กลุ่มเช่าประมูล
สำหรับผู้สนใจ
ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย"หัวใจของผู้บูชา"ด้วยเช่นกัน
***เคล็ดความศักดิ์สิทธิ์***
จะให้ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย"หัวใจของผู้บูชา"ด้วยเช่นกัน
จะให้ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย"หัวใจของผู้บูชา"ด้วยเช่นกัน
ยิ่งศรัทธามากเท่าไหร่ ยิ่งขลังมาก!!!
ยิ่งมากคนบูชา ยิ่งมากความศักดิ์สิทธิ์
ประวัติหลวงปู่หล้า เขมปัตโต วัดบรรพตคีรี ( ภูจ้อก้อ ) อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
อัตตโนประวัติหลวงปู่หล้า เขมปัตโต
วัดบรรพตคีรี ( ภูจ้อก้อ ) อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
|
คำนำ
หนังสือชีวประวัติเล่มนี้ แรกเริ่มคุณอินทร์ถวายมาร้องขอข้าพเจ้าหลาย ๆ ครั้ง (ดังรายละเอียดในรูปเล่ม) ครั้นต่อมา พวกอุบาสกอุบาสิกาของพระพุทธศาสนาทางพระนครหลวง กรุงเทพฯ ได้มาวิงวอนร้องขอข้าพเจ้าให้อนุญาตจัดพิมพ์
ข้าพเจ้าได้พิจารณาหลาย ๆ รอบ หลาย ๆ นัยก็เข้าใจได้ว่าคงเจตนาจะพิมพ์จริง ข้าพเจ้าจึงได้อนุญาตเพราะเห็นว่า จะเป็นประโยชน์ในทางธรรมะบ้างไม่มากก็น้อย ส่วนการติชมของชาวโลกนั้น เป็นธรรมประจำโลกอยู่แล้วไม่ขาดเลย แต่ก็มีหลักเกณฑ์อยู่ว่าไม่ให้ขี้ขลาดต่อความดีของตนอันจะพอทำได้ ให้ขี้ขลาดต่อความชั่วอย่าได้อาจหาญล่วงละเมิด เมื่อมานึกถึงเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็เบาใจได้ปัญญาเกิดขึ้นมาที่ดวงใจให้คำนึง มีใจพอพึงอนุญาตให้ตีพิมพ์
บรรดาท่านผู้จะพิมพ์หนังสืออันเกี่ยวกับธรรมะฟรีไว้เพื่อเป็นคติมากเล่มน้อยเล่มก็ดี เป็นของหาได้ยาก เพราะเกี่ยวกับทรัพย์สินบ้าง เกี่ยวกับไม่มีศรัทธาบ้าง และก็เป็นของหาได้ยากอีกด้วย และอีกอย่างหนึ่งธรรมดาชีวประวัติชาวพุทธแล้ว จะทุกข์จนข้นแค้นในด้านอามิส ลาภยศ สรรเสริญ สุขสักเพียงใดก็ตามที แต่ถ้าหากว่ามีความประพฤติดีมาอาชีวะชอบ เป็นต้น ก็สมฐานะของชาวพุทธอยู่มีชีวประวัติคุณค่าสูง เสียชีพดีกว่าเสียสัตย์ เสียชีวประวัติก็เสียชีพดีกว่า
แท้จริงชีวประวัตินี้จะเขียนหรือไม่เขียน มันก็มีอยู่ในตัวทุก ๆ ท่าน เพราะความลับไม่มีในโลก นตฺถิ โลเก รโห นาม แต่เขียนไว้ดีกว่าไม่เขียน ท่านผู้ชอบอ่านก็จะได้อ่าน ผู้เขียนประวัติของตนเองยังไม่มรณภาพนั้นเองยิ่งดี เพราะมีโอกาสให้ผู้อื่นคัดค้านได้ทุกเมื่อ (สำหรับคำจริงแล้วไม่พูดอีกก็จริงอีก เมื่อยิ่งพูดก็ยิ่งจริง) ท้ายแห่งคำนำโดยย่อนี้ ด้วยเดชพระพุทธศาสนา จงเป็นสุขทุกถ้วนหน้าทั่วทั้งไตรโลกาอยู่ทุกเมื่อ เทอญ.
พระหล้า เขมปตฺโต
|
คำนำ (เพิ่มเติม)
ทุกวันนี้มีไสยศาสตร์ ต่าง ๆ เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนาเป็นต้นว่า พวกรูป เหรียญ ล็อคเก็ตแขวนคอ เหล่านี้เป็นต้น สำหรับตัวของข้าพเจ้าไม่ได้ยินดีด้วยมาแต่ไร ๆ แล้ว และองค์หลวงปู่มั่นก็ไม่ส่งเสริมด้วย ครูบาอาจารย์องค์หลวงปู่มหาบัวก็คือไม่ส่งเสริมและติเตียนฝ่ายที่เคยเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นที่เคยเอาหลวงปู่มั่นไปอ้างอิงว่าเป็นอาจารย์ของตน แล้วก็ทำรูปเหรียญขึ้น รุ่นนั้นรุ่นนี้ แต่ข้าพเจ้าเป็นผู้มีกิเลสมาก ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายมากกว่าเม็ดหิน เม็ดทรายในท้องมหาสมุทร ๔ มหาสมุทรก็ตาม ย่อมไม่ยินดีด้วยทั้งนั้น
เมื่อเป็นดังนี้ เมื่อท่านผู้ใดทำรูป ทำเหรียญข้าพเจ้าไปขายก็ดี หรือเอาไปแจกฟรีก็ดี ข้าพเจ้าไม่ยอมอนุญาตเป็นอันขาด ถ้าใครฝืนก็จะขออารักขาต่อทางการ ถ้าไม่ฟังก็เอาเรื่องตามกฎหมายของบ้านเมือง เพราะทุกวันนี้ยุ่งเหยิ่งในเรื่องเหล่านี้มาก ข้าพเจ้าเข้าใจว่าผู้เล่นไสยศาสตร์มาเป็นพรรคพวกล้าน ๆ คน ไม่เท่าได้ผู้ถึงธรรมแท้มาเป็นพรรคคนเดียว
ปรารภน้อยไม่พออธิบาย ปรารภหลายหาว่าอวดดีจองหอง ถ้าความเห็นของข้าพเจ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิก็มอบให้ทุกข์กับสมุทัยซะ ถ้าหากว่าเป็นสัมมาทิฏฐิก็ทูลถวายต่อมรรคกับนิโรธ ส่วนตัวข้าพเจ้ามีความเห็นอย่างนี้ถอนไม่ออกเสียแล้ว จะว่าอุปาทานก็ยอมรับ
ยุคสุดท้ายบ้านหนองผือ สกลนคร ข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมองค์หลวงปู่มั่น ๔ พรรษาติด ๆ กัน ๒๔๘๙, ๙๐, ๙๑, ๙๒, ๙๓ จนถึงฌาปนกิจองค์หลวงปู่มั่นเสร็จเรียบร้อย ในพ.ศ. ๒๔๙๓ องค์หลวงปู่มั่นไม่มีปฏิปทาไสยศาสตร์ทำรูป ทำเหรียญ ล็อคเก็ต เครื่องลางของขลังอยู่ยงคงกระพัน และวิชาเสน่ห์ วิชาหุงปรอท เป็นต้น เหล่านี้ไม่มีในองค์ท่านเลย จึงลงไปปักษ์ใต้กับองค์หลวงปู่เทสก์ ๓ พรรษา แล้วกลับขึ้นมาจำพรรษากับองค์หลวงปู่มหาบัว ยุคบ้านห้วยทรายอีก ๓ พรรษา คราวอยู่กับองค์หลวงปู่มั่น ๔ พรรษา ติด ๆ กันนั้นจนถึงฌาปนกิจ ถ้าจะบวกกันเข้าก็คล้าย ๆ ๔ ปีกว่า มีองค์หลวงปู่มหาบัวเป็นมือขวาขององค์หลวงปู่มั่นควบอยู่ด้วย ให้เข้าใจว่ายุคบ้านหนองผือนั้น องค์หลวงปู่มั่นไปอยู่ก่อน ๑ พรรษาแล้ว คือ พ.ศ. ๒๔๘๙ ติดต่อกันจนถึงฌาปนกิจ ๒๔๙๓ ดังกล่าวแล้วนั้น มีองค์หลวงปู่มหาบัวเป็นพยานได้
เมื่อเป็นดังนี้ ถ้าข้าพเจ้าปีนเกลียวส่วนนี้ ก็เท่ากับว่าข้าพเจ้าเอาหัวองค์หลวงปู่มั่นมาเหยียบเล่นจริงไหม เทวดาเอ๋ย...
หลวงปู่ หล้า เขมปตฺโต
|
ข่าวอารมณ์
ข้าพเจ้าเป็นผู้มีกิเลสมากไม่พ้นทุกข์ง่ายเลย พอข้าพเจ้าเห็นรูป ๆ เหรียญ ของลางของขลังเกจิอาจารย์ต่าง ๆ ซึ่งกำลังประชันขันแข่งกันในข่าวหนังสือต่าง ๆ ดังอย่างนั้นอย่างนี้ ข้าพเจ้าอยากจะอาเจียนออก และหลงแลบลิ้นออก และก็ขออภัยต่อแดดต่อลมที่ใช้มารยาทอันไม่งามต่อดินฟ้าอากาศ คงจะเป็นเพราะเพ่งออกนอก ไม่ โอปันนยิโก น้อมสอนตน นานาจิตตัง นานาธัมมังในเพศผ้าเหลืองนี้มีมากมายแท้ ๆ ข้าพเจ้าเอาทิฏฐิของโลกมาป้อนทิฏฐิตนเองอย่างนี้ (คงเป็นคนพาลย่อมเพ่งโทษผู้อื่นเป็นกำลัง) แต่ไม่ได้อ้างบาลีเลยนะ
และก็เมื่อพุทธาภิเษกกินขนมและเอาตังค์ และอ้างว่าสงเคราะห์ผู้ใหม่เพื่อได้ทำบุญบ้าง แต่เมื่อผู้ใหม่ติคนิสัยแล้วก็แกะไม่ออก เลยไม่รู้ว่าความหมายของพระพุทธศาสนานี้เป็นรสชาติอย่างไร เป็นเพียงลวงคนโงให้จมดิ่งลงไป หรือประการใดก็ทราบยากนัก แม้ตนเองก็จะพลอยจมดิ่งด้วย วัตถุนิยมที่ได้มาในทางปีนเกลียวของพุทธแท้ธรรมแท้ สงฆ์แท้นี้ ก็ส่อให้บรรดาปราชญ์ให้ธัมมวิจยะ สอดส่องว่า อ้า...พระพุทธศาสนาทรงศักดิ์ศรีสูงกว่าโลกเป็นไหน ๆ ทำไมบรรดาท่านผู้ปฏิบัติรักษาพระพุทธศาสนาใจจึงไม่รักษาเกียรติไว้บ้าง ยอมตัวต่ำช้าหาเลี้ยงชีวิตปีนเกลียวธรรมวินัยของพระองค์ที่ทรงบัญญัติไว้จนดูไม่ได้เล่า ขอให้แดดลมเอ๋ยตอบเถิด
ด้านมรรค ผล นิพพาน ก็คงจะทรงพระนิพพานอยู่ตามเคย หาได้ยอมสละลงมาเล่นกับสนามบ้ากิเลสไม่ บ้ากิเลสก็คงไม่มีวันจะรู้ตัวรู้ใจรู้ธรรมได้ง่าย เคยเดินวนเวียนอยู่หรือวิ่งอยู่ตามถนนสายโลภ สายโกรธ สายหลง สอบได้ปริญญาเอกแบบได้คะแนนเต็ม ชั้นที่ ๑ เสมอ กิเลสชวนเขียนก็เป็นบ้าเขียน เมื่อรู้เท่าบ้าแล้ว บ้าก็คงละอายบ้างกระมัง พระบรมศาสดาเมื่อรู้เท่ามารแล้ว มารก็หายวับไป ณ ที่นั้น แต่เรารู้เท่าสัญญาความจำ ความจำก็คงเบาจากอุปาทานแล้ว อุปาทานไม่มีในปัจจุบันแล้ว อุปาทานในอดีต อนาคตก็ต้องหายไป ณ ที่นั้นเอง ที่นี้เองละนะอนิจจา และก็ว่าตามเป็นจริงแล้วเราจะยึดถืออะไรก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่ามันล่วงไปเองไม่จำเป็นเราจะไปสมมุติให้มันเกิดดับ มันเกิดดับเอง แต่มีหน้าที่รู้ตามเป็นจริงเท่านั้นเอง...
หลวงปู่ หล้า เขมปตฺโต
|
นโม เม สัพพพุทธานัง
นโม เม สัพพสัจจธัมมานัง
นโม เม สัพพสังฆานัง
ขอนอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย พร้อมทั้งพระอริยสัจธรรม และพระอริยสงม์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ระลึกได้ไม่ระลึกได้ก็ดี ขอผูกขาดจองขาด เคารพนอบน้อมอยู่ในกาลทุกเมื่อ เอาเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่ปฏิบัติบูชา เพื่อดับทุกข์ทั้งปวงโดยไม่เหลือในปัจจุบันชาตินี้เทอญ
ดูก่อนท่านผู้ใจสูงธรรมสูงทุกถ้วนหน้า แมลงภู่แมลงผึ้งไม่เบื่อหน่าย ร่าเริงบันเทิงใจในเกสรดอกไม้ฉันใด บรรดาท่านผู้ใจสูงธรรมสูง ก็ไม่เบื่อไม่หน่าย ย่อมร่าเริงบันเทิงใจบันเทิงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณ เปิดเผยไว้แล้ว
อนึ่ง อันว่า ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้นเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เลย เรื่องทุกข์จิตทุกข์ใจนานาอเนกเพิ่มเข้าอีกเล่า ก็ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นอีก หาประมาณไม่ได้
เมื่อยังไม่มีญาณอันถ่องแท้ว่าพ้นทุกข์ในสงสาร จะสำคัญตัวว่าเป็นสุขสักเพียงใดก็ตาม ก็เป็นเรื่องโกหกพกลมตนเองอยู่โดยตรง ๆ แบบไม่รู้ตัวอีกด้วย มิหนำซ้ำเป็นวิชาทำตัวให้เป็นหมันอีกด้วย เพราะวันเวลาชีวาล่วงไปไม่กลับหลัง กรรมนิยมกรรมบันดาลผูกมัดรัดไว้ ให้กลายเป็นธรรมเมาธรรมมัวไป พระอรหันต์จำพวกเดียวเท่านั้น จะอยู่เหนือธรรมและผลของกรรมไปได้ เหลือนอกนั้นยังเป็นทาส อยู่ได้อำนาจกรรมและผลของกรรมทั้งนั้น แต่กรรมและผลของกรรมนั้น ว่าโดยย่อจำแนกออกเป็นสอง เป็นโลกิยกรรมหนึ่ง เป็นโลกุตรกรรมหนึ่ง โลกิยกรรมนั้นแบ่งออกเป็นหลายจำพวก เป็นพวกมนุษย์ก็มี เป็นสัตว์เดรัจฉานก็มี เป็นเปรตก็มี เป็นสัตว์นรกก็มี เป็นเทวดาก็มี เป็นพรหมก็มี สารพัดจะบรรยายให้จบได้เพราะมากมายนัก
ส่วนที่เป็นโลกุตรกรรมนั้น มีอยู่เจ็ดจำพวก นับแต่พระโสดาปัตติมรรคไป จนถึงพระอรหัตมรรค (เว้นพระอรหัตผลเสีย) เมื่ออยู่ใต้กรรมและผลของกรรมแล้ว ผู้ที่เชื่อกรรมและผลของกรรมลงได้สนิทแล้ว เรียกว่า ได้ทรัพย์ขุมต้น คือขุมศรัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และก็จะรู้จักเลือกเฟ้นสิ่งที่ควรหรือไม่ควร เพราะได้ดวงตาดวงปัญญาดวงธรรมแล้ว ขุมทรัพย์ภายในขุมอื่น ๆ ก็เปิดประตูรับไปในตัว
ศรัทธาที่ประกอบกับปัญญาสมดุล จึงเป็นอริยศรัทธาเบื้องต้น พรหมจรรย์ของพระพุทธศาสนา เป็นศรัทธาปัญญาที่บรรจงก้าวหน้าด้วยศรัทธาและปัญญาที่สมดุลกัน เพื่อหลุดเพื่อพ้นจากปัญหาโลภ ปัญหาโกรธ ปัญหาหลงของตนที่ดองสันดานมานมนาน ศรัทธาและปัญญาชั้นนี้ เป็นอาวุธพอที่จะต่อสู้กับความหลงชั้นกลางได้บ้างแล้ว ต้องเอาออกให้เสมอ ๆ ไป ความหลงนับวันจะตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว
ชีววิสัยที่นิยมใช้กันในโลก ๆ ว่าเรา ๆ ท่าน ๆ เขา ๆ เป็นต้น บัดนี้ได้ล่วงกาลผ่านเวลามาถึงเจ็ดสิบปีเข้าแล้ว ถอนตัวมาปฏิบัติฝ่ายธุดงควัตรตั้งแต่ ๒๔๘๘ จนถึงเวลาที่กำลังเขียนอยู่นี้ เป็นวันที่ลงมือเขียนวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ แล้ว พรรษา ๓๖ ย่าง ล่วงมาผ่านกองทุกข์มาน่าสังเวช เป็นเหตุให้นึกคำนึงถึงการเขียนชีวประวัติและก็มีพระภิกษุอินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก หาสมุดมาไว้ให้เขียนทั้งหลาย ๆ เล่ม พร้อมทั้งนิมนต์วิงวอนให้เขียนด้วย ที่เธอหาสมุดมาให้ ก็เป็นเวลาล่วงมาสองสามปีแล้ว และก็มีคุณเวินที่จำพรรษาอยู่ด้วยมาได้หลายปี ได้กล่าวว่า ท่านอาจารย์อินทรถวายมาเยี่ยมคราวใด ก็ได้ถามกระผมอยู่เสมอว่า องค์ท่านเขียนแล้วหรือยัง กระผมตอบว่ายังไม่ทันได้เอาใจใส่เขียน เมื่อเป็นดังนี้ เหตุผลในการเขียนก็จวนตัวผู้เขียนเข้ามา และคุณอินทรถวายเล่าก็ได้บวชอยู่กับเจ้าตัว ได้รับทุกข์ลำบากมาก ในยุคต้นของภูจ้อก้อมาติด ๆ กันเก้าพรรษา และโยมบิดาโยมมารดาของเธอพร้อมทั้งวงศ์ตระกูลของเธอด้วย ก็ปฏิบัติใกล้ชิดกับภิกษุสามเณรฝ่ายปฏิบัติมานมนานด้วย นับแต่ยุคห้วยทราย หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นมาจนถึงปัจจุบันยุคภูจ้อก้อนี้ ถ้าไม่บรรยายมาบ้าง ก็คล้าย ๆ กับว่าจะแอบได้แอบเสียในประวัติของตน ยกหางตนเองขึ้น เหมือนโคและกระบือถ่ายอุจจาระออก แต่ก็ต้องยอมเสียสละการติชมก่อน จึงจะลงมือเขียนได้ ถ้าหวังจะแบกการติชมไปพระนิพพานด้วย หลังก็จะหักตายเกิดคาโลกอยู่ ไปไม่ได้
