถ้าหากท่านให้ ข่าวคราวทั้งหลายคงจะได้ยินถึงหูท่านอีก แล้วข้าพเจ้าก็จะได้พยายามนำข่าวดีมาบอกมาเล่าแก่ท่านทั้งหลายอีก จึงขอยุติประสบการณ์ของข้าพเจ้าแต่เพียงเท่านี้