การเขียนประวัติของตนเอง พร้อมทั้งเผ่าพงศ์วงศ์ตระกูลของตนที่ผ่านมาในสงสารเฉพาะปัจจุบันชาติ นับแต่รู้เดียงสามาคงไม่เหลือวิสัยอะไรนัก ทั้งจะได้เพิ่มธรรมสังเวชเข็ดหลาบในชาติ ๆภพ ๆ เพิ่มขึ้น พระบรมศาสดาระลึกชาติได้โดยไม่ยากตั้งล้านอสงไขย พระอรหันต์สาวกสาวิกาจำพวกบุพเพนิวาสก็ดี ก็ระลึกได้หลาย ๆ กัปหลาย ๆ กัลป์ เราเพียงแต่จะระลึกแต่รู้เดียงสามาจนถึงแก่ลัก ๆ ลั่น ๆ บ้างก็ถือว่าเหลือวิสัยเสียแล้ว
อนึ่ง ท่านผู้อื่นเขียนประวัติของเรายอมถูกบ้างผิดบ้าง แต่ต้องผิดนั่นแหละเป็นส่วนมาก เพราะไม่ได้ติดตามกันอยู่ทุกอิริยาบถของกาย วาจา จิต เพราะสมัยนั้น ๆ ยุคนั้น ๆ เจตนาของจิตเจตสิกตั้งไว้อย่างไรบ้าง เป็นต้น ก็ไม่สามารถจะรู้ได้ เพราะไม่ใช่เจ้าของประวัติ เจ้าของประวัติเขียนเอง ก็รับผิดชอบได้สนิท มอบบาปบุญคุณโทษไว้กับเจ้าของประวัติชะ
หันมาปรารภวงศ์ตระกูลฝ่ายบิดา เป็นคนชาวนา ปู่ทวด ย่าทวด ได้มรณะเสียแล้ว ส่วนปู่นั้น ชื่อปู่นามฮุง นามสกุลเสวตร์วงศ์ อยู่บ้านงอย อำเภอหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี มณฑลอุดร เพราะสมัยนั้นเป็นมณฑล แต่คุณปู่คงเกิดก่อนตั้งเมืองอุดรมานมนานแล้ว พี่ชายของคุณปู่ชื่อธรรมวงษ์ น้องชายของคุณปู่อีกคนชื่อ อั้ง น้องชายของคุณปู่อีกคนชื่อ เฒ่าขี้คุย แต่ชื่อจริงของท่านแท้ไม่รู้ได้ คุณย่าชื่ออะไรไม่ทราบได้ คุณย่ามรณะไป ข้าพเจ้ายังเล็กอยู่ วงศ์ตระกูลคุณย่าก็ไม่ชัดได้ และก็น่าเสียดายที่ไม่ได้เรียนถามบิตามารดาไว้ และก็ต้องยอมรับว่า โง่ ๆ เง่า ๆ ที่ล่วงไปแล้ว
คุณปู่คุณย่ามีบุตรร่วมกันสิบคน ชายห้า หญิงห้า
คนที่หนึ่ง คือนางอ่อนศรี มีลูกสามคน คุณป้าอ่อนศรีมีอายุยืนแปดสิบปี
คนที่สอง ชื่อนางคำมี มีบุตรสี่คน
คนที่สาม ชื่อนางเป้ มีบุตรห้าคน
คนที่สี่เป็นโยมบิดาของข้าพเจ้า ชื่อว่า นายคูณ เสวตร์วงศ์ จารย์คูณก็ว่า ท่านมีบุตรแปดคน หญิงห้าคน ชายสามคน
คนที่หนึ่งชื่อว่า นายสิงห์ (ทิดสิงห์)
คนที่สองชื่อนางสีดา
คนที่สามชื่อนายทองดี (ทิดทองดี) ผู้ใหญ่บ้านทองดีก็ว่า
คนที่สี่ชื่อ นางบุญมี
คนที่ห้าชื่อ นางจันที
คนที่หกชื่อ นางแก้ว
คนที่เจ็ดชื่อ นางแหวน
คนที่แปดคือ ข้าพเจ้าผู้เขียนนี้เอง
แปลว่า ข้าพเจ้าเป็นลูกคนสุดท้องของมารดา ให้เข้าใจว่าลูกทั้งแปดคนนี้สี่ปีเป็นระยะ ๆ จึงเกิดร่วมกันคราวหนึ่ง แต่ปัจจุบันที่เขียนนี้ ยังมีชีวิตอยู่เพียงพี่สาวสองคนเท่านั้น คือพี่แก้วกับพี่แหวน แต่ก็ต่างคนก็ต่างแก่ตามธรรมชาติของธรรมฝ่ายสังขาร อายุขัยเทียบได้กับเวลาสายัณห์ตะวันเย็นริบหรี่ ๆ ลงลับขอบภูเขาหรือขอบฟ้า ถ้าสติปัญญาไม่กล้าเหนือไปจากความที่ว่าหลง ๆ ไหล ๆ ต้องตายคาไตรเหตุแล
ลูกของคุณปู่ผู้อันดับห้าชื่อ นายบุญ กำนันบุญก็ว่า มีบุตรสี่คน
ลูกคุณปู่คนที่หกชื่อ นางลุน มีบุตรเจ็ดคน
ลูกของคุณปู่คนที่เจ็ดชื่อ นายปาน (กำนันปาน) มีลูกหนึ่งคน
ลูกของคุณปู่คนที่แปดชื่อ นายด้วง (ทิดด้วง) มีบุตรสามคน
ลูกของคุณปู่คนที่เก้าชื่อ นางแสง มีบุตรห้าคน
ลูกของคุณปู่คนที่สิบ คือ นายหล้า (ผู้ใหญ่บ้านหล้า) มีบุตรสี่คน
ที่ปรารภฝ่ายโยมของบิตามานี้ ถ้าจะบรรยายถึงลูก ๆ หลาน ๆ เหลน ๆ ของท่านให้ละเอียดแล้ว ก็จะไม่ได้จบสิ้นโดยง่าย แม้จะเป็นเชื้อสายวงศ์น้อย และวงศ์ใหญ่สักเพียงใดก็ตาม ก็ไม่พ้นแตกสลายตายไป เมื่อไม่พ้นจากกรรม ก็ต้องอยู่ใต้กรรมและผลของกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วทั้งนั้น เมื่อกิเลสยังไม่จบสิ้น ก็จะได้มาเที่ยวเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นญาติกัน ในทางกิเลสทั่วทั้งสรรพไตรโลกาอยู่นี้แล
ที่กล่าวมา ก็พอให้เป็นหลักสมดุลกับการเขียนประวัติบ้างเท่านั้น จะเอาอดีต อนาคต ปัจจุบันไปพระนิพพานด้วยย่อมเป็นไปไม่ได้ ที่มักอ้าง มักอาศัยปัจจุบันเป็นมรรคภาวนาเอาเป็นตัวศีล สมาธิ ปัญญา กลมกลืนกันทันเวลา ก็เพื่อมิให้สงสัยภาวนาเรียงแบบอยู่หนังสือภายนอก จะกลายเป็นงมปลานอกแหนอกอวน ชวนให้ส่งส่ายไปทางนอก จะไม่รู้จักวิธีเดินทางแห่งมรรคจิตมรรคใจ มรรคสติมรรคปัญญา จึงได้เอาจิตเอาธรรมพร้อมทั้งสติปัญญาในปัจจุบัน เป็นเรือเป็นแพแจวข้ามฟากความหลง เมื่อข้ามได้แล้วย่อมไม่ติดผู้รู้อยู่ ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบันด้วย เพราะไม่ได้ไปปล้นจี้เอาอดีต เอาอนาคต เอาปัจจุบันมาเป็นตัวตนให้เป็นกังวล เพราะทอดอาลัยด้วยญาณอันถ่องแท้สลัดคืนแล้ว พร้อมทั้งถอนอาลัยอยู่ในตัว การทะเยอทะยานในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ที่เรียกว่าตัณหา ก็ดับลงไป ขณะเดียวพร้อม ๆ กันในตัว ไม่มีอันใดก่อนอันใดหลัง เหมือนพระอาทิตย์ส่องแสงจ้า มืดนั้นแลนาก็หายไปพลันทันกาล
ถ้าจะปรารภแต่พงศาคณาญาติ ไม่มีธรรมเป็นบทบาทมาว่าบ้าง ก็ดูว่าไปหน้าเดียวเตลิดเปิดเปิง ใจไม่บันเทิงเพราะเป็นเรื่องโลก ๆ ท่านผู้มีปัญญามาอ่านพบเข้าก็จะหัวเราะเยาะ เรื่องการเขียนและการอ่านก็คงออกมาจากกายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขารทั้งนั้น พระนิพพานมิได้มาอ่านด้วย มิได้มาเขียนด้วยเพราะมิได้รับใช้สังขารใด ๆ
ขออภัยท่านผู้อ่านมาก ๆ เรื่องวงศ์ตระกูลฝ่ายบิดา สำหรับโยมบิดาของข้าพเจ้า ท่านมรณะก่อนโยมมารดา ๓ ปีท่านเป็นโรคชราอายุย่างเข้า ๘๐ ปี ท่านไม่กระวนกระวายตอนหัวค่ำ ในวันนั้นลูกทั้งหลายล้อมท่านที่นอนป่วยอยู่ ท่านสั่งว่า อะไร ๆ พ่อก็ได้สั่งไว้แล้ว ลูก ๆ อย่าได้ทะเลาะกัน วันนี้เองคืนนี้เองอย่าพากันมารบกวนให้พ่อกินน้ำ พากันอยู่นิ่ง ๆ พ่อจะนอนภาวนา แล้วทายไว้แต่หัวค่ำว่า ส่องแสงเงินแสงทองในตอนเช้านี้พ่อจะตาย นี้หมายความว่า ทายแต่หัวค่ำคืนนั้น เพราะเหตุว่าพ่อรู้ในตัวของพ่อแล้ว ธรรมดาคนเราเมื่อเสลดขึ้นพันคอแล้วไม่มีกำลังขากออกก็ต้องตาย ลูกเอ๋ย ที่นี้ส่วนลูกทั้งหลายมีข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าสมัยนั้น ข้าพเจ้ายังไม่ทันบวชมีครอบครัวอยู่ และในคืนวันนั้นเอง บิดานอนตะแคงข้างขวาไม่กระดิกตัวเลยตลอดรุ่ง พอถึงเวลาที่ท่านนั้นหมายท่านก็เงียบไปเลย ไม่กระดิกให้ปรากฏในส่วนกายอันใดเลยแม้แต่นิดเดียว ลูกทั้งหลายที่จ้องดูอยู่จนไม่เห็นพิรุธคล้ายคนหลับไปเลย ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ท่านได้ทราบข่าว ว่าน่าอัศจรรย์นัก
ข้อที่ควรเขียนพิเศษ ข้าพเจ้าเป็นลูกคนสุดท้อง ไม่เคยเห็นบิดาดื่มสุรา ไม่เคยเห็นเครื่องดักสัตว์น้ำสัตว์บกไว้ในตัวท่าน แต่เป็นคนไม่รวยและไม่ยอมเป็นหนี้ใคร ผู้ที่ท่านรวย ๆ สมัยนั้น ธรรมดาคนบ้านนอกมีเงินเหรียญบาทในสมัยนั้นหนึ่งหมื่นบาท ก็เล่าลือว่าเป็นคนรวยที่สุดสมัยนั้น แต่สำหรับบิดาของข้าพเจ้ามีเงินเพียงร้อยบาทเท่านั้น แต่ชอบให้ทานที่สุด ผู้มีเงินหมื่นบริจาคทานห้าบาท บิดาของข้าพเจ้าขี้ทุกข์ ๆ ก็ได้ทานห้าบาทด้วยเหมือนกัน ในครอบครัวของบิดาข้าพเจ้า ถ้าไม่ได้ใส่บาตรวันหนึ่งก็ทะเลาะกัน
ย้อนมาปรารภเผ่าพงศ์วงศาของโยมมารดา ท่านเป็นคนอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เป็นคนชาวนาโต้ง ๆ แม้วงศ์ของโยมบิดาก็ดี มารดาก็ดี เป็นลาวละว้าอย่างเต็มภูมิ พูด (คำว่า) ยี่สิบ ไม่เป็น พูดเป็นแต่ ซาว (หมายความว่าในการนับ) แต่ตาทวดยายทวดนั้น ไม่รู้ประวัติเสียแล้ว เพราะมิได้เรียนถามท่านไว้ รู้จักแต่ชื่อคุณตาและคุณยายเท่านั้น โยมคุณตาชื่อวิเศษ โยมคุณยายชื่อตุ้ม แต่ไม่รู้จักนามสกุล โยมคุณตา โยมคุณยายมีบุตรด้วยกันหกคน
คนที่หนึ่งชื่อ นางหนู
คนที่สองชื่อ นางคำ
คนที่สามชื่อ นางแพง คือ โยมมารดาของข้าพเจ้า
คนที่สี่ชื่อ นางงวก
คนที่ห้าชื่อ นางข่า
คนที่หกคือ นางหล้า พอนางหล้าโตมาพอคลานเป็น คุณโยมยายก็มรณะไปเสียแล้ว ในขณะนั้นโยมป้าหนูผู้เป็นลูกหัวปี ก็มีอายุราวสิบเก้าปี เมื่อโยมคุณตาทำฌาปนกิจ พร้อมทั้งทำบุญอุทิศถึงโยมคุณยายที่มรณะไป เสร็จสิ้นแล้ว จึงคำนึงว่าเราจะอยู่บ้านดู่โรงนานี้ต่อไป ก็ดูว่าอนาคตแผ่นดินจะดับแคบ และเวลานี้โจรผู้ร้ายก็ชุกชุม ในอนาคตเล่าก็จะชุกชุมหนักขึ้นอีก เราทราบอยู่แล้วว่าทางเหนือบ้านหมากแข้ง คือค่ายมีที่ดินกว้างขวางว่างเวิ้งมากมายนัก เราขายไร่นาเรือกสวนบ้านช่อง แล้วพาลูกโยกย้ายขึ้นไปอยู่เห็นจะเป็นการไม่ฝืดเคืองในอนาคตมากกระมัง
เมื่อโยมคุณตาตกลงใจดังนี้แล้ว ก็ขายของทอดเทแบบลดราคา พาลูกสาวทั้งหกคน หาบเอาของที่พอหาบได้ เดินด้วยฝีเท้า บ้านแตกสาแหรกขาด ผู้มรณะไปก็ยังไม่ทันนาน อนิจจตาธรรมตามนำทำให้วิโยค จิตใจโศกติดคล้อยละห้อยหวน มีแต่ทุกข์ทั้งมวลในสรรพไตรโลกา ผู้กำลังเขียนอยู่นี้นาเป็นบุตรหลานของท่าน อารมณ์อันน่าสังเวชมาผ่าน ก็ยิ่งปรากฏคุณบิดามารดา ปู่ย่า ตายาย มีพระคุณมากหลายอเนกอนันต์ เทียบกับพระคุณของพระอรหันต์ก็ได้ไม่ผิด พระบรมศาสดาเป็นพระมหาบัณฑิต ได้กล่าวไว้แล้ว ปลงใจเชื่อแล้ว พร้อมทั้งยกธงขาว ไม่มีวันจะกล่าวลบหลู่ดูแคลน ฝังใจลงแน่นเท่ากับภูเขาหลวง จนลุล่วงถึงซึ่งพระนิพพานไม่หวังเนิ่นนานในปัจจุบันชาติแล
หันมาต่อเรื่องโยมแม่กับโยมคุณตา พาครอบครัวโยกย้ายบ่ายหน้า ขึ้นมาทางเหนือด้วยฝีเท้า โยมป้าหนูผู้เกิดหัวปีหาบเอาของอันพอจะเอาได้ โยมป้าคำอุ้มเอาน้องผู้ชื่อว่าหล้าพอคลานเป็นนั้น ผลัดเปลี่ยนกันกับมารดาของข้าพเจ้าผู้ชื่อนางแพง ซึ่งขณะนั้นอายุราวสิบสองปีเท่านั้น สิบห้าคืนสิบห้าวันจึงถึงถิ่นอุดร ที่เรียกกันว่าค่ายหมากแข้ง (หมายเหตุ คำว่า ค่ายหมากแข้งนั้นเพราะสมัยนั้นยังไม่ทันใส่ชื่อจังหวัดอุดรธานี) ในสมัยนั้น อยู่ห่างจากอุดรปัจจุบันไปทางทิศเหนือประมาณสิบกว่ากิโลเมตร ก็เลยตั้งบ้านอยู่ที่นั้น ได้ชื่อว่าบ้านกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีจนบัดนี้
โยมคุณตาได้สงวนที่ดินไว้หลายร้อยไร่ และสงวนเลี้ยงโคและกระบือไว้เป็นจำนวนร้อยกว่าตัว วัดบัวบาน บ้านกุดสระอันสืบมาจนถึงทุกวันนี้ ก็เป็นที่ดินของโยมคุณตาทั้งนั้น โยมคุณตาเข้าใกล้ชิดวัดอย่างโชกโชนตลอดเกี่ยวกับปัจจัยสี่ บ้านของวงศ์ตระกูลนี้ก็อยู่รอบวัดทางทิศใต้และทิศตะวันตกของวัดเป็นส่วนมาก พอบ้านกุดสระนั้นเจริญขึ้น เพราะทยอยกันมาจากโคราช อำเภอปักธงชัยอีกก็มาก มาจากที่อื่นก็มี กลายเป็นตำบลมีหลังคาเรือนประมาณสองร้อยหลัง เจ้าอาวาสได้เป็นอุปัชฌาย์มีผู้เคารพนับถือโด่งดังในสมัยนั้น เป็นมหานิกาย นิยมเรียนมูลเดิมและเทศน์ใบลาน
ปรารภเรื่องติดต่อไปอีกว่า ลูกสาวของโยมคุณตาทั้งหกนี้ สมควรแก่เวลาอายุแต่ละรายของลูกสาวแล้ว ก็แต่งงานมีครอบครัวขึ้นที่บ้านกุดสระทุก ๆ คน
เมื่อคิดดูแล้ววงศ์ตระกูลฝ่ายมารดาก็ดี ฝ่ายบิดาก็ดี ของข้าพเจ้าผู้เจ้าของประวัตินี้ ถ้านับทั้งลูก ๆ หลาน ๆ เหลน ๆ ของท่านทั้งหลายเหล่านั้นรวมกันเข้า ทั้งผู้ตายและผู้เหลือที่สืบไปเป็นทอด ๆ แล้ว จะเป็นคนกี่ร้อยครอบครัว ถึงแม้ว่ามนุษย์ เทวดา มาร พรหม ตลอดถึงสิ่งที่เป็นรูปขันธ์ นามขันธ์ จะเกิดขึ้นแล้วแปรปรวนและดับไป ในสรรพไตรโลกธาตุก็จริง ถึงกระนั้น ก็ยังยัดเยียดเบียดเสียดกันอยู่ พร้อมทั้งสรรพกองทุกข์ด้านกิเลสภายในด้วย และ (ในสมัย) รัชกาลที่หกก็มีพลเมืองในประเทศไทยเราสิบสี่ล้านเศษเท่านั้น แต่ปัจจุบันที่กำลังเขียนอยู่นี้ สี่สิบล้านแล้วหรือไฉน
สังขารทั้งปวงที่มีใจครองและไม่มีใจครองก็ดี เกิดขึ้นอยู่ทุกกาล แปรปรวนอยู่ทุกกาล ดับไปทุกกาล
นอกจากสังขารไม่มีอันใดจะเกิดขึ้น นอกจากสังขารไม่มีอันใดจะแปรปรวน นอกจากสังขารไม่มีอันใดจะดับไป นอกจากสังขารไม่มีอันใดจะเป็นทุกข์
นอกจากทุกข์ก็ไม่มีอันใดจะเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ก็ไม่มีอันใดจะแปรปรวน และดับไป นอกจากอนิจจังก็ไม่มีอันใดจะเกิดขึ้นตั้งอยู่แปรปรวน และดับไป นอกจากอนิจจังก็ไม่มีอันใดจะเป็นอนิจจัง และก็ไม่มีอันใดจะเป็นทุกขัง นอกจากทุกข์ไม่มีอันใดจะตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ก็ไม่มีอันใดจะแปรปรวน นอกจากทุกข์ก็ไม่มีอันใดจะดับไป ทุกข์เท่านั้นแหละเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นแหละแปรปรวน ทุกข์เท่านั้นแหละดับไป
ทุกข์ก็ดี อนิจจังก็ดี ก็มีความหมายอันเดียวกัน จะปรารภอนิจจังโยงมาหาทุกขัง จะโยงทุกขังมาหาอนิจจัง กลับไปกลับมาก็มีความหมายอันเดียวกัน ถ้าเข้าใจว่าเป็นความหมายคนละอันแล้ว เรียกว่า หลงบัญญัติและปัญญาก็ยังไม่ชัดแจ้ง ไม่พ้นความสงสัยในอนิจจังและทุกขัง
ส่วนอนัตตาเป็นธรรมอันลุ่มลึกในพระพุทธศาสนามากมายนัก ถ้าขาดปัญญาญาณอันถ่องแท้แล้ว ก็มักจะยืนยันว่าสูญจนเลยเขตเลยแดนเลยเถิดไป เมื่อไม่รู้แจ้งชัดในอนัตตาแล้ว ไฉนจะไม่ติดอยู่ในอัตตาด้วย ไฉนจะไม่ติดอยู่ในอนัตตาด้วย นักภาวนาเกิดทุ่มเถียงเกี่ยงงอนกันในเรื่องอนัตตาจนหน้าดำหน้าแดง จนกลายเป็นสงครามกิเลสอนัตตาเป็นส่วนมาก อัตตา อนัตตา ไม่ใช่ไฟกิเลส ไม่ใช่ไฟทุกข์ ไม่มีพิษสงอันใด จริงตามสมมติ จริงตามปรมัตถ์เท่านั้น เพราะปรมัตถ์เป็นธรรมฝ่ายลุ่มลึกของความเป็นจริงอันลึกซึ้ง มีทั้งเกิดทั้งดับ และมีทั้งไม่เกิดไม่ดับรวมกันอยู่ ถ้าเทียบกับอาหาร ก็มีทั้งก้างและเนื้อและกระดูก รวมอยู่ในถ้วยหรือในชามหรือในหม้ออันเดียวกัน นักวิจัยไม่พิสูจน์ให้ชัดในกรรมฐาน ปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรมที่ตนตั้งไว้มั่นโดยเฉพาะ ย่อมถูกต้มโดยความหลงใหลของตนเองที่ดองอยู่ในขันธสันดานที่ล้อมรอบอยู่ในเมืองจิตใจ
พลิกจิตตสังขารมาปรารภประวัติต่อไป ข้าพเจ้าเกิดวันที่ ๑๙ ปีกุน เดือนกุมภาพันธ์ ขึ้น ๓ ค่ำ วันจันทร์ เวลาตอนเช้า พ.ศ. ๒๔๕๔ นี่เป็นโยมมารดาบอกอย่างชัดแจ้ง ธรรมชาติของโยมมารดาข้าพเจ้ามีนิสัยชอบจดจำ ลูกทั้งแปดคนเกิดออกจากอุทร ท่านจำวันเกิดข้างขึ้นหรือข้างแรม เดือนปีได้ทุก ๆ คน ไม่สุ่มเดาและไม่เก้อเขินเลย แปลกแต่ไม่รู้วันที่ คงจะเป็นเพราะท่านไม่รู้หนังสือ
ทีนี้บ้านที่ข้าพเจ้าเกิด บ้านกุดสระ หมู่ที่ ๒ ตำบลกุดสระ อำเภอหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี มณฑลอุดร (สมัยนั้นเป็นมณฑล) (แต่ไม่ตรงกับใบสุทธิเมื่ออุปสมบท เพราะเมื่ออุปสมบท เขียนหมู่ที่ตำบล อำเภอตามปัจจุบันที่อุปสมบท) แล้วก็วิทยฐานะ ป.๒ เท่านั้น อาชีพทำนาตลอดทั้งโคตร บิดานายคูณ นามสกุลเสวตร์วงศ์ มารดาชื่อนางแพง บ้าน อำเภอ จังหวัด มณฑล เขียนไว้แล้วในหน้านี้ เพราะเขียนลักลั่นสุ่มสี่สุ่มห้า นึกเห็นอันใดก็เขียนลงคดี ไม่เอาไปตรวจในสนามหลวง เอาคะแนนอันใดหรอก และคงไม่มีโทษ
ขณะที่มีอายุหกปี ได้ถามบิดาว่า “พ่อ บ้านของเรามีบุญหรือไม่”
พ่อตอบว่า “มี”
ถามต่อไปว่า “มันเป็นก้อนเหลือง ๆ หรือพ่อ”
พ่อตอบว่า “เออ มันเป็นก้อนเหลือง ๆ นั้นแหละลูก”
พ่อตอบลูกแล้วพ่อก็เลยยิ้มอยู่ และเวลาโอกาสได้ไปนา พี่สาวทั้งหลายก็ดำนาอยู่ ส่วนตนก็เล่นอยู่ตามนาที่คราดแล้วเตียน ๆ ใกล้ ๆ นั้น บิดาปรารภเย็น ๆ ขึ้นพร้อมทั้งชี้มือว่า “นาตอนนี้จะให้ลูกคนนั้น คนนี้ ส่วนบักหล้าจะให้แถวนี้ไป”
ตอบพี่สาวและบิดาว่า “ไม่เอาหรอก”
พี่สาวพูดต่อไปว่า “ไม่เอา มึงจะไปเอาที่ไหน”
ตอบพี่สาวว่า “นั่นวัดข้า นั่นนาข้า”
แล้วชี้มาทางวัด เพราะวัดก็อยู่ใกล้นาบ้าง เมื่อบิดาได้ยินแล้วก็ยิ้ม และก็ได้เคยไปเล่นในวัดเป็นนิจในฤดูแล้ง เพราะบ้านอยู่ใกล้วัด ภิกษุหนุ่มสามเณรหนุ่มท่านชอบพูด ชอบถามด้วย เมื่อได้ยินท่านท่องหนังสือก็ดี เทศน์ตามใบลานก็ดี เป็นสำเนียงอีสานฟังแล้วจับใจ เนื้อความในการเทศน์ดังนี้
“เม มะยา ตนผู้ข้าชื่อว่าอานนท์ สุตัง สุตตะวา อันว่าสูตรอันนี้ ได้ฟังแล้วจากพระพุทธเจ้าแห่งเรา แท้ดีหลีแลนา” ดังนี้ เป็นต้น
พ.ศ. ๒๔๖๕ ก็ออกจากโรงเรียนได้เพียง ป.๒ เท่านั้น ในระหว่างอายุสิบสองปี ได้มีพระธุดงค์องค์หนึ่งได้มาพักอยู่ที่ตอนหัวนา บิดาก็ไปทำร้านถวายให้พัก ท่านจะพักที่นั้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ พรรษาของท่านล่วงแล้ว ๗ พรรษา ชื่ออาจารย์คำภา อยู่บ้านโพนเลา อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี บิดาของท่านเคยเป็นสหายกับบิดาข้าพเจ้า และตัวของท่านก็เคยเป็นสหายกับพี่ชายของข้าพเจ้า ผู้ชื่อว่าทิดทองดี จึงเป็นที่คุ้นเคยเคารพนับถือกันมาแต่ยุคบิดาตลอดมาปัจจุบัน
เวลาที่พระธุดงค์พักอยู่ที่นั้น เมื่อเลิกจากโรงเรียนแล้ว บิดาข้าพเจ้าก็ให้ข้าพเจ้าไปรับต้มน้ำร้อนถวายท่าน ก่อนเก้านาฬิกาตอนเช้าก็เหมือนกัน ไปคอยรับให้ท่านเพื่อประเคนของ คนอายุ ๑๒ ปีรู้สึกสังเกตพระเป็นโดยไม่มีใครบอก เมื่อเห็นท่านมีอากัปกิริยาเรียบร้อย พร้อมทั้งฉันในบาตรรวมลงทั้งหมดทั้งหวานและคาว เอาข้าวและกับไว้ในบาตร พอดี เหลือไว้ในบาตรเพียงสองสามคำ แลไม่ฉันอืดอาดอยู่นานด้วย รีบล้างมือและปาก และล้างบาตรเช็ดเรียบเร็วพลันเรียบร้อยคล่องแคล่ว ไม่ปึงปังป๊กเป๊กอะไร ก็ยิ่งรู้สึกเลื่อมใส เคารพรักองค์ท่านมาก ผิวพรรณวรรณะของท่านก็ผ่องใสและเดี๋ยวนี้ก็ไม่จืดจางองค์ท่าน ระลึกเวลาใดก็ไม่จืดจาง คงไม่หนีจากรสเค็มคือเกลือ
บิดาของข้าพเจ้าย่อมไปนอนด้วยองค์ท่านทุกคืน ศึกษาธรรมะ ท่านเล่าให้บิดาฟังว่า เดินธุดงค์ไป ก้มหน้าทอดจักษุพอประมาณ ภาวนาพุทโธ ติดต่อไปพร้อมกับเดินไม่รู้ว่า ข้ามน้ำโขงแต่เมื่อไร เหลียวหลังคืนเห็นแม่น้ำโขงอยู่ข้างหลังข้ามมาแล้ว คำลับของท่านมิได้เล่าทั่วไป เล่าให้บิดาข้าพเจ้าฟังเท่านั้น
ท่านเล่าเรื่องถ้ำเอวมองที่ท่านไป ว่ามีสะพานหินข้ามเหวไปประมาณสองเส้น ส่วนเหวนั้นลึก มองลงไปใต้สะพาน เห็นซากพระและบาตรอยู่หลาย ๆ ซาก เพราะลื่นสะพานหินตกลง ส่วนท่านนั้นพลาดลงแบบเบา ๆ แต่ตะครุบทันบาตรบุบบ้าง ไปด้วยกันห้าองค์ ไปลงท้องมรณะกลางทางก็มี ไปพลาดสะพานหินตกลงมรณะก็มี เหลือแต่ท่านองค์เดียวได้เข้าถึงถ้ำนั้น ถ้ำนั้นมีประตูหินปิดเป็นห้อง ๆ ไปเป็นระยะ ๆ ไป ห้องทีแรกมืด ภาวนาติดต่อพุทโธอยู่ไม่ขาด ปรากฏได้ยินเสียงเปิดประตูดังอี๊ดอ๊าด ๆ ไม่ได้เดินเข้า นั่งขยับเข้าผ่านถ้ำ มืดแล้วก็สว่างตา มีเสือโคร่งอ้าปากใส่ เสือจริงไม่ใช่รูปหิน ทำท่าทางให้กลัวพิลึก พ้นห้องนั้นแล้ว ถึงห้องกองเงินกองทอง พ้นห้องนั้นไป ได้ยินแต่เสียงพูด ไม่เห็นตัว พูดเสียงเย็น ๆ ไพเราะว่า “ลาสิกขาเสียเน้อ ไปมีเมียเสียเน้อ” เสียงหนึ่งพูดขัดกันมาทันทีแบบไพเราะเย็น ๆ ว่า “ถ้าท่านลาสิกขา ก็เท่ากับว่าตายจากธรรมอันจะพึงได้พึงถึง ท่านอย่าลาเน้อ”
นี้แหละคนอายุสิบสองปีจำได้ เพราะบิดารับมาจากท่านแล้วเล่าให้ฟัง และท่านได้เล่าเรื่องท่านไปวิเวกดอยคิชฌกูฏอเนกปริยาย เพราะท่านไปถึง มูลค่าปัจจัยเงินเหรียญเขาถวายท่านหลายร้อยหลายพันระหว่างที่ท่านไปวิเวก แต่ท่านมิได้สะสม เกิดที่ใด สละไว้ที่นั้น
บรรพชาและอุปสมบทครั้งแรก
ครั้นอายุล่วงเข้าสิบแปดปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรในวัดบัวบานบ้านกุดสระนั้น มีพระอุปัชฌาย์หนู ติสสเถโร เป็นเจ้าอาวาส มีอายุพรรษามาก เพราะอายุขัยของท่านก็แก่กว่าบิดามารดาของข้าพเจ้า เพราะท่านก็บวชแต่ยังหนุ่มแน่น และบิดามารดาเล่า ก็ดำริอยากให้ข้าพเจ้าบวช พร้อมทั้งเจ้าตัวก็ดี พระอุปัชฌาย์ก็ดี มีความเห็นตรงกันก่อนจะปรารภกันอยู่แล้ว ไม่มีสิ่งกินแหนงแคลงใจอันใด และอุปัชฌาย์ก็เปิดประตูทางกาย ทางวาจา ทางใจ ให้ปฏิบัติใกล้ชิด
พรรษาแรกเรียนหนังสือธรรมใบลาน พร้อมทั้งเรียนหนังสือสูตรสวดมนต์ไหว้พระเช้าเย็น เรียนสิบสองตำนานแบบพิสดาร พร้อมทั้งขัดตำนาน ธรรมจักร มหาสมัย อนัตตลักขณะ อาทิตตะ อนุโมทนาวิธี สวดแจง การเรียนก็ดี การท่องบ่นสาธยายก็ดี สมัยนั้นต่างก็ถือเอาเป็นจริงเป็นจังกันในสำนัก
พรรษาที่สองท่องนวโกวาทจบแต่ฤดูแล้ง แต่ที่จริงพรรษาที่สองแต่ฤดูฝนท่องหนังสือธรรมจักร มหาสมัย อนัตตะ อาทิตตะ จบแล้ว ครั้นถึงพรรษาที่สาม ออกพรรษาแล้วเดือนพฤศจิกายน ก็ลาสิกขาจากสามเณร คัดเลือกทหารเดือนเมษายน มารดาวิตกวิจารณ์เกรงจะถูกทหาร ก็พอดีคัดเลือกทหารได้ดีหนึ่ง แต่จับสลากไม่ถูก แปลว่าลาสิกขาจากสามเณรอยู่หกเดือนจึงคัดเลือกทหาร
พอเดือนพฤษภาคมในปีนั้นก็เข้าอุปสมบทเป็นพระในวัดเดิม อุปัชฌาย์เดิม สมัยนั้นใครลาสิกขาไปวันหนึ่งสองวันก็ตาม เมื่อกลับมาบวชใหม่ต้องได้เรียนนักธรรมชั้นเก่าของตน แม้จะสอบได้แล้วก็ตามให้สอบอีก ข้าพเจ้าก็สอบอีกได้คะแนนเทียบโท คราวนี้ได้สิบเอ็ด ห คำว่า ห แปลว่า ให้ถูก แปลว่าสอบนักธรรมตรีในสนามหลวงได้สองครั้ง ได้ใบประกาศสองใบ พอสอบนักธรรมแล้วไม่นาน ก็ได้ลาสิกขาจากพระภิกษุ
การลาจากเพศพระภิกษุไม่อยากจะลาเท่าใด แต่หมู่เพื่อนพาคะนองก็ลาไปตามเพื่อน พอลาสิกขาจากพระภิกษุได้หกเดือน ก็แต่งงานอยู่ด้วยกัน ปีหนึ่งก็เลิกกัน ได้บุตรคนหนึ่งเป็นเพศหญิง ห่างจากนั้นหนึ่งปีก็แต่งงานอีก ที่เขตเทศบาลชานเมืองอุดร คือบ้านเดื่อ ต.หนองบัว สถานีรถไฟหนองบัว
ห่างจากแต่งงานเก้าปี มีบุตรสามคน ผู้หัวปีเป็นชาย ผู้ที่สองเป็นหญิง ผู้ที่สามเป็นชาย แต่ผู้ที่เป็นหญิงนั้นพอได้สามปีก็ถึงแก่กรรมไป
ในปีครบที่เก้านั้นเอง ภรรยาป่วยอยู่สิบห้าวันก็ถึงแก่กรรมไป เสร็จฌาปนกิจแล้วก็พักอยู่อีกปีหนึ่ง มารดาของข้าพเจ้าก็มรณะไป อายุของท่านล่วงไป ๘๐ ปี แล้วก็มอบหมายลูกให้ป้าแก่น สามีชื่อคำภา ฝ่ายชาวนา
ป้าแก่นนั้นเป็นพี่สาวภรรยาของข้าพเจ้า ท่านเป็นหมันไม่มีบุตร ได้ลูกข้าพเจ้าทั้งสองคน คือเด็กชายเสาร์อายุแปดปี เด็กชายหลุย อายุสามปี พร้อมทั้งเรือกสวนไร่นา เรือนชานบ้านช่อง กระบือสามตัว สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เป็นมรดกของผู้ตายคือภรรยา ได้แบ่งกรรมสิทธิ์กันก่อนตายแล้ว แปลว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ขวนขวายทำอะไร ในด้านยุ้งข้าวและเรือนชาน ตลอดถึงที่ดิน โค กระบือ มีแต่ตั้งหน้าทำนากินเท่านั้น เพราะมรดกเป็นของภรรยา ส่วนป้าแก่นอันเป็นพี่สาวของภรรยาผู้เป็นหมันนั้น มรดกก็ปันไว้ส่วนหนึ่งต่างหากไว้ก่อนน้องสาวมรณะแล้ว ส่วนน้องชายป้าแก่นสามคน พี่ชายป้าแก่นคนหนึ่งนั้น เขาก็แบ่งคนละส่วน ๆ ไว้เรียบร้อยแต่ก่อนแล้ว ผู้ได้รับโชคก็ป้าแก่น คือได้หลานผู้ชายสองคน ทั้งมรดกของหลานก็ได้อยู่ในกำมือบริหารด้วย เพราะเป็นหมัน มีหน้าที่จะได้หาบุตรมาเลี้ยงอยู่ตรง ๆ
แต่ข้าพเจ้าก็มีโชคทางบวช ตั้งแต่ทิ้งภรรยาคนก่อนก็นึกจะบวชอยู่แล้ว แม้บิดาก็แนะนำให้บวชอยู่แล้ว แต่คนถือมานะว่า เขาจะเย้ยว่าหาเมียไม่ได้แล้วหนีไปบวช เสียเปรียบเมียเก่า บิดาได้ฟังแล้วหัวเราะ มิหนำซ้ำขณะที่เมียผู้ที่สองนี้ยังไม่มีท้อง บิดาก็พูดทางลับคุมให้หนีไปบวชอยู่ เพราะบิดารักบวชยิ่งกว่าจะแต่งงานให้ลูกชายอยู่แต่ไร ๆ มา และนิสัยของท่านไม่ยอมให้ท่านผู้อื่นบรรพชาหรืออุปสมบทให้ลูกของตนเลย คือฝ่ายบริขารจะบวช มิหนำซ้ำท่านคุยว่าลูกชายทั้งหมดจะพากันบวชจริง ปฏิบัติให้สมควรแก่พระจริงจะบวชจนวันตาย พ่อก็ยินดีส่งเสริมทุกเมื่อ ส่วนพวกเป็นเพศหญิงอันเป็นลูก ๆ พ่อรับอาสาเลี้ยงเขาจนกว่าจะมีครอบครัวได้ แม่ของสูจะตายก่อนหรือหลังกู ก็พอมีฟืนไว้ให้เผาได้ ฟืนคือสตางค์ พ่อแม่เผ่าพงศ์วงศ์ตระกูลเป็นผู้มีสรณัง คัจฉามิ แห่งพุทธ ธรรม สงฆ์ เท่าที่ควร
ปรารภในเรื่องบวชต่อไป การบวชต้องบวชมหานิกายก่อน พระอุปัชฌาย์ที่บวชนั้น คือพระครูคูณ บ้านท่าตูม ได้นิมนต์ท่านมาบวชที่บ้านยาง บ้านยางนั้นมีหลวงพ่อทอง สุวัณณสโร เป็นเจ้าอาวาส และก็เป็นลูกศิษย์ของอุปัชฌาย์หนู บ้านกุดสระด้วย พระครูคูณก็เช่นกัน ได้นิมนต์ท่านอาจารย์เสาร์ บ้านดงลิง มาเป็นอนุสาวนาจารย์ หลวงพ่อทอง สุวัณณสโร เป็นกรรมวาจาจารย์ พระครูคูณเป็นอุปัชฌาย์
ไฉนจึงไม่ไปบวชธรรมยุตเล่า
ตอบว่า มารดากำลังชราภาพหนักเข้า เพราะที่นั้นอยู่ใกล้มารดา ไกลกันเพียงสองกิโลเท่านั้น จะได้เยือนมารดาสะดวกในทางธรรมะ และอุปัชฌาย์และอาจารย์สวดเล่า ก็ได้เคารพนับถือกันมานมนานพร้อมทั้งวงศ์วานด้วย และเมื่อองค์ท่านได้รับทราบข่าวว่าจะบวช องค์ท่านก็เปิดประตูทางกาย วาจา ใจ ด้วย และข้ามกรายไม่ได้ เพราะเกรงกระทบกระเทือน และองค์ท่านเล่าก็มีนิสัยใจคอกว้างขวางมากทุก ๆ ด้าน
พ.ศ. ๒๔๘๖ นั้นเอง เป็นเดือนเมษายน พอบวชแล้วข้าพเจ้าก็ท่องหนังสือสูตรต่าง ๆ คืนมาได้หมดแต่พรรษาแรกตลอดทั้งนวโกวาทและธรรมวิภาค เล่ม ๑ เล่ม ๒ พร้อมทั้งเรียนนักธรรมโทต่อ ก็สอบนักธรรมโทได้ในปีนั้น
ครั้นพรรษาที่สอง ก็เรียนนักธรรมเอกต่อ สอบในสนามหลวงวัดโพธิสมภรณ์ อุดรฯ เพราะสมัยนั้น ทั้งธรรมยุต มหานิกายต้องไปสอบสนามหลวงวัดโพธิสมภรณ์แห่งเดียวกัน และข้าพเจ้าบวชมหานิกายคราวนี้ ได้ปฏิบัติข้อวัตรเคร่งขึ้นบ้างเฉพาะส่วนตัว พระอาจารย์เจ้าอาวาสก็ไม่ขัดข้อง คือฉันหนเดียว มื้อเดียว เอกาสนิกังคะ ไม่ฉันจิ๊บ ๆ แจ๊บ ๆ ตอนก่อนเที่ยงและเที่ยง เว้นไว้แต่เภสัชแก้โรค ฝ่ายขุดดินพรากของเขียวข้าพเจ้าก็งดเว้น มูลค่าข้าพเจ้าก็ไม่เก็บเองเพื่อสะสม มารดาก็มรณะในปีนั้น ท่านมีสติเงียบเรียบร้อย (คือตายคาภาวนาพุทโธ)
พระธรรมเจดีย์
(จูม พันธุโล)
|
ฌาปนกิจศพมารดาเสร็จแล้ว ก็กราบลาอุปัชฌาย์อาจารย์สวด ไปหาท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) สมัยนั้นท่านเป็นพระเทพกวี ส่วนอุปัชฌาย์อาจารย์เดิมท่านก็ห้าม แสดงความอาลัยอเนกปริยาย จึงกราบเรียนท่านว่า
“กระผมบวชเมื่อแก่ อายุขั้นสามสิบ ลูกตายเสีย เมียตายจาก ถ้าอยู่ใกล้บ้าน ไม่ได้ปฏิบัติสะดวก โลกจะกล่าวว่าบวชเลี้ยงชีวิต และการบวชคราวนี้ ก็เห็นภัยในสงสารอย่างเต็มที่ ไม่ไว้ใจในชีวิตเลย และไม่ไว้ใจในสังขารทั้งปวงด้วย อยากจะไปปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์ในสงสารขอรับ”
ท่านฟังแล้วก็มีกิริยาสังเวช ก็เลยอนุญาต กราบลาท่านแล้ว ก็จัดแจงแต่งบริขารให้หลานชายคนหนึ่งชื่อบุญหลาย บุญมาตุ่น ซึ่งเป็นลูกชายของพี่สาวผู้ที่ชื่อว่านางแก้ว ตามไปส่งถึงวัดโพธิสมภรณ์ มหาสุพัฒน์ อันเป็นหลานของข้าพเจ้า ก็เป็นพระเลขาของท่านเจ้าคุณ พักอยู่ชั้นล่างกุฏิของท่านเจ้าคุณ แล้วก็ขึ้นไปกราบเท้าท่าน แล้วถวายหนังสือรับรองให้องค์ท่าน
หนังสือรับรองนั้น มหาเฉลิมหลานเขยที่เป็นครูสอนโรงเรียนอยู่บ้านยาง เขียนรับรองให้ และมหาเฉลิมก็เป็นพี่เขยมหาสุพัฒน์ เคยได้บวชกับท่านเจ้าคุณมานมนานในวัดโพธิสมภรณ์นั้นแล้ว ทั้งได้เป็นลูกศิษย์อยู่ใกล้ชิดท่านเจ้าคุณ ยุคก่อนมหาสุพัฒน์มา แล้วได้ลาสิกขา ไปสอนโรงเรียนฝ่ายโลก นับว่าเป็นโชคดีที่เหมาะสมทุกประการ แม้ท่านเจ้าคุณเทพกวีก็รู้จักเผ่าพงศ์วงศ์ตระกูลของข้าพเจ้าดีพอแล้ว เพราะเป็นตระกูลที่มีสัมมาอาชีพ องค์ท่านก็รับไว้แบบเบาใจเบาธรรม
เมื่อองค์ท่านเมตตารับแล้ว ก็ให้พักอยู่ชั้นล่างกับพระมหาสุพัฒน์นั้น ประมาณเจ็ดวัน องค์ท่านก็สั่งให้โยมวัดป่าหนองน้ำเค็มมารับเอาไปปฏิบัติ รอญัตติในวัดป่าโพธิ์ชัย บ้านหนองน้ำเค็มนั้น มีหลวงพ่อบุญมีเป็นเจ้าอาวาส ไกลจากวัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานีประมาณสิบสองกิโลเมตร เป็นตำบลเชียงยืน ขึ้นอำเภอเมืองอุดรฯ และวัดป่าโพธิ์ชัย หนองน้ำเค็มนั้น เป็นวัดที่เขาสร้างถวายพระอาจารย์ใหญ่มั่น ในคราวพระอาจารย์ใหญ่มั่นกลับจากเชียงใหม่มาอุดรฯ ที่ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์นิมนต์มาพักฤดูแล้ง พอถึงฤดูฝนปีนั้น หลวงปู่มั่นก็จำพรรษาที่วัดป่าโนนนิเวศน์ ชานเมืองอุดรฯ ทางทิศเหนือของเมืองอุดรฯ เป็นมงคลดี
จะกล่าวถึงหลวงพ่อบุญมี วัดป่าโพธิ์ชัย หนองน้ำเค็ม อำเภอเมืองไว้บ้าง ในส่วนปฏิปทาของท่าน ท่านก็ได้ศึกษาเรียนกับหลวงปู่มั่น ในคราวหลวงปู่มั่นพักอยู่วัดป่าหนองน้ำเค็มนั้น เป็นอย่างจริงจัง รู้จักและอ่านออกข้อวัตรทุกประการบ้างพอควรในการปฏิบัติของหลวงปู่มั่น และท่านก็เคารพรักหลวงปู่มั่นแบบไม่จืดจางได้
หลวงพ่อบุญมีปฏิบัติเคร่งครัดพอควร อายุ ๗๒ ปี พรรษาย่างเข้า ๑๘ พรรษา ท่านมีอุบายสั่งสอนเยือกเย็นแยบคายพอควร ด้วยให้หนักไปในการหลุดพ้นโดยด่วนในสังสารทุกข์ ไม่พาทำงานจุก ๆ จิก ๆอะไร เพราะปัจจัยสี่ในสำนักพอเป็นพอไปได้แล้ว พาเร่งรัดความเพียรโชกโชน กลางวันไม่ให้หลับเคลิ้มเลย ทั้งตรงต่อเวลาด้วยตามกาลของข้อวัตร ตอนกลางคืนก็ให้หลับประมาณสามสี่ชั่วโมงเท่านั้น
ครั้นถึงเดือนกุมภาพันธ์ในฤดูแล้งปีนั้นเอง ท่านเจ้าคุณเทพกวี (จูม พันธุโล) ก็สั่งให้เข้าไปญัตติ พอได้เวลาจัดแจงบริขารเพิ่มพอเพียงแล้ว พร้อมทั้งญาติโยมและพระที่ไปด้วยสององค์ ก็พากันเดินด้วยฝีเท้าไปถึงวัดโพธิสมภรณ์ เมืองอุดรธานี ไปหาท่านที่กุฏิ กราบเท้าถวายนมัสการท่านว่า
“เกล้าต้องทำพิธีลาสิกขาออกจากมหานิกายก่อนหรือประการใดหนอ”
องค์ท่านกรุณาว่า “ไม่ต้องดอก เพราะเจ้าเป็นผู้ตั้งใจดูว่าดีแล้ว นุ่งเหลืองห่มเหลืองตามเดิมเข้าญัตติ มหาสุพัฒน์เอ๋ย เอามีดโกนมาเราจะโกนหัวให้เป็นพิธี ผมจะไม่ยาวพอโกนก็ตาม เราลงมือโกนให้เป็นสิริ”
เมื่อพิจารณาตามพระวินัยแล้ว องค์ท่านทำถูกมาก พระวินัยบอกไว้ว่า อุปัชฌาย์จะโกนหัวให้สัทธิวิหาริกก็ควร เพราะต่างฝ่ายจะได้เคารพรักกันเป็นอตีตารมณ์
ครั้นโกนผมแล้ว องค์ท่านก็ให้พระไปตีระฆังมารวมที่โบสถ์แล้วก็เข้าญัตติ มีพระครูธรรมธร เป็นกรรมวาจาจารย์ พอเสร็จแล้วองค์ท่านก็ออกใบสุทธิให้ เลขนับจำนวนใบสุทธิ ๑๓๑๘ วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๘ เวลา ๑๓ นาฬิกา ๑๕ นาที ส่วนใบสุทธิเดิมใช้ไม่ได้เพราะคนละสังกัด
เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็กราบเท้าลากลับวัดป่าโพธิ์ชัย หนองน้ำเค็มตามเดิม กลับถึงก็พอดีค่ำมืด แก้ปัญหาตอนนี้ได้แล้วรู้สึกเบาใจมากแล้วก็ต่อนิสัยกับหลวงพ่อบุญมีในวันนั้น ต่างก็ตั้งหน้าปฏิบัติไม่มีกังวลทางอื่นเลย
สมัยนั้นสถานที่วิเวกวังเวงดีนัก แต่มีงูกะปะมากเพราะเป็นดงป่าไม้ไร่บ้าง ต้นมะแหนบ้าง ต้นเอ็นหม่อนบ้าง พอถึงเวลาเข้าพรรษามีพระ ๕ รูป สามเณร ๓ รูปด้วยกัน มีการถือธุดงค์พอควร กลับถึงวัดแล้วไม่รับอาหารที่เป็นปัจฉาภัต หวานคาวรวมลงในบาตร องค์ไหนทำอาหารให้เหลือในบาตรในยามฉันอิ่มแล้วเท่าฟองไข่ไก่ ถือว่าไม่รู้จักประมาณในการเอาไว้ก่อนจะฉัน ไม่ถือว่าเป็นของลำบากด้วย ต่างก็รู้สึกสนุกใจด้วยการพอใจทำ เพราะมีแต่ท่านผู้ตั้งใจตามสมควรแท้
การภาวนาเฉพาะส่วนตัว ก็ได้กำหนดลมหายใจออกเข้าเป็นหลักเป็นส่วนมาก แท้จริงได้หัดทำแต่ยังอยู่เป็นฆราวาส คราวภรรยาตายแล้วเป็นต้นมา นิมิตเห็นแสงดาวและนิมิตก้อนเมฆที่ไหลผ่านแล้วแตกสลาย ได้น้อมลงสู่ไตรลักษณ์ เห็นประจักษ์แต่เป็นฆราวาสแล้ว
จิตที่รวมลงในอานาปาฯ ไม่ได้ยินเสียงใด ๆ ตัดเสียงหมอลำที่เขาลำอยู่ในวัดที่กำลังเป็นพระมหานิกายอยู่ ก็ได้รู้จักรสชาติแล้วไม่สงสัย พอหมดกำลังก็ถอนออกมา ก็ได้คำนึงน้อมสู่ไตรลักษณ์แถมท้ายส่งเดช
ฉะนั้นการปฏิบัติมาแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน เดี๋ยวนี้ ท่านผู้ใดเล่าเรื่องนิมิตต่าง ๆ นานาสารพัดให้ฟัง ก็ฟังได้ แต่ไม่ตื่นเลย เพราะนิมิตทั้งหลายไม่ใช่พระนิพพาน เกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนแตกสลายเท่านั้น เพราะไม่พ้นกองพลของไตรลักษณ์ เพราะนิมิตกับกิเลสมันเป็นคนละรสละชาติ กิเลสต่างจากนิมิตไกลกันริบหรี่เลย
อยู่กับหลวงพ่อบุญมีนิมิตไม่มาก แต่ถึงกระนั้น เตียงที่นอนอยู่พาเหาะลอยไปในอากาศก็มี บางทีเหาะขึ้นไปบนอากาศแล้วตีลังกาพลิกคว่ำพลิกหงายโลดโผน เดินจงกรมในอากาศ นอนกลางอากาศเข้าสมาธิก็มี และในเวลาที่นอนขวางอยู่บนอากาศเช่นนั้น ตอบตนเองว่า “นี้สิจึงเป็นสมาธิ” เมื่อหมดกำลังก็ถอนออกมา เห็นลมเข้าออกตามเดิม
อุปจารสมาธินี้เป็นไปโลดโผนต่าง ๆ นานา กุศลสมาธิชั้นนี้อยู่ใต้อำนาจอนิจจัง ผู้มีปัญญาน้อมลงสู่ไตรลักษณ์ได้เร็วพลันทันเวลา เป็นทาง(ป้อง)กันความสำคัญตัวว่าประเสริฐได้ เป็นทางไม่ให้นอนใจ ติดอยู่เพียงแค่นั้น ผู้ขาดการศึกษา มักพาให้เพิ่มบ้า ว่าตนภาวนาเก่ง ใครเทศน์ก็ไม่ลง เพราะขาดปัญญาปลงลงสู่อนิจจัง เพราะธรรมอนิจจังเป็นศาลยุติธรรมตัดสินฝ่ายสังขารธรรมไม่ลงบัลลังก์อยู่ทุกกาล ปัญญาญาณต้องรู้ตามเป็นจริงส่งคืน ไม่มีหน้าที่จะต้องไปปล้นไปจี้ว่าเป็น เรา เขา สัตว์ บุคคลอะไร จะกลายเป็นหักดอกไม้บูชาอวิชชา ความมัวความเมาให้บวกทวีคูณทวีขึ้น
นักภาวนาชอบมาติดอยู่ชั้นนี้ แกะยาก จนกว่าจะเห็นคุณและโทษในชั้นนี้ด้วยตนเองชัดเจน แล้วจึงจะข้ามพ้นจากความเข้าใจผิดไปได้สะดวก
โลกุตตรจิต โลกุตตรธรรม
ผู้มีศรัทธาความเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ มีวิริยะในสิ่งที่ควรเพียร มีสติในสิ่งที่ควรระลึกได้ มีสมาธิในสิ่งที่ควรตั้งมั่น มีปัญญาในสิ่งที่ควรรอบรู้ เป็นกองทัพธรรมสมดุลกันแล้ว ย่อมเป็นช้างสารมหากำลังใหญ่ ความหลงที่เรียกว่าอวิชชา จะตั้งกองพลเข้ามาทางประตูใด ความหลงย่อมอยู่ใต้อำนาจของธรรมแท้ ใจแท้ ศรัทธาแท้วิริยะแท้ สติแท้ สมาธิแท้ ปัญญาแท้ เพราะธรรมเหล่านี้ขึ้นสู่โลกุตรแล้ว ไม่มีเทวดา มาร พรหมและมนุษย์ใด ๆ จะปลดเกษียณให้ลงสู่โลกีย์ได้
โลกุตรจิต-โลกุตรธรรม มิใช่ธรรมลวงโลก มิใช่ปู่ทวด ย่าทวด ตาทวด ยายทวด ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ลวงโลก เพราะข้ามปุถุชนโคตรไปแล้วไกล ไม่อาลัยว่าจะลวงตนจะลวงโลก เหมือนโลกีย์วิสัยที่หนักไปในทางอามิสสรณัง คัจฉามิ ที่เที่ยวกวาดต้อนผู้อยู่ในระดับเดียวกันเข้า ให้เป็นพรรค ตามกรรมนิยม กรรมบันดาล เหนี่ยวรั้งตั้งเจตนาและความหวัง ก็เป็นไปตามโลกีย์ ไกลจากโลกุตระจนมองไม่เห็น จะเห็นกันได้ง่าย ๆ ก็เพียงกายและความประพฤติเป็นบางส่วนเท่านั้น เว้นไว้แต่จำพวกพระอริยะ จำพวกเจโตปริยญาณเท่านั้น เหลือนั้นก็เดาด้นคาดคะเนผิดบ้างถูกบ้าง แต่ต้องผิดนั้นแหละเป็นส่วนมาก
ผู้เห็นภัยอย่างเต็มที่ในสงสารทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบันนั้น กับผู้สนใจในทางปฏิบัติอย่างเต็มที่ก็ดี
กับ ผู้ไม่ประมาทนอนใจนั้นก็ดี
กับ ผู้สนใจในธรรมเพื่อหลุดพ้นนั้นก็ดี
กับ ผู้เชื่อมรรค ผล นิพพานนั้นก็ดี
กับ ผู้ไม่ตีตนตายก่อนไข้นั้นก็ดี
กับ ผู้เลือกเฟ้นธรรม เลือกเฟ้นใจ ในธรรมที่ควรเลือก ในใจที่ควรเลือก
นั้นก็มีความหมายอันเดียวกัน
ส่วนท่านผู้เห็นภัยในสงสารอย่างเต็มที่ และผู้ปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรมอย่างเต็มที่นั้นก็ดี
กับท่านผู้พ้นจากกิเลสโดยสิ้นเชิงอย่างเต็มที่นั้นก็ดี
กับท่านผู้พ้นจากผู้รู้ในอดีต ผู้รู้ในอนาคต ผู้รู้ในปัจจุบันนั้นก็ดี แล้วไม่ติดข้องอยู่ทั้งผู้รู้ในอดีต ผู้รู้ในอนาคต ผู้รู้ในปัจจุบันนั้นก็ดี
กับผู้ไม่ติดอยู่ในนิมิตฝ่ายรูปขันธ์ก็ดี
กับผู้ไม่ติดอยู่ในอรูปคือนามขันธ์นั้นก็ดี
กับผู้ไม่ติดอยู่ในสรรพธาตุทั้งปวงก็ดี
กับผู้ไม่ติดอยู่ในสรรพธรรมทั้งปวงก็ดี
กับผู้ไม่ติดอยู่ในสรรพจิตทั้งปวงก็ดี
กับผู้ไม่ติดอยู่ในสรรพอัตตาทั้งปวงก็ดี
กับผู้ไม่ติดอยู่ในสรรพอนัตตาทั้งปวงก็ดี
กับผู้ไม่ติดอยู่ในสูญ ๆ สาญ ๆ ทั้งปวงก็ดี
กับผู้ไม่ติดอยู่ในสมมุติและวิมุติก็ดี
กับผู้ไม่ติดอยู่ในได้ในเสีย
กับผู้ไม่ติดอยู่ในอุปาทานก็ดี เป็นต้น
เหล่านี้ย่อมมีรสชาติและความหมายอันเดียวกัน เหลือวิสัยที่จะบัญญัติและสมมุติไปแล้ว ไม่เป็นธรรมที่ชาวโลกจะเอามาซื้อมาขายมาขายในตลาดโลกได้ เพราะมิใช่ธรรมลิเก ละคร และกีฬา และฉายหนังภาพยนตร์โทรทัศน์ใด ๆ ทั้งสิ้น
ผู้เขียนก็เขียนไปตามจิตสังขาร ท่านผู้อ่านผู้ฟังก็ต้องอ่านต้องฟังไปตามจิตสังขาร ปัญหาก็หากจบไปเอง
ยุคของผู้เขียนมาพักชั่วคราวอยู่ภูจ้อก้อนี้ สนุกฟังเทศน์ทั้งภายนอกภายในมากมายนัก
ที่ว่า พักอยู่ชั่วคราว ก็หมายความว่า ที่สมมุติกันว่าวินาทีหนึ่งก็ดี นาทีหนึ่งก็ดี ชั่วโมงหนึ่งก็ดี วันหนึ่งคืนหนึ่งก็ดี เดือนหนึ่งก็ดี สองพันห้าร้อยยี่สิบสี่ก็ดี เป็นเวลาน้อยนัก ไม่หยุดยั้ง ล่วงไป ๆ
จะว่าวันเวลาล่วงไปก็ถูก จะว่าชีวาล่วงไปตามสมมุติก็ถูก แต่ปรมัตถ์มิใช่สัตว์ มิใช่ชีวิต ไม่มีใคร ๆ ล่วงไปไหน ส่วนวันคืนก็ไม่ล่วงไปไหน เอกรัตตินทิวัง มีแต่กลางคืนกับกลางวัน เท่านั้น
พูดกลับไปกลับมา เพื่อมิให้ติดอยู่ในการพูดกลับไปกลับมา ทั้งสมมุติและปรมัตถ์ แต่ก็ตรงกันข้าม สิ่งที่ติดก็คอยแต่จะติด เช่นยางขนุนและยางมะตอยเป็นต้น สิ่งที่ไม่ติดก็ไม่ค่อยอยากติด เช่นน้ำค้างบนใบบัว ปลายเหล็กแหลมไม่เก็บพันธุ์เมล็ดผักกาดไว้ นกบินในอากาศไม่มีรอย มีดเฉือนน้ำไม่มีแผล
ธรรมะในทางพระพุทธศาสนาเป็นธรรมลุ่มลึกและสูงยิ่งกว่าศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น ผูกขาดอยู่ทุกกาล ไม่ได้พูดเข้าข้างตัว พูดเข้าข้างธรรมะตามเป็นจริงของธรรม มิได้พูดเข้าข้างตัวตามความสำคัญว่าตัวเป็นเจ้าธรรม ยอมยกธงขาว ยอมให้ธรรมอยู่เหนือตัวเสมอ ๆ ไม่ตีตนเสมอธรรมเลย
ฉะนั้นพระบรมศาสดาจึงยอมเคารพธรรม ถือว่าธรรมทรงอยู่ก่อนพระองค์ ถ้าธรรมไม่ทรงมีอยู่ก่อนพระองค์แล้ว พระองค์ก็ไม่สามารถจะรู้ธรรมได้ ศาสนาอื่น ๆ รู้ได้ปฏิบัติได้เพียงแต่เหตุผล แต่มิใช่ทางเหตุผลไปทางโลกุตระ มีแต่ตามความประสงค์ของกิเลส ไปทางวัตถุนิยม เป็นอัตตาธิปไตย เข้าข้างตนเข้าข้างกิเลสอย่างลึกบ้าง อย่างโลดโผนสุกเอาเผากิน เจอก้างเต็มโลก
ฉะนั้นสมณะทั้ง ๔ จึงไม่มีในศาสนาอื่น ๆ นอกจากศาสนาพุทธ คือ โสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ แต่พากันบัญญัติเอาแบบเข้าใจผิดบ้าง แบบหัวดื้อหัวแข็งสารัมภะแข่งดีบ้าง ประมาทบ้าง
ฉะนั้นในมหาปรินิพพานสูตร พระบรมศาสดาจึงยืนยันตามธรรมาธิปไตยว่า สมณะในที่อื่นนอกจากพุทธศาสนาแล้ว ไม่มีสมณะทั้ง ๔ ดังกล่าวนั้นเลย
เพราะศาสนาอื่นประพฤติพรตมุ่งลาภอามิสที่ตนหวัง ข้อวัตรปฏิบัติทั้งปวงจะเด็ดเดี่ยวสักเพียงไรก็ตาม เจตนาไม่นอกเหนือไปจากมุ่งลาภภายนอกที่ตนหวัง จึงปิดหนทางอันจะออกจากชาติ ชรา พยาธิ มรณะไปได้เสียแล้ว
เพราะผู้ต้นศาสนาทั้งหลายเหล่านั้น ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นไปได้เพียงโลกิยวิสัย อย่างสูงก็พรหมโลกเท่านั้น ด้วยกำลังฌานโลกีย์ ไม่สามารถเป็นธรรมเบื่อหน่ายคลายเมา คลายกำหนัดได้ พอได้เป็นนิสัยได้เท่านั้น
แม้ผู้ถือศาสนาพุทธ แต่เจตนาเป็นเจ้าเรือน มุ่งปัจจัยสี่เป็นเจ้าใหญ่นายโตของเจตนา เป็นเจ้าเป็นจอมอยู่ ก็ไม่สามารถจะบรรลุพรหมจรรย์เบื้องต้นได้ในปัจจุบันชาติ คือพระโสดาบันได้เลย จะเดินจงกรมภาวนาตลอดคืนตลอดวัน อดข้าวอดอาหารจนขุมผมขุมขนหล่นก็ตาม ไม่ขึ้นถึงโสดาได้
ทั้งนี้เพราะเหตุใดเล่า
เพราะเหตุมุ่งลาภมุ่งอามิสภายนอกปิดประตูแล้ว แต่(จะ)พอเป็นนิสัยในชาติภพต่อ ๆ ไปนั้นได้อยู่
ข้อนี้นักปฏิบัติควรโอปนยิโก น้อมเข้ามาในใจตน ตรวจดูเจตนาตนให้แยบคายทั้งนั้น เว้นไว้แต่ไม่ต้องการพระอริยะในชาตินี้ ชั้นใดชั้นหนึ่ง หรือจนถึงที่สุดโดยด่วนเท่านั้น ผู้ไม่ต้องการโลกุตระกับผู้น้อยใจในสงสาร กับผู้หวังอามิสเป็นเจ้าหัวใจ ก็อันเดียวกัน
สติ ปัญญา เป็นอาจารย์
อนึ่ง อดีต อนาคตย่อมเป็นเมืองขึ้นของปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นผู้ส่งส่ายเอามาใช้ให้รู้ความหมาย เมื่อปัจจุบันเป็นโลกิยวิสัย อดีตอนาคตก็พลอยเป็นโลกิยวิสัยไปด้วย แต่อดีตอนาคตไม่มี มีแต่ชื่อและบัญชี เพราะล่วงไปแล้ว เพราะยังไม่มาถึง ดีก็ดีไปแล้ว ชั่วก็ชั่วไปแล้ว อนาคตเล่า ถ้าจะดี ก็ยังไม่มาถึง ถ้าจะชั่ว ก็ยังไม่มาถึง ปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรม เท่านั้น จะละเว้นได้ในทางที่ไม่ชอบ และก็จะปฏิบัติได้ในทางที่ชอบ ถ้าหากว่าคอยไปบดเอื้องอยู่แต่อดีต อนาคตเท่านั้น ก็ลืมโอปนยิโกมาในปัจจุบัน จิตใจก็ห่างเหินจากสมาธิและปัญญา
ผู้กำลังเดินมรรคภาวนายังไม่หลุดไม่พ้นจากความหลงของเจ้าตัวโดยสิ้นเชิงแล้ว ก็สงสัยลังเลในปฏิปทาของตน จับต้นชนปลายอยู่มั่วสุม เดี๋ยวก็กล่าวตู่ตน ว่ากรรมฐานแบบนั้นดี แบบนี้ดีอยู่อย่างนั้น
อุบายกรรมฐานวิธีใด ๆ ก็ตาม ถ้าไม่เคารพรักใคร่ปฏิบัติอาจารย์สติ อาจารย์ปัญญาในปัจจุบันแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย เว้นไว้แต่ท่านผู้พ้นไปแล้ว เพราะปัญญาองค์ท่าน แก่กล้าเหนือความหลงไปแล้ว ย่อมไม่ติดอยู่ในเงื่อนทั้ง ๓ ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบันด้วย เพราะขาดจากอุปาทานในเงื่อนทั้ง ๓ ไปแล้ว ถึงจะเอามาใช้ตามชาวโลกนิยมพูดกัน ก็ใช้แบบไม่มีพิษเลย นกบินในอากาศวันยังค่ำไม่มีรอย มีดเฉือนน้ำวันยังค่ำไม่มีรอย
อดีต อนาคต ปัจจุบันเมื่อมีผู้เข้าไปสอดแทรกยึดถือเอาเป็นเจ้าของ ย่อมเป็นโทษในธรรมสุดท้ายของพระพุทธศาสนาทั้งนั้น เพราะมีวิญญาณปฏิสนธิสัมปยุตกันอยู่ มีทั้งเหตุ กรรม วิบาก สมดุลกันอยู่ในตัว ไม่มีอันใดก่อนอันใดหลัง
ผู้ไม่หนักในอานาปานสติพร้อมกับเจตสิกที่นึกคิดและผู้รู้ในขณะเดียวกันแล้ว จะเห็น จะรู้ตามเป็นจริงได้ยาก และจะไม่ยอมเชื่อได้ง่าย ๆ ในธรรมตอนนี้ เพราะเป็นธรรมอันละเอียดมากมายนัก จะเห็นจะรู้ได้บ้างแบบมัว ๆ เมา ๆ ก็เพียงแต่รูปขันธ์อันหยาบ ๆ เท่านั้น (ถ้า)ตายคารูปขันธ์ที่กำลังพิจารณาอยู่ มิได้ส่งลงถึงไตรลักษณ์ให้แจ้งชัดด้วยสติปัญญาอันชอบแท้ อย่างสูงก็ไปเกิดเป็นพรหมที่มีรูปเท่านั้น
จะอย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีญาณอันถ่องแท้รู้ปฏิบัติ รู้ชัด รู้ชอบในอนัตตาจิต อนัตตาธรรม อนัตตาผู้รู้รู้แล้วในขณะเดียว โดยมิได้ส่งส่ายหาแล้ว จะเบื่อ จะหน่าย จะคลาย จะหลุด จะพ้นจากความหลงโดยสิ้นเชิงย่อมเป็นไปไม่ได้
แต่การพิจารณาเลยครูเลยเถิดไป จนเห็นดิ่งลงไปว่าสูญไปหมดโดยมิได้ไว้หน้า ไม่มีขอบเขตเกินความเป็นจริงของธรรมแท้แล้ว ก็ย่อมตกนรกเป็นทิฏฐิมานะขุมดิ่ง ก็ไม่มีศาสดาใด ๆ จะสอนได้อีกละ เพราะคำว่าปัจจัตตัง ย่อมเอามาอ้างได้ทั้งโลกีย์และโลกุตระทั้งนั้น คำว่าอกาลิโกก็เหมือนกัน
อกาลิโกและปัจจัตตังของพระอรหันต์ เป็นธรรมอันไม่มีกิเลสสิง ต่ำกว่านั้นลงมาก็อ้างอกาลิโกและปัจจัตตังตามภูมิของตนได้ทั้งนั้น แม้ผู้เขาถือว่าไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีมรรค ผล นิพพาน อกาลิโกของเขา เขาก็อ้างได้ว่าไม่มีบาป ไม่มีมรรค ไม่มีผลอยู่ทุกกาล ตลอดถึงปัจจัตตังเขาก็อ้างได้ว่าเห็นและรู้เฉพาะตนเองอยู่ว่า ไม่มีบาป ไม่มีบุญ ไม่มีมรรค ผล นิพพานเลยดังนี้ ฉะนั้นการอ้างบาลีจึงเอาเป็นประมาณได้ยากนัก
เขาเอาทองเก๊ไปลวงคนโง่ว่าเป็นทองแท้ก็ได้ แต่ไม่อาจลวงผู้ที่รู้จักทองแท้ได้ง่าย ๆ เลย ธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาแท้ มิได้ลวงโลก โลกลวงโลกต่างหาก กิเลสลวงกิเลสต่างหาก ขี้ขโมยลวงขี้ขมาย เวรสนองเวร ภัยสนองภัย ศีลสนองศีล สมาธิสนองสมาธิ ปัญญาสนองปัญญา นิพพิทาสนองนิพพิทา วิราคะสนองวิราคะ วิมุตสนองวิมุต วิสุทธิสนองวิสุทธิ นิพพานสนองนิพพาน (ไม่ต้องสงสัยในการสนองเลย) หลับตาเข้าก็สนองมืด ปรารภชั้นสูงชั้นต่ำปะปนกัน แกงหม้อใหญ่หรือเล็กผู้ฉลาดย่อมไม่รับกลืนทั้งก้างและกระดูก ย่อมเลือกรับเอา
เมื่อวัยชะแรแก่เรามาเท่าใดใกล้สิ้นลมปราณก็สนุกฟังเทศน์แห่งกองรูป นามขันธ์วิบาก แก่ เจ็บ ตายก็ไม่ลงธรรมาสน์ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ไม่ลงธรรมาสน์ อนิจจตา ทุกข์ตา อนัตตตาก็ไม่ลงธรรมาสน์
อกาลิโกมีอยู่ทุกกาล เทศนอยู่ทุกกาล อริยสัจธรรมทั้ง ๔ ก็เทศน์อยู่ทุกกาล
ผู้ฟังเทศน์ตามเป็นจริง ปฏิบัติและพิจารณาตามเป็นจริง รู้ตามเป็นจริง พ้นจากความสงสัยตามเป็นจริงไปเป็นชั้น ๆ ก็มีอยู่ทุกกาล
ผู้ที่ถึงที่สุขทุกข์โดยชอบก็มีอยู่ทุกกาล
ตรงกันข้ามผู้ไม่อยากฟังเทศน์เสียเลยก็มีอยู่ทุกกาล
ผู้ยอมฟังเทศน์แต่น้อมธรรมลงมาบูชากิเลสของตัวก็มีอยู่ทุกกาล เช่น น้อมลงมาผูกเอาเลขเอาผา อันเห็นผิดเป็นชอบ เข้าข้างกิเลสของตัวก็มีอยู่ทุกกาล
ผู้ให้ทานรักษาศีลภาวนาเพื่อโลกีย์ก็มีอยู่ทุกกาล
ดอกบัว ๔ เหล่าก็มีอยู่ทุกกาล
อกาลิโกย่นลงมาโดยย่อมี ๒ โลกิยะหนึ่ง โลกุตระ ๑ ปัจจัตตังก็ย่นลงมาเป็น ๒ มีความหมายอันเดียวกัน สฺวากฺขาโต ภควตา ธัมโม ก็เหมือนกัน ธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงพระมหากรุณากล่าวดีแล้ว ทั้งโลกิยะ และโลกุตระ กล่าวตามชั้นปฏิปทาของมนุษย์และเทวดา มาร พรหมผู้ปฏิบัติอันเป็นฝ่ายเหตุฝ่ายผลของผู้ปฏิบัติ อันจะได้รับตามเหตุผลเท่าที่ตนสร้างขึ้นในมโนภาพ
ส่วนอรหัตผลเป็นผลขาดตอน มิได้โยงถึงเหตุ เพราะเหนือเหตุไปไกลแล้ว จะโยงคืนมาคลุกเคล้ากับเหตุมิได้ เพราะตัดสะพานกับเหตุอยู่ในตัวสิ้นเชิงไปแล้ว เหลือวิสัยไม่เป็นฐานะจะโยงคืนมาอาศัยเหตุ
อรหัตมรรค และต่ำกว่านั้นลงมา ยังอาศัยเหตุอยู่ แต่เหตุอรหัตมรรคเป็นเหตุละเอียดที่สุดในพระพุทธศาสนา ส่วนผลอันขาดตอนกับเหตุในอรหัตผลเล่า ก็เป็นผลอันละเอียดที่สุดในพระพุทธศาสนา ไม่เป็นหน้าที่จะมาเดาด้นคาดคะเนให้เป็นธรรมมัจฉากัจฉ้อ ตาดำตาแดงใส่กันเลย ผลของการปราศจากโลภ โกรธ หลงโดยสิ้นเชิงนี้เป็นปัจจัตตังและสันทิฏฐิโก สุดท้ายของพระพุทธศาสนา
ธรรมดามนุษย์ เทวดา มาร พรหม จิตใจและสติปัญญาอยู่ในระดับโลก ก็ยืนยันความเห็นของตนอยู่ในระดับนั้น จะปรารภออกมาหรือ ไม่ปรารภออกมา ก็ไม่เป็นปัญหา
แต่พระบรมศาสดามิได้รับรองโดยถ่ายเดียว ว่าบุคคลจะบริสุทธิ์ด้วยความรู้และความเห็น แต่ท่านผู้ใดปราศจากโลภ โกรธ หลงแล้ว ท่านผู้นั้นแหละเป็นผู้บริสุทธิ์โดยแท้
แต่โดยมากมักจะเอาความรู้และความเห็นของตน อันยังมีกิเลสอยู่ มาเป็นความบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง บาลีท่านยังมิได้อริยมรรค อริยผลชั้นใดชั้นหนึ่งเลยเถียงเอาก็มี เถียงเอาในทางตรงและทางอ้อมก็มี เพราะอยากได้ แต่ยังไม่ได้เลย แต่ก็ขึ้นอยู่กับกรรมและผลของกรรมอีกละ
กรรมและผลของกรรมเป็นของละเอียดมากนักหนาแท้ ๆ แม้พระอรหันต์(จะ)มีผลกรรมเก่าตามมาก็จริง แต่ปัจจุบันกรรมและอนาคตกรรมไม่มี ผลของกรรมเก่าตามมาถึง ก็พบแต่เรือนร้าง คือขันธ์ ๕ ล้วน ๆ และก็ไม่มีกิเลสยึดถือเอาเป็นเจ้าของอยู่ในเรือนว่างเปล่า คือขันธ์ ๕ นั้น เพราะเป็นขันธ์ที่ไม่มีเจ้าของหลง เพราะทอดบังสุกุลไปแล้ว คล้ายกับเอาไฟไปเผา น้ำลายที่เทออกจากกระโถนแล้ว เจ้าของน้ำลายย่อมไม่เดือดร้อนและไม่ผูกเวรผูกภัย
ผู้เขียนอยู่นี้ล่ะเป็นอย่างไรเล่า
ตอบว่า เขียนตามกายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร จะเอาการเขียนการอ่านมาเป็นเครื่องบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์ก็ไม่ได้ เพราะความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ต้องอยู่ฟากการเขียนการอ่านย้อนหลังคืนมา มิได้ข้ามฟากไปหาอนาคต และอดีต แล้วแต่ศาลธรรมในปัจจุบันตรวจดู จะตรวจผิดตรวจถูก ก็ขึ้นอยู่กับศาลธรรมในปัจจุบันเท่านั้น ศาลอดีตก็ล่วงไปแล้ว ศาลอนาคตก็ยังไม่มาถึง ศาลปัจจุบันเท่านั้นจึงจะตัดสินได้ ถ้าหากว่าศาลปัจจุบันไม่ลำเอียงก็ตัดสินพอดีพองาม ถ้าหากว่าลำเอียงแล้วก็ตัดสินหย่อนบ้างเกินบ้าง ลำเอียงหมายความว่ากิเลสยังหลายอยู่ ปรมาณูของกิเลสย่อมดึงดูดไปไม่รู้ตัว
ธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นธรรมอันลุ่มลึกละเอียดมากกว่าศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น ผู้มีอำนาจวาสนาน้อย อินทรีย์ ๕ พละ ๕ ยังอ่อนอยู่ ย่อมเป็นไปได้ยาก
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ นั้นท่านกล่าวไว้ว่า ธรรมอันเป็นกำลัง ๕ ประการให้สมดุลกันคือ
ศรัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อเช่น เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เชื่อว่าบาปมีบุญมี มรรค ผล นิพพานมี เป็นต้น เชื่อว่าศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีลมาในพระปาฏิโมกข์ หรือพุทธบัญญัติ และอภิสมาจาร ย่อมเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้รักษาและประพฤติได้ ย่อมเป็นได้ทั้งโลกีย์และโลกุตระ ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละรายของบุคคลตามเหตุผลเฉพาะส่วนตัวเป็นราย ๆ ไป แม้ศรัทธาเชื่อสิ่งที่ควรเชื่อก็เหมือนกัน เป็นได้ทั้งโลกีย์และโลกุตระ ขึ้นอยู่แต่ละรายของบุคคลอีก
วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ก็เหมือนกัน ที่เอาศีลมาแทรกเข้านี้เป็นโวหารพิเศษ ความหมายของพระพุทธศาสนาโดยมากถ้ากล่าวถึง ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วจะถือเป็นกฎเกณฑ์เบื้องต้นของพระพุทธศาสนาได้ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญาของพระโสดาบันเป็นต้นไป เพราะเป็นศีล สมาธิ ปัญญา เข้าสู่โลกุตร ก้าวหน้า ไม่ถอยหลัง ไม่วนเวียนเหมือนศีลสมาธิ ปัญญาของโลกียวิสัยเพราะข้ามโคตรโลกิยะแล้ว ไม่สงสัยในปฏิปทาทางดำเนินของตน
มีปัญหาว่าพระอรหันต์เล่า จัดเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ได้หรือไม่
ตอบแบบติดไม่คาว่า จัดเป็นมหาวิมุตติศีล มหาวิมุตติสมาธิ มหาวิมุตติปัญญา แต่มิได้เรียงแบบ กลมกลืนกันอยู่ในขณะเดียวทุกอิริยาบถของจิตใจ มิได้รักษาลำบากเหมือนผู้คุมคุมนักโทษ เพราะเจอของที่ไม่มีโทษเจือเลยแม้แต่นิดเดียว ผู้เตรียมระวังอยู่ กับ ผู้ยังมีโทษอยู่ ก็มีความหมายอันเดียวกัน ผู้มีใจที่ไม่มีโทษแล้วจะระวังใจทำไม แต่เมื่อยังไม่ถึงพระอรหันต์ก็ต้องระวังใจอยู่ ถ้าไม่ระวังมันก็ผิดจริง ๆ ไม่น้อยก็มาก
ตา หู จมูก ลิ้น กาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะไม่สำคัญเท่าใดนัก เพราะเป็นหน้าที่ส่งเมล์เข้ามาสู่เมืองใจ ใจผู้ตรวจเมล์เป็นตัวสำคัญ เมื่อรับทราบแล้ว ใจโอนเอียงไปทางไหนเล่า ใจต้องตรวจดูใจทั้งเหตุผลโดยเฉพาะใจให้แยบคาย ใจอย่าตื่นว่าเป็นเมล์ใหม่ก็แล้วกัน คือเมล์เก่าเรื่องเก่าที่เคยส่งเข้ามาประจำเป็นนิจวัตรนั้นเอง
ถ้าใจต่ำ รับเมล์แล้ว ก็รักบ้าง ชังบ้าง เฉยบ้าง คำว่า เฉย แปลว่าเมล์ที่ไม่น่ารัก เมล์ที่ไม่น่าชัง
ใจชั้นสูงก็เป็นแต่สักว่ารู้ เป็นแต่สักว่าเห็น (รู้ในที่นี้หมายความว่ารู้ด้วยปัญญา เห็นในที่นี้หมายความว่าเห็นด้วยปัญญา)
ส่วนใจชั้นกลาง สติปัญญาชั้นกลางก็สารพัดจะน้อมลงสู่ตามสติปัญญาของตน ๆ ตามอิสระเท่าที่เห็นสมควร เพราะนานาจิตตัง นานาธัมมัง
ท่านผู้ไม่ติดอยู่ในจิต ไม่ติดอยู่ในธรรม ไม่ติดอยู่ในผู้รู้นั้นคือพระอรหันต์ เพราะรู้เท่าจิต รู้เท่าธรรม รู้เท่าผู้รู้โดยแท้จริงแล้วจิตก็ดี ธรรมก็ดี ผู้รู้ก็ดี จึงไม่มีพิษ ไม่เป็นปัจจัยส่งต่ออะไร ๆ ให้เป็นไปในอนันตรเหตุ อนันตรผลอันเป็นสหชาติให้วนเวียนในสังสารวัฏ
อวิชชาตัวโง่ ๆ หลง ๆ ถูกทำลายไปด้วยมรรคปัญญาญาณอันถ่องแท้ เป็นมหาสัมมาวิมุตติ เป็นมหาสัมมาญาณสามัคคี กลมเกลียวดึงดูดกันทันเวลาในขณะเดียวโดยมิได้ส่งส่ายร้องเรียกหา ชนะสงครามโลกหลงด้านภายในที่เคยดองขันธสันดานมาไม่มีประตูไม่มีเวลาจะขบถคืนได้ เรียกว่าชนะสงครามอวิชชาก็ได้ไม่ผิด
สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ไม่ต้องกล่าวพรรณนาเรียงแบบไปก็ได้ ไม่ต้องสาวไป ไม่ต้องสาวกลับ เป็นอนุโลมเป็นปฏิโลมก็ได้ เพราะตัดในระหว่างไหน ๆ (ถ้า)ขาดแล้ว(เป็น)ใช้ได้ทั้งนั้นแหละ เพราะเหตุว่าเป็นเชือกเส้นเดียวกัน เป็นบ่วงอันเดียวกัน เป็นลูกโซ่อันเดียวกัน ที่เกี่ยวข้องติดโยงกันเป็นวงกลม ตัดขาดที่ไหนใช้ได้ทั้งนั้น แก้ได้ทั้งนั้น หลุดไปได้ทั้งนั้น พ้นไปได้ทั้งนั้น ไม่สงสัย
บางท่านกล่าวว่า ข้าพเจ้าเบื่อชอบแล้ว หน่ายชอบแล้ว พ้นชอบแล้ว ในเรื่องอดีต อนาคตนี้ แต่ทุกวันนี้อาศัยอยู่แต่ในปัจจุบันเท่านั้นดังนี้ก็มี
แต่ข้าพเจ้าผู้เขียนเข้าใจว่า ผู้ยินดีในปัจจุบัน แปลว่าเป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง เดินมรรคภาวนาถูกทาง แต่ยังมิได้หลุดพ้นถึงขั้นอรหันต์ เป็นเพียงเดินมรรคใดมรรคหนึ่งอยู่เท่านั้น และได้รับผลใดผลหนึ่งอยู่ในตัวเท่านั้น ยังมิใช่อรหัตผล เป็นเพียงได้ดื่มปีติความอิ่มใจที่พอใจในสมถะและวิปัสสนาในปัจจุบัน แล้วหลงยึดถือเอาปัจจุบันเป็นพระนิพพาน
ปัจจุบันมิได้เป็นพระนิพพาน เป็นเพียงทางเดินเข้าสู่พระนิพพานเท่านั้นเอง ด้วยอำนาจมรรคสามัคคี มรรคสามัคคีกับศีล สมาธิ ปัญญารวมพลกันในขณะเดียวกันไม่มีอันใดก่อนไม่มีอันใดหลัง ในชั้นติดอยู่ในปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรมนี้ มิใช่เดินทางถึงปลายทางแล้ว เป็นเพียงใช้คำว่าเดินถูกทางเฉย ๆ
ท่านผู้ถึงอรหัตผลแล้วมิได้ติดข้องอยู่ในอดีต อนาคตหรือปัจจุบันหรือสูญ ๆ สาญ ๆ หรือไม่สูญไม่สาญหรืออะไร ๆ ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าหากว่าติดอยู่เงื่อนใดเงื่อนหนึ่งแห่งปัจจุบันแล้ว วิญญาณปฏิสนธิก็มีเกิดมีตายอยู่ในปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรมนั้นเอง
ความทะเยอทะยานในปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรม เป็นสมุทัยและตัณหาอันละเอียดมาก เมื่อเป็นตัณหามันละเอียดก็เป็น อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ ฯลฯ อันละเอียดอยู่ในตัวด้วยไม่ต้องจำกล่าวไปใยก็ได้
เหตุไฉนจึงติดอยู่ในปัจจุบัน จนลืมตัว จนสำคัญตนว่าตนพ้นไปแล้วโดยสิ้นเชิง เพราะเหตุว่า สำคัญตนเป็นปัจจุบัน และ สำคัญปัจจุบันว่าเป็นตน ใน ๒ แง่นี้ แล้วก็แตกแยกออกไปอีกเป็นอีก ๒ แง่รวมเป็น ๔ คือ สำคัญว่า ผู้อื่นเป็นปัจจุบัน สำคัญว่า ปัจจุบันเป็นผู้อื่น
เมื่อสำคัญว่าตนมีอยู่ในปัจจุบัน สำคัญว่าปัจจุบันมีอยู่ในตน แล้วจะไม่หลงไปยึดถืออดีต อนาคตว่าเป็นตัวตนเราเขาสัตว์บุคคลนั้นเป็นไม่มีเลย เป็นเพียงสติปัญญาไม่กล้า แล้วก็เข้าใจผิดฟิตตัวขึ้นว่าละได้แล้วเรื่องอดีตอนาคต ความสำคัญตัวย่อมเป็นรากเหง้าของกิเลสอยู่โดยตรง ๆ แล้ว จะปฏิเสธไปไหนก็ไม่รอดได้เลย
อดีต อนาคต ปัจจุบันก็คล้าย ๆ กับปลาตัวเดียวกัน แต่หัวและหางไม่กิน เพราะไม่อร่อย แต่เป็นยาเสพติด มากินพุงของมันที่ตรงกลางตัวแล้วจะยืนยันว่าเราไม่กินปลาตัวนั้นดอก ดังนี้ก็ไม่พ้นตกอยู่แบบฉลาดแต่แกมโกงซึ่ง ๆ หน้า ท่านผู้ทรงคุณปัญญาคมคายชำแรกกิเลส ย่อมรู้ได้ไม่ต้องดำดินบินบน เหมือนนกและปลาไหล ก็รู้ได้ไม่ค่อยผิด
ปัญญาย่อมเป็นนายหน้าของธรรมทุกประเภท ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ ทางโลกีย์หยาบ ๆ ที่เป็นนายหมวด นายพรรคนายพวก นายพัน นายพลเป็นต้น ต้องเอาผู้ฉลาดเป็นหัวหน้า ทางพุทธศาสนาว่าบัณฑิต ปัณฑิตา ปรินายกา บัณฑิตเท่านั้นจึงควรเป็นหัวหน้าของกาย วาจา คือใจที่ประกอบด้วยปัญญา นัตถิพาลา ปรินายกา คนพาลมิควรเป็นหัวหน้า ใจที่เป็นพาลไม่ควรเป็นหัวหน้าของกาย วาจา นี้น้อมเข้ามาในฝ่ายปฏิบัติทางธรรมปรมัตถ์ เพื่อให้รู้ชัดปฏิบัติสะดวกเป็นโอปนยิโกไม่ส่งส่ายหนีหลักเดิม
การนึกคิดทั้งปวงออกไปจากคอกใจ ต้องกลับเข้าคอกใจ ใครเป็นเจ้าของใจ ใจที่มีกิเลสย่อมยึดถือเอาใจเป็นตน ตนเป็นใจ ใจที่ไม่มีกิเลสสิงจะบัญญัติและไม่บัญญัติก็มิได้ติดอยู่ในเงื่อนใด ๆ ทั้งสิ้น นี่ธรรมในพระพุทธศาสนาลึกซึ้งเพียงใดเล่าโลกาเอ๋ย เหตุนั้นพระบรมศาสดาตรัสรู้ใหม่ ๆ จึงใช้กิริยาระอา(ที่)จะสั่งสอนโลก และเป็นธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายต้องใช้กิริยาอย่างนั้นก่อน จึงเป็นเหตุให้พรหมได้อาราธนาตามธรรมเนียม
ธรรมเนียม อ่านว่าธรรมเนียม ธรรมเนียมนี้ว่าโดยย่อแบ่งออกเป็น ๒ เป็นโลกิยธรรมเนียม เป็นโลกุตรธรรมเนียม
สัมมาสัมพุทธธรรมเนียม ปัจเจกพุทธธรรมเนียม สาวกธรรมเนียม สาวิกาธรรมเนียม โสดาปัตติมรรคโสดาปัติติผลธรรมเนียม สกทาคามิมรรคสกทาคามิผลธรรมเนียม อนาคามิมรรคอนาคามิผลธรรมเนียม อรหัตมรรคอรหัตผลธรรมเนียม จะธรรมเนียมใด ๆ ก็มีธรรมวินัยเป็นประมาณขอบเขตไม่เลยเถิด เพราะอยู่ระดับธรรมวินัยเป็นชั้น ๆ ของภูมินั้น ๆ ไม่ได้เอากิเลสเป็นนายหน้านายกของธรรมเนียมเพราะเข้าสู่โลกุตรธรรมเนียมแล้ว
โลกิยธรรมเนียมนั้นเอาเป็นประมาณไม่ได้ หมู่มากลากไปทางธรรมเนียมผิดก็มี หมู่มากลากไปทางธรรมเนียมถูกก็มี หมู่น้อยลากไปทางธรรมเนียมถูกก็มี หมู่น้อยลากไปทางธรรมเนียมผิดก็มี เพราะทางโลกิยวิสัยเลือกเฟ้นธรรมวินัยมาเป็นอาจารย์ยังไม่สันทัด ยังบกพร่องทางเหตุผลอยู่
บางทีเหตุชั่วแท้ ๆ บัญญัติเอาดื้อ ๆ ว่าเหตุดีก็มี เช่น เหตุแห่งอบายมุขทุกประเภทเป็นต้น เป็นเหตุแห่งฉิบหายโต้ง ๆ ไม่มีศาลอุทธรณ์เลยในทางธรรมวินัย แล้วบัญญัติเอาดื้อ ๆ ว่าเป็นทางเจริญแห่งโภคทรัพย์ ก็ไม่ผิดแปลกจากบัญญัติว่า กงจักรเป็นดอกบัว แล้วเอื้อมมือเข้าไปจับ มือก็ขาด แล้วก็ไม่รู้ตัวเลยว่ามือขาด เพราะเข้าใจผิดว่ากงจักรเป็นดอกบัว โลกิยวิสัยย่อมเป็นกันอยู่อย่างนี้เป็นส่วนมาก
ฉะนั้นพระบรมศาสดาจึงลงทุนลงแรงสร้างบารมีมาในสงสารอเนกปริยาย เพื่อขนรื้อเอาสัตว์ออกจากความเข้าใจผิด ที่เห็นผิดเป็นชอบ เพื่อให้เห็นชอบเป็นชอบตรงกับเหตุตรงกับผล ด้วยทรงพระเมตตาอันหาประมาณมิได้ ด้วยทรงพระมหากรุณาดังสาครอันหาประมาณมิได้เลย ถึงกระนั้นก็รื้อได้ขนได้เท่าเขาโคเท่านั้น ส่วนขนโคนั้นรื้อไม่ได้ มอบไว้ให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตต่อไปตามกรรมและผลของกรรมของสัตว์โลกแต่ละรายเป็นยุค ๆ และสมัย
เขียนทั้งต่ำ ทั้งสูง ทั้งลึก ทั้งตื้นปะปนกันไป เมื่อมีเวลาชีวาทรงอยู่ ก็เขียนซะซ้ำซากตามประสาของผู้รู้งู ๆ ปลา ๆ ล้าสมัย แต่ก็ไม่มีท่านผู้ใดล้าสมัยเลยในโลกนี้ ถ้าทำดีก็ไม่ล้าสมัยในทางดี ถ้าทำชั่วก็ไม่ล้าสมัยในทางชั่ว ถ้าพ้นจากกิเลสโดยสิ้นเชิงแล้วก็ไม่ล้าสมัยจากพระอรหันต์ ไม่ล้าสมัยทั้งเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานด้วยการไม่ล้าสมัย ก็ไปจบกันในที่นั้น ต่ำกว่านั้นลงมา การไม่ล้าสมัยขึ้นอยู่กับเหตุผลทางดีและทางชั่วที่สร้างขึ้น
หันย้อนคืนมาปรารภเจตนาของผู้ปฏิบัติพระพุทธศาสนาย่นลงมามี ๒ เจตนา คือ เจตนาโลกิยะหนึ่ง เจตนาโลกุตระหนึ่ง
เจตนาก็ดี ความประสงค์ก็ดี ความต้องการก็ดี ความหมายก็ดี ความอธิษฐานก็ดี ความหวังก็ดี ก็มีความหมายแห่งใจความและรสชาติอันเดียวกัน จะผิดกันบ้างก็แต่ต้องการช้าหรือเร็วเท่านั้นแหละ
เจตนาโลกุตระก็แจกออกไปหลายประเภท
ประเภทที่ ๑ เจตนาพุทธภูมิ ออกปากบ้างไม่ออกปากบ้าง ได้รับลัทธพยากรณ์บ้าง ยังมิได้รับบ้าง ตามเหตุผลที่ได้สร้างมาน้อยและมากในปุเรชาติ
เป็นศรัทธาธิกะบ้าง ปัญญาธิกะบ้าง วิริยาธิกะบ้างตามเจตนาที่ชอบของตน พุทธภูมิจำพวกที่ได้รับลัทธพยากรณ์แล้วจึงเป็นการแน่นอนได้ ไม่มีเจตนาเปลี่ยนแปลงไปทางอื่น ต่ำกว่านั้นลงมาในพวกปรารถนาพุทธภูมินี้สามารถเปลี่ยนแปลงเจตนาของตนไปทางอื่นได้ เช่น เจตนาเปลี่ยนแปลง ลงมาเป็นปัจเจกภูมิ หรือสาวกภูมิก็อาจเป็นได้ ไม่แน่นอนได้เลย
บางจำพวกเมื่ออุปสมบทแล้ว ออกปฏิบัติเบื้องต้นก็เจตนาว่าจะปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ในปัจจุบันชาตินี้ แต่เมื่อปฏิบัติไป ๆ ก็คลายออกเพราะเห็นว่าคงไปไม่รอด แล้วพลิกใจใหม่ว่าจะปรารถนาพุทธภูมิดังนี้ก็มี แล้วลาสิกขามาสู่ฆราวาสก็มี และไม่ลาก็ยังเป็นเพศบรรพชิตอยู่ จำพวกนี้ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจดี พิจารณายาก ขอฝากไว้ให้ท่านผู้รู้ทั้งหลายอธิบายให้ฟังแล
จำพวกที่ปรารถนาพระปัจเจกภูมิ ปัญญาธิกะ ศรัทธาธิกะ วิริยาธิกะเหล่านี้ก็มีมากมายนัก ได้รับลัทธพยากรณ์แล้วก็มี ไม่ทันได้รับลัทธพยากรณ์ก็มี ตามความยิ่งและหย่อนที่ได้ลงทุนลงแรงที่แสวงมา จำพวกที่ปรารถนาเป็นสาวกซ้ายขวาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในอนาคตก็ยังมีมากมายนัก จำพวกปรารถนาสาวกฝ่ายเอตทัคคะและสุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโตก็ยังมีมากมายเป็นอเนกอนันต์หาประมาณมิได้ ทุก ๆ จำพวกที่ปรารถนาโลกิยสมบัติก็ดี หรือยังไม่รู้จักปรารถนาอะไรก็ดี ทำดีเรื่อยไป ทำตัวเรื่อยไป ก็ไม่สามารถจะพรรณนาได้
เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องส่งนอก วิจัยท่านผู้อื่นทั้งนั้น ไม่ถือว่าเป็นของจำเป็นสำคัญอะไรนัก ถ้าไม่เขียนก็คะนองมือเพื่อแก้ง่วง ท่านผู้อ่านอ่านมาพบเข้า ขี้เกียจอ่านก็เปิดข้ามไปซะ หรือไม่อ่านเลยสักวรรคสักตอนก็ได้ เพราะมันไม่มีรูปเหมือนหนังสือพิมพ์ประจำวันประจำสัปดาห์ การอ่านการเขียนการนึกการคิดก็อยู่ในวิธีของกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร เกิดแล้วแปรดับไปเป็นระยะ ๆ ติดต่ออยู่ ต้องขึ้นอยู่กับผู้รู้ตามเป็นจริง หรือไม่รู้ตามเป็นจริงเท่านั้น
จำพวกที่เจตนาพ้นทุกข์ในปัจจุบันชาติและก็ไม่แอบกินอยู่แต่ความปรารถนาและเจตนาอย่างเดียว เตือนคนด้วยตนเอง ปลุกตนด้วยตนเอง อยู่ในข้อวัตรปฏิบัติไม่ปีนเกลียว เรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ สุขภายนอกหรือคราวเสื่อมลาภ เสื่อมยศ เสื่อมสรรเสริญเยินยอ เสื่อมสุขอิงอามิสภายนอกไม่ถือว่าเป็นเสี้ยนเป็นหนามต่อเจตนาที่ตั้งไว้ ไม่เสียหายและไม่อาลัยว่าจะพลิกเจตนาและปรารถนาใหม่ ท่านจำพวกนั้นสร้างบารมีเต็มตื้นมาแล้ว และบางท่านก็พ้นไปแล้วจากบ่วงทั้งปวงสิ้นเชิง
และบางท่านก็โชกโชนถ่อ พาย แจวอยู่ภายในด้านจิตใจด้วยสติปัญญาอยู่ ไม่ได้ไว้ใจไม่ร้อนใจเลย แม้กายจะนอนอยู่ก็ตาม ยังไม่หลับเพียงไรก็มีสมถะและวิปัสสนากลมกลืนกันอยู่เพียงนั้น ไม่เรียงแบบไม่ส่งส่ายไม่สงสัย มีสติปัญญาเป็นกุญแจอยู่ในมือสติ มือปัญญา เปิดประตูข้ามหลงอยู่ในตัวแล้ว
มรรคจิต มรรคใจ มรรคสติ มรรคปัญญารวมพลเข้าเป็นเกลียวเดียวกัน ไม่มีอันใดก่อนไม่มีอันใดหลัง ผลจิต ผลใจ ผลสติ ผลปัญญาก็รวมพลกันในขณะเดียวกันไม่มีอันใดก่อน ไม่มีอันใดหลังพร้อมกันทันกาล ย่อมดับความหลงในสงสารเฉพาะส่วนตัวได้ไม่ขบถคืน ไม่ขบถตนคืนมาหลงอีก
ข้ามห้วยหนองคลองบึงบาง ทะเลมหาสมุทรภายนอกได้ตลอดถึงข้ามประเทศนอกได้ล้าน ๆ มหาประเทศ ล้าน ๆ มหาสมุทรก็ดี ด้วยเครื่องยนต์กลไกภายนอกไม่เท่าข้ามความหลงของตนได้ด้วยพระมหาปัญญาญาณอันถ่องแท้อันทรงสัมมาญาณบริบูรณ์ในปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรมซึ่งหน้าแลนา
หน้าสติปัญญา กับหน้าหนังหุ้มหน้าผาก เป็นคนละวัตถุต่างกัน แต่ถ้าไม่หลงหนังหุ้มหน้าผาก ก็กลายเป็นหน้าสู้ หน้าปัญญา อยู่ในตัวอีกแล้ว เรียกว่าข้ามทะเลหลงหนังทั้งปวงได้แล้ว ทั้งทะเลหนังอดีต ทั้งทะเลหนังอนาคต ทั้งทะเลหนังปัจจุบันด้วยวัตถุอันอื่น ๆ ไม่กล่าวอีกก็ได้ไม่เป็นไร
ต่อไปมีเรื่องอะไรก็เขียนลงไปก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ตามประสาของกายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขารเพราะพระนิพพานมิได้มาเขียนมาอ่านด้วย
บาลีท่านถามว่า วิญญาณมีจริงหรือ
ผู้เขียนก็ต้องตอบว่า ผู้ถามก็เอามโนวิญญาณถาม ผู้ตอบก็เอามโนวิญญาณตอบ ผู้เป็นกรรมการก็เอามโนวิญญาณเป็นกรรมการ ผู้ถามก็ไม่ควรถาม ผู้ตอบก็ไม่ควรตอบ ผู้กรรมการก็ไม่ควรเป็นกรรมการ เพราะคล้าย ๆ กับคนขี้เมาสุราถามและตอบกัน คล้าย ๆ กับคนขี้เมาสุรามาเป็นกรรมการอีก จะกลายเป็นสภานกเค้าแมว เพราะมีลูกตาโตเสมอกันแล้ว
และก็ จักขุวิญญาณ วิญญาณทางดวงตา โสตวิญญาณ วิญญาณทางหู ฆานวิญญาณ วิญญาณทางจมูก ชิวหาวิญญาณ วิญญาณทางลิ้น กายวิญญาณ วิญญาณทางกาย มโนวิญญาณ วิญญาณทางใจ วิญญาณทั้งหลายเป็นเมืองขึ้นของมโนวิญญาณ แล้วโทรเลขด่วน หรือโทรศัพท์ด่วนลงถึงมโนวิญญาณ แล้วทั้งอดีตที่ล่วงไปแล้วด้วย ทั้งอนาคตที่ยังไม่มาถึงด้วย ทั้งปัจจุบันที่กำลังเป็นอยู่ซึ่งหน้าด้วย ถ้าหากว่าไม่รู้เท่าวิญญาณแล้วก็เป็นวิญญาณปฏิสนธิตะพึดตะพือ เป็นอนันตรปัจจัย เป็นอนันตรเหตุ เป็นอนันตรผล เป็นอนันตรกิเลส เป็นอนันตรกรรม เป็นอนันตรวิบาก เป็นอนันตรชาติ เป็นอนันตรภพ หรือจะว่าเป็นอนันตรภพ อนันตรชาติ ก็ได้
ในห้วงของปัจยาการปฏิจจสมุปบาทที่เกี่ยวข้องกันเป็นสายโซ่, โลภ โกรธ หลง เป็นสายโซ่หรือไม่ และต่างกันอย่างไรกับปัจยาการ
ตอบว่าเป็นสายโซ่อยู่โดยตรง ๆ แล้วและไม่ต่างกันกับปัจยาการเลย มีความหมายอันเดียวกัน ผู้ที่ไม่รู้เท่าปัจยาการ ก็มีความหมายอันเดียวกัน ผู้ไม่รู้เท่า โลภ โกรธ หลง ก็มีความหมายอันเดียวกัน ไม่แปลกเลย ผู้ไม่รู้เท่าอดีต อนาคตและปัจจุบัน ก็มีความหมายอันเดียวกัน ผู้ไม่รู้เท่ากองนามรูป ก็มีความหมายอันเดียวกันนั้นแล ผู้ไม่รู้เท่าไตรลักษณ์ก็มีความหมายอันเดียวกันอีก
คำว่ารู้เท่าในที่นี้มิได้หมายความว่า รู้ตามสัญญาความจำมา เคยหูก็หันปากว่าไปเหมือน แก้วเจ้าขา กินข้าวกับกล้วย เลย หมายความว่ารู้ตามเป็นจริงแห่งความหลุดพ้นโดยถ่องแท้ เป็นสัมมาวิมุตติ เป็นสัมมาญาณะ มิใช่มิจฉาวิมุตติ มิใช่มิจฉาญาณะ
จะขอถามสักคำว่า ผู้เขียนอยู่เดี๋ยวนี้ล่ะ อยู่ระดับใดเล่า
ตอบว่า ไม่เป็นฐานะจะทุ่มเถียงกันก่อนศาลธรรมอันเป็นปัจจัตตัง และศาลธรรมสันทิฏฐิโก อันเป็นสิทธิท่านผู้พ้นและไม่พ้นแต่ละรายจะรู้ตัวเองเอาเทอญ จึงเป็นธรรมอันไม่นอกเหนือ ถ้านอกเหนือไปกว่านี้แล้ว คงเป็นธรรมย้อมแฝงแปลงมายา จะเอาเป็นประมาณมิได้
สันทิฏฐิโกและปัจจัตตังในทางพระพุทธศาสนาคงจะมีขอบเขต คงหมายเอาแต่พรหมจรรย์เบื้องต้นไป คือ พระโสดาบัน ไปจนถึงพระอรหันต์ มิฉะนั้นแล้วจะฟั่นเฝือเอาเป็นกฎเกณฑ์ไม่ได้ จะกล่าวให้พิสดารแล้ว โลกิยวิสัยผู้เขาทำดีทำชั่วตอนไหน ๆ เขาก็รู้เขาอยู่ เว้นไว้แต่ผู้ไม่รู้จักดีจักชั่วเอาเสียเลย แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่พ้นปัจจัตตังและสันทิฏฐิโกอีก เพราะเหตุว่า จำพวกที่เขาถือว่าไม่มีบาปไม่มีบุญ เขาก็รู้ตัวเขาว่า เราถือว่าไม่มีบาปไม่มีบุญเลยดังนี้ ฉะนั้นจึงตีความหมายได้ทั้งโลกิยะและโลกุตระ ได้มอบไว้เป็นสิทธิของเจ้าตัวแต่ละรายเท่านั้นเอง
คิดเห็นอะไรก็เขียนไปก๊อกแก๊ก ตามประสาผู้ล้าสมัย แต่ แก่เจ็บ ตาย มิได้ล้าสมัยไปทางใดเลย มีอยู่ทุกกาล
สังขารธรรมทั้งปวงก็ทรงอยู่ทุกกาล
ธรรมอันปราศจากสังขารก็ทรงอยู่ทุกกาล
หนทางปฏิบัติเพื่อพ้นไปจากสังขารธรรมก็มีอยู่ทรงอยู่ทุกกาล
ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีสิ่งที่ล้าสมัย ไม่ว่าทางดีหรือทางชั่ว ทำเอาเวลาใดได้ทั้งนั้น ขอแต่เหตุวางลงไป ผลแม้ไม่ประสงค์ ก็ได้รับตามส่วนควรค่าแก่เหตุที่สร้างขึ้นน้อยและมาก จะไปทางดีทางชั่วแล้วแต่เหตุเป็นเกณฑ์ เจ้าเหตุเจ้าผลก็คือใจ (ยกเว้นพระอรหันต์เสีย) เพราะพระอรหันต์ไม่มีอุปาทานจะมาคอยรับได้รับเสียกับเหตุกับผล มิได้เป็นเจ้าเหตุเจ้าผลหรืออะไร ๆ ทั้งนั้น เพราะได้ส่งเหตุส่งผลคืนให้สังขารทั้งปวงแล้ว มิได้กลับมาจี้ปล้นอีก เป็นธรรมทรงอยู่เหนือเหตุเหนือผลไปแล้ว
เหตุใจ ผลใจ เหตุธรรม ผลธรรม ก็มีความหมายและรสชาติอันเดียวกัน พระอรหันต์มิได้ติดอยู่ในรสใจส่วนนี้ และก็มิได้ติดอยู่ในรสธรรมส่วนนี้ด้วย เพราะใจส่วนอาศัยเหตุ ๆ ผล ๆ ก็ดี ธรรมอันอาศัยเหตุ ๆ ผล ๆ ก็ดี เป็นใจเป็นธรรมอันยังไม่ทันหลุดพ้นจากความหลงโดยสิ้นเชิง ใจที่ยังอาศัยหลักเหตุ ๆ ผล ๆ อยู่ก็ดี ธรรมที่ยังอาศัยหลักเหตุ ๆ ผล ๆ อยู่ก็ดี อย่างสูงก็เพียงพระอนาคามีเท่านั้น นัยนี้มิได้ปรารภข่มขี่พระอนาคามีแต่ประการใดเลย ปรารภตามธรรมชั้นสูง
เหตุใจผลใจอยู่ที่ไหน เหตุธรรมผลธรรมก็อยู่ที่นั้น สัมปยุตกันอยู่เกือบจะแยกไม่ออกได้ ไม่มีอันใดก่อน อันใดหลัง เปรียบเหมือนของหยาบ ๆ เช่น หลับตาและลืมตา ผลของมืดและผลของสว่างย่อมมีในขณะเดียวกันกับหลับและลืมตา โยงถึงกันไปเป็นระยะ ๆ ถี่ยิบ แม้เหตุของเจตสิกที่นึกคิดของจิตเล่า โยงถึงกันถี่ยิบไปเป็นซ้อน ๆ เป็นสันตติ ติดต่ออยู่ไม่ขาดวรรคไม่ขาดตอน เกิดดับเร็วอีกด้วย เมื่อมีผู้เข้าไปสอดแทรกยึดถือเอาเป็นเจ้าของแล้วยิ่งไม่มีเงื่อนต้น ยิ่งไม่มีเงื่อนปลาย เป็นมหาสังสารจักร เป็นมหาสังสารวัฏ เป็นมหาอนันตรปัจจัย เป็นมหาอนันตรเหตุ เป็นมหาอนันตรผล เป็นมหาอนันตรภพ เป็นมหาอนันตรชาติ เป็นมหาอนันตรอวิชชา ไม่มีที่สิ้นสุดลงได้ง่าย ๆ และไม่พ้นความสงสัยในธรรมตอนนี้อีกด้วย และก็ไม่เห็นชัดแจ้งในไตรลักษณ์อีกด้วย จะเห็นได้บ้างก็ในกายหยาบ ๆ เท่านั้น
แต่ก็ยังดีกว่าที่ไม่เห็นกายบ้างเสียเลย เมื่อรู้ตามเป็นจริงของกายชัดแล้ว สิ่งอื่น ๆ ก็พลอยรู้ตามเป็นจริงไปเอง แต่ต้องเข้าใจ ว่ากายมิได้เป็นเจ้าเหตุเจ้าผลของบาปบุญคุณโทษ อยู่ต้นเหตุต้นผล เป็นเพียงรับใช้จิตเจตสิกและกิเลสเท่านั้น (ยกเว้นพระอรหันต์เสียเพราะไม่มีกิเลสจะมาปลอมแอบใช้ด้วย)
ท่านผู้ต้องการพ้นทุกข์โดยด่วนในปัจจุบันชาติ ปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรมแล้ว จะไม่เอื้อเฟื้อ ไม่อาลัย ไม่รัก ไม่ปฏิบัติเนือง ๆ ยิ่ง ๆ ในพระอานาปานสติลมหายใจออกเข้า แล้วนั่งคอยนอนคอยปรารถนาอยู่เฉย ๆ ย่อมเป็นไปได้ยาก และลมออกเข้ายาวหรือสั้นจะไม่ใช่กายอย่างไร ก็กายานุปัสสนานั่นเอง และก็ธาตุดินน้ำไฟลมที่สมดุลกันอยู่นั้นเอง จึงพอหายใจออกเข้าได้
ลมหายใจออกเข้า บางทีเสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง อุเบกขาบ้าง ก็เวทนานุปัสสนานั้นเอง
ลมหายใจออกเข้า เห็นจิตที่เศร้าหมองหรือผ่องแผ้วหรือกลาง ๆ ก็จิตตานุปัสสนานั้นเอง
ลมหายใจออกเข้า เห็นความไม่เที่ยงแห่งกายสังขาร จิตสังขารก็ธรรมานุปัสสนานั้นเอง
(ไม่เรียงแบบก็ได้ไม่เป็นไรดอก )
แล้วกายก็ดี เวทนาก็ดี จิตก็ดี ยกขึ้นสู่เมืองขึ้นของไตรลักษณ์ให้กลมกลืนกันเป็นเชือกสามเกลียว เป็นเป้าอันเดียวกันไม่ต้องแยก ไม่ต้องเรียง ไม่ต้องขยาย เห็นอยู่ ณ ซึ่งหน้าสติ ซึ่งหน้าปัญญา พร้อมกับลมออกเข้า ไม่มีอันใดก่อน ไม่มีอันใดหลัง ติดต่ออยู่ พิจารณาอยู่ไม่ขาดสาย
ความเพลินความเมาความดิ้นรนในโลกทั้งปวง ทั้งอดีตอนาคตมันจะรวมพลมาจากประตูใด เพราะปัจจุบันมีอำนาจเหนือโลกอดีต เหนือโลกอนาคตแล้ว มิหนำซ้ำจะได้โต้ตอบกับปัจจุบันว่า ปัจจุบันเป็นเมืองขึ้นของใคร และใครมายึดถือเอาเป็นเจ้าของ จะได้ตะลุมบอนหั่นแหลกกันในปัจจุบันนั้น แต่อย่าได้ลืมลมออกเข้า เพราะลมออกเข้าเป็นแม่เหล็กอาจารย์เดิม ลมจะละเอียดสักเพียงใดอย่าได้ลืมเลย เพราะจิตจะฟุ้งซ่านเป็นว่าวเชือกขาด จะเป็นช่างเหล็กที่ตีเหล็กไม่ถูกทั่ง เหล็กจะกระเด็นใส่หน้า ข้อนี้สำคัญมากนักหนา
แต่นักภาวนากำหนดลมออกเข้า มักจะไปเสวยอยู่แต่ลมละเอียดเข้า ละเอียดแล้ว ลมหายไป ไม่ปรากฏว่ามีลมเลย เมื่อหมดกำลังแล้วถอนออกมาไม่ค่อยจะได้ความอะไรเฉพาะตน ได้ความแค่เพียงว่าสบายกายสบายใจชั่วคราว เลยกลายเป็นนักหลบมิใช่นักรบ ปัญหาของจิตใจยังค้างแขวนอยู่อักโข
แท้จริง(การ)เข้าไปแบบนั้น(ก็)เพียงให้รู้รสชาติเท่านั้น จะติดอยู่เพียงแค่นั้น ก็ไปไม่รอดอีก ถ้าไม่พักแบบนั้นก็ไม่ได้ แต่หมั่นพักบ่อยก็ไม่ได้งานอีก เพราะงานยังไม่เสร็จ และเวลาของชีวาแต่ละชาติละชาติก็มีน้อย และคำว่าชาติใหญ่ ๆ หมายถึงชั่วขณะลมออกเป็นชาติหนึ่ง ลมเข้าเป็นชาติหนึ่ง ๆ ของส่วนกายสังขาร ส่วนจิตสังขารนั้นเป็นชาติอันละเอียด เร็วนัก เกิดดับติดต่อกันเร็วนัก
อนิจจาอันละเอียดมากมายแท้ ๆ เมื่ออนิจจาละเอียดเข้าสักเพียงไรก็ดี ทุกขา อนัตตา ก็ละเอียดเข้าเป้าเดียวกัน ขณะเดียวกัน ถ้าส่งส่ายไปทางอื่น ก็ยิ่งตื่น ไม่เห็นชัดได้ เชื่อตนเองไม่สนิทได้ ย่อมขบถตนคืนอีก
ผู้ที่ทิ้งกรรมฐานเดิมที่ตนตั้งไว้ ย่อมไปตามนิมิตภายนอกต่าง ๆ นานา นิมิต แปลว่าเครื่องหมาย สารพัดจะรู้ จะหมายไป
หมายกับเหมือนก็พอเหมือน ๆ หมาย ๆ นี้เอง มิใช่ตัวจริงดอก ได้เพียงแค่นั้นแหละ และผู้ติดนิมิต อิงกับอุปจารภาวนาไม่ค่อยลงคนได้ง่าย ๆ นะ มิหนำซ้ำกล่าวตู่ในใจให้ผู้เทศน์ว่า คนภาวนาไม่ดีเท่าเขาแล้วมากุมเทศน์เขา อ้ายที่แท้นั้น เขาได้ตกนรกมาก่อนในตอนนี้แล้วและได้พ้นไปแล้ว และไม่ว่าใคร ๆ ในโลกถ้าไปติดอยู่ในชั้นใด ๆ แล้วแกะยาก เพราะเป็นของบ่งให้กันไม่ได้เหมือนหนาม เว้นไว้แต่เห็นโทษตนเองในชั้นนั้น จึงจะกลับตัวได้เอง บางรายพอกลับตัวได้ก็บ่ายค่ำไปเสีย บ่ายก็คือแก่มากไปแล้ว ค่ำก็คือตายไปเสียแล้วแต่เนิ่นนานวัน
อานาปานสติเป็นกรรมฐานในพระพุทธศาสนาชั้นที่หนึ่ง เป็นยอดแห่งกรรมฐานทั้งปวงด้วย ผู้เจริญชำนาญแล้ว จะดึงกรรมฐานและวิปัสสนาภาวนาปัญญามารวมเข้าก็ได้ ไม่ขัดข้อง ไม่แสลงเลย เช่น นิโรธความดับตัณหา เป็นธรรมอันละเอียด จะดึงเข้ามาให้เห็นพร้อมกับลมออกเข้าก็ได้ทั้งนั้น
ยาขนานเดียวแก้โรคได้ทั้งล้าน ๆ อย่าง ก็คือพระอานาปานสตินี้ สามารถบรรเทาและแก้สรรพกิเลส สรรพตัณหาได้ ตามเหตุผลของท่านผู้เจริญน้อยและมากได้โดยตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมเลย ขอแต่ทุ่มเท ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาลง ให้สมดุลกันติดต่อไม่ขาดสาย นิพพิทาความเบื่อหน่ายคลายเมาในความหลง อันดองขันธสันดานมานมนาน ก็จะปรากฏเป็นสัมมาวิมุตติ เป็นสัมมาญาณะโดยแน่แท้ ไม่ต้องสงสัยเลย อย่าตีตนตายก่อนไข้ก็แล้วกัน อย่ากล่าวตู่ตนว่ามรรคผลนิพพานหมดไปแล้ว มุ่งกล่าวตู่พระพุทธศาสนา แต่ถูกกล่าวตู่ตนไม่รู้ตัวอีกด้วย
ผู้ไม่แยบคายในอานาปานสติแล้ว ไฉนจะเห็นเจตสิกที่เกิดดับได้ง่าย ๆ เล่า เพราะตามลมเข้าออกไม่ถึงจิตและเจตสิก เมื่อไม่เห็นความเกิดดับได้ละเอียด ไฉนจะเห็นไตรลักษณ์ละเอียดเล่า นิพพิทาความเบื่อหน่ายคลายหลงจะเปิดประตูและหน้าต่างช่องใดให้ปรากฏแก่ตา ปัญญาญาณเล่าย่อมเป็นไปไม่ได้ ทั้งโลกอดีต ทั้งโลกอนาคต ทั้งโลกปัจจุบันด้วย พระบรมศาสดาเทศนาสั่งสอนด้วยทรงพระมหากรุณาธิคุณอันหาประมาณมิได้ จนครบ ๔๕ พระพรรษา ก็หนักเน้นลงในไตรลักษณ์มากกว่าพระพุทธภาษิตอื่น ๆ เพราะเป็นธรรมอันจะหลุดพ้นได้ง่าย
เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นล่ำไม่เป็นสันและก็เป็นเรื่องที่ควรเขียนบ้าง บางทีมีผู้ชอบอ่านการขีดเขียนในสำนักปฏิบัติและก็เป็นหัวหน้าด้วยในสำนัก ก็ต้องได้สนใจอยู่มิใช่น้อยเลย บรรดาภิกษุสามเณรผู้มาอาศัยอยู่ด้วยเพื่อปฏิบัติธรรม ต่างก็มีสิทธิสังเกตทุกแง่ทุกมุมในสำนักนั้น ๆ สิ่งที่ไม่เหมาะสมอันเกินพอดี แม้จะไม่จับเอาไปพระนิพพานด้วยก็จริง แต่ก็ต้องได้พิจารณาอยู่นั้นเอง เพราะคนแต่ละคนย่อมมีอิสระพิจารณาทุก ๆ ด้าน มิฉะนั้นแล้วก็จะเป็นคนฉลาดไม่ได้
หัวหน้าของหมู่ในสังคมหนึ่ง ๆ เป็นของสำคัญมาก ย่อมเป็นเป้าสายตาของคนทั่วไปอยู่โดยตรง ๆ การติชมกาเลเทน้ำเป็นของมีอยู่ประจำโลกก็จริง แต่ก็ต้องรักษาในสิ่งที่ไม่เหลือวิสัย การรักษากับการปฏิบัติก็คงมีความหมายอันเดียวกัน เพราะรักษาในสิ่งที่ควรรักษา ปฏิบัติในสิ่งที่ควรปฏิบัติ เว้นในสิ่งที่ควรเว้น ตรงต่อเวลาในสิ่งที่ควรตรงต่อเวลา ปฏิบัติบรรจงในสิ่งที่ควรปฏิบัติบรรจง ทรงตัวและก้าวหน้าหาธรรมชั้นสูง
การปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน เพื่อทดสอบให้ตนและอนุชนรุ่นหลังนี้ ย่อมไม่นิยมกาลเวลาของวัยอ่อน ปานกลาง หรือแก่ชรา แม้ถึงจะเดินไม่ได้ ไปไม่เป็น นอนคาที่ ก็ต้องมีธรรมเป็นเครื่องคำนึง ด้วยใจอันพอพึงเท่าที่ควรแก่ตน
ข้อวัตรของใจภายใน กับธรรมภายในนี้ ถ้าห่างเหินกันแล้วย่อมเหลิงเจิ้ง เวลาของกายเป็นเวลาภายนอกก็ว่าได้ไม่ผิด เวลาของใจกับธรรมเป็นเวลาภายใน สังสรรค์กันอยู่อย่างละเอียดลึกซึ้ง สติปัญญาแก่กล้าจึงจะมองตามเห็นได้ จึงจะรู้จักเลือกเฟ้นสิ่งที่ควรและไม่ควรอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนได้ สติปัญญาอันชอบจึงจะเลือกใจเลือกธรรมที่ชอบได้ โดยเฉพาะของส่วนใจ ของส่วนกรรมที่ชอบ มิฉะนั้นแล้วก็จะกลืนทั้งกระดูกและก้างแบบไม่มีการเลือก
การเฟ้นและการใคร่ครวญ ก็มีความหมายอันเดียวกัน คือเลือกเฟ้นใจ เลือกเฟ้นธรรม ใคร่ครวญใจ ใคร่ครวญธรรม ไม่ว่าสิ่งใด ๆ ในโลก หรือในธรรม ถ้าเอาธรรมเป็นแว่นใคร่ครวญลงมิให้ ปีนเกลียวของธรรมหลาย ๆ รอบแล้ว ไม่ค่อยผิดพลาดในตอนนั้น ๆ แม้จะผิดพลาดบ้างก็มีประตูแก้
ที่ผิดไม่มีประตูแก้นั้น เพราะขาดการพิจารณาก่อนลงมือทำ การลงมือทำมิได้หมายแต่เฉพาะมือภายนอก อันเป็นมือเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น หนัง หมายเอามือสติปัญญา อันสมดุลกับใจกับธรรม การพิจารณา จะตัดสินใจเอาตามอัตโนมติไป โดยไม่มองดูธรรมแท้ของพระองค์ที่กล่าวไว้ดีแล้วก็ไม่ได้ ถ้ากิเลสเจ้าตัวยังหนาแน่นอยู่ ความตกลงใจจะตัดสินเอาเองก็เข้าข้างกิเลสอีกไม่รู้ตัวด้วย
ผู้ที่จะใคร่ครวญตัดสินใจ ตัดสินธรรม ส่วนตัวเองได้ ไม่ค่อยจะพลาดมาก ก็คือท่านผู้มีกิเลสขาดจากสันดานไปโดยเอกเทศ ในเบื้องต้นของพรหมจรรย์ในทางพระพุทธศาสนา มีพระโสดาบันเป็นเกณฑ์ขึ้นไป ต่ำกว่านั้นลงมาย่อมสุ่มสี่สุ่มห้า และก็มักจะตีตนสูงเกินภูมิจิต เกินภูมิธรรมของตน เท่าที่มีอยู่ ทรงอยู่
ในปัจจุบันทันตามักจะเป็นจิต (ของ) กาธรรมดา ที่ไปเก็บเอาขนหางและขนหงอนของนกยูงที่ร่วงหล่นอยู่ตามป่า มาแทรกแซงขนของตัว เพื่อให้วิเศษกว่ากาทั้งหลาย ย่อมเป็นของเทียม ของแท้ยังไม่ได้ เป็นเพียงของปลอมอยู่โดยตรง ๆ นั้นเอง
แม้สมัยโลกปัจจุบันเขาทำดาวเทียมได้ แต่เขาก็บอกล่วงหน้าอยู่แล้วว่า ดาวเทียม มิใช่ดาวจริง เขาเอาโขนสวมหัวเขาพอดีพองาม พอเหมาะกับหัวเขาอยู่แล้ว และก็ จะเป็นดาวเทียม ดาวจริงก็ตาม มันมิใช่กิเลสดอก ผู้ไม่รู้เท่าดาวเทียมดาวจริงแล้วติดอยู่ในคำว่าดาว ๆ นั้นจึงเป็นกิเลสเพราะติดสมมุติอันนอก ๆ
มันนอกออกจากใจแท้ ออกมาจากสังขารธรรมแท้ฝ่ายวัตถุ ที่จิตปรุงแต่งขึ้น เพื่อเป็นเครื่องสังเวยบูชาพระอนิจจัง สรรพไตรโลกธาตุเป็นเมืองขึ้นของธรรมอนิจจัง ธรรมฝ่ายสังขารก็หมายอันเดียวกัน เมื่อสังขารเต็ม ยัดเยียด เบียดเสียด อยู่ในสรรพไตรโลกธาตุ ก็เป็นหน้าที่จะได้อาศัยปุญญาภิสังขารเป็นปัจจัย อาศัยปฏิบัติเพื่อเป็นเสบียงเดินทาง
คือคำว่าบุญ ๆ ในเบื้องต้นของพรหมจรรย์แห่งพุทธศาสนา อันเป็นโลกุตรบุญที่มีขอบเขตกฎเกณฑ์ มีโสดาบันบุญเป็นต้นไป บุญต่ำกว่านั้นลงมาเป็นโลกิยบุญ เป็นบุญที่ไม่แน่นอน เพราะมีหลายบางที บางทีก็ก้าวหน้า บางทีก็ทรงตัว บางทีก็ต่ำลง
ไม่เหมือน ภูมิบุญ ภูมิใจ ของพระโสดาบัน ภูมิจิต ภูมิใจ ภูมิบุญ ภูมิธรรม ของพระโสดาบัน เป็นมหาภูมิที่ก้าวหน้าโดยถ่ายเดียว ไม่มีคติภูมิจะตกต่ำเลย ข้ามปุถุชนคนหนาไปแล้ว ปิดอบายภูมิทั้ง ๔ มีนรกเปรตทุก ๆ จำพวก พร้อมทั้งสัตว์เดรัจฉานทุก ๆ จำพวกแล้ว สุปฏิปันโน ปฏิบัติดี เว้นส่วนหยาบ ๆ เหล่านี้ไปโดยสวัสดิภาพแล้ว ไม่เสียหาย ไม่อาลัยว่าจะล่วงละเมิด เป็นผู้มีแว่นส่องทางส่องใจแบบไม่มัว มองเห็นความสุขอันแท้จริงได้ อันตั้งอยู่ข้างหน้าเป็นระยะ ๆ จึงมีเงื่อนไขไม่เสียดาย ไม่อาลัยว่าจะถอยหลัง
บางท่านศีล ๕ ยังไม่บริบูรณ์เลย การเลี้ยงชีวิตก็ยังสุ่มสี่สุ่มห้า ยังขายรูปขายเหรียญถือวันจมวันฟู ตลอดถึงอบายมุขทุก ๆ ประเภทไม่ละเว้น
การค้าขายก็ค้าขายเครื่องประหัตประหาร ค้าขายสัตว์เป็น และเนื้อสัตว์ที่ตัวฆ่าเพื่อเป็นอาหาร ค้าขายน้ำเมา ค้าขายยาพิษบ้าง
และยังถือมงคลตื่นข่าวนานาอเนก เช่น ตื่นข่าวว่าเลขจะออกตัวนั้นตัวนี้ วิชาไสยศาสตร์ต่าง ๆ
คบปาปมิตร คบมิตรปฏิรูป คนเทียมมิตรมิใช่มิตรแท้ คบมิตรชักชวนในทางฉิบหาย คบมิตรชักชวนดื่มน้ำเมา ชักชวนเที่ยวกลางคืน ชักชวนเที่ยวดูการเล่นและให้มัวเมาในการเล่น ชักชวนเล่นการพนัน
ไม่ถึงพร้อมด้วยศรัทธาในพุทธ ธรรม สงฆ์พอ ไม่เชื่อผลศีลผลทานพอ พร้อมทั้งสติปัญญาก็ยังอ่อนอยู่มาก บางคราวบวงสรวงผีสางเทวดา มีใจอาฆาตพยาบาทผูกเวร ด่าแช่งสัตว์ให้ถึงความพินาศ นึกในใจ หรือจนออกปาก ขี้หึงหรือริษยาทั้งหลายเหล่านี้เป็นต้น
แต่...แต่...แต่...สำคัญตนว่าเป็นพระโสดาบัน
ความสำคัญอันนั้นก็เป็นโมฆะโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย พระโสดาบันแบบนี้ควรให้คะแนนว่า พระโสเดา โสดัน โสเมา โสมัว โสขุ่นจนเป็นตม โสวนโสเวียนในโลกสงสาร ไม่มีคิวเลย
ผู้เขียนเองปล่อยความฟุ้งซ่านออกไปถวายต่อพระอนิจจัง ผู้ท่านนั่งบัลลังก์เฝ้าสรรพไตรโลกาอันเป็นนายหน้าของกองพลไตรลักษณ์ ถ้ารู้ประจักษ์แจ้งอยู่บ้างแล้วคงไม่คลาดแคล้วในธรรม
การขีด ๆ เขียน ๆ เป็นเอกสารและตำรา ดีหรือชั่วขึ้นอยู่กับท่านผู้เลือกเฟ้นพิจารณาเอง กฎของการข่มเหงให้ยอมเชื่อไม่มีในทางธรรมของพระพุทธศาสนา แม้จะยอมเชื่อด้วยการแก้รำคาญก็ไม่นานย่อมขบถคืน จิตใจก็ไม่ชื่นเหมือนศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญาอันเป็นเอง
มนุษย์จะเป็นผู้บริสุทธิ์เป็นชั้น ๆ ของจิตใจได้ก็ด้วยใจอันเห็นชอบ ปฏิบัติชอบ ประกอบกรรมอันดีเป็นลำดับ สูงส่งขึ้นไป ความดีและไม่ดี ไม่มาจากดินฟ้าอากาศภายนอกที่ชาวโลกแสวง ถ้าหากว่า มาจากดินฟ้าอากาศภายนอกแล้ว ปีไหนฟ้าฝนแล้งหรือท่วม พระอริยเจ้าก็ต้องลดตำแหน่งมาเป็นปุถุชนคนหนาก่อน ปีไหนฟ้าดีฝนดี จึงสวมมงกุฎเป็นพระอริยเจ้า
เมื่อไม่เล่าไม่ว่ากลอนกายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขารก็พาไป พาเขียน วน ๆ เวียน ๆ กันอยู่อย่างนี้ ท่านผู้ที่ทรงพระสติปัญญาย่อมสนุกดื่มอุเบกขา แต่ถ้าติดอยู่แต่อุเบกขาในขั้นต่ำหรือชั้นวิปัสสนาแล้ว ก็จะกลายเป็นอุเบกขวาง เพราะจะขวางทางอุเบกขาของอรหันต์ ย่อมเป็นหน้าที่ของท่านผู้ต้องการเรียนจบ ปฏิบัติจบ พ้นจบจะโอปนยิโก-ยิกะทั้งนั้น
ปรารภเรื่องใหม่ต่อไป แต่ก็เป็นเรื่องเก่า เพราะจิตสังขารอันเก่า ธรรมก็อันเก่า มิได้อันใหม่มาจากไหน ๆ เอส ธัมโม สนันตโน พระธรรมเป็นของเก่า คำว่าของเก่า มีทั้งดีทั้งชั่วปะปนกันอยู่ ต้องขึ้นอยู่กับท่านผู้เลือกเฟ้นเอา แต่บางท่านว่าจะเลือกเอาทองดีไปถูกทองเก๊ก็มี เลือกเอาผักดี แต่ไปถูกผักมีตัวบุ้งก็มี เลือกเอาของดีไปถูกของดีก็มีมากมาย และคำว่าอรหันต์ก็เป็นศัพท์เก่า คำว่าปุถุชนก็เป็นศัพท์เก่า มืดกับสว่างก็เป็นของเก่า ผู้ดื่มสุราก็มีมาแต่เก่าแก่ผู้เว้นจากสุราก็มีมาแต่เก่าแก่ ก็หายโต้แย้งในที่ว่าของเก่าแล้วละ
เมื่อหายโต้แย้งในเรื่องของเก่าแล้ว ก็หายโต้แย้งในเรื่องของใหม่ การยืนยันว่าเป็นของเก่า เป็นฝ่ายธรรมปรมัตถ์ การยืนยันว่ามีทั้งเก่าทั้งใหม่ เป็นฝ่ายสมมุติ เพราะสมมุติมีการหมายความตื้นกว่าปรมัตถ์ (คล้ายกับน้ำลึกตื้นและใสสะอาด และจืดและเย็นดีต่างกันไป) ถ้าหากจะโต้แย้งได้ แต่ไม่มีประโยชน์ แย้งว่าถ้าไม่มีของเก่า ของใหม่แล้ว ทำไมจึงไม่ไปกินอาหารที่บูดราเสียเล่า ทำไมจึงไม่ไปเอาผ้าขี้ริ้วมาปะกันนุ่งห่มเล่า เอาผ้าใหม่มาใช้ทำไม และผู้กล่าวว่าเป็นของเก่านั้น เป็นธรรมอันลุ่มลึกมาก ไม่ใช่ว่าผู้ยืนยันว่าของเก่านั้นเขาจะไม่รู้ของใหม่ตามสมมุติเลย พูดเพื่อให้ชวนสำเหนียกด้านปัญญาเป็นอุบายเพื่อมิให้หลงของใหม่และของเก่าอยู่ในตัว
ธรรมดาคนมีกิเลสมาก ชอบจะตั้งอยู่ในของที่สมมุติว่าใหม่ ๆ ล้าน ๆ เปอร์เซ็นต์ เมื่อหลงและติดของใหม่ ก็หลงและติดของเก่าอยู่ในตัว เมื่อหลงสมมุติ ก็ต้องหลงวิมุตติ เมื่อหลงได้ก็ต้องหลงเสีย เมื่อหลงหนังก็ต้องหลงกระดูก เมื่อไม่หลงหนัง ก็ไม่หลงกระดูกเลย ไม่ต้องกล่าวไปไยในตอนนี้ก็ได้ เรื่องหลง ๆ ใหล ๆ หลำ ๆ นี้ย่อมไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายอวิชชา ถ้าหากข้ามทะเลหลงด้วยพระสติพระปัญญาอันถ่องแท้โดยสิ้นเชิงได้แล้ว ชั่วลัดนิ้วมือเดียวก็ข้ามโลกได้ จะเอาเครื่องยนต์กลไก หรือเหาะไป บินไป ภายนอกเร็วเท่าใด สิ้นเวลาล้าน ๆ ปีก็ข้ามโลกไม่ได้เลย
มีคำถามว่า การข้ามหลงจะข้ามด้วยวิธีไหนได้หนอ
ตอบย่อ ๆ พอฟังได้ง่าย ๆว่า
ข้ามผู้รู้รู้ได้โดยมิได้ยึดถือว่า ผู้รู้เป็นเรา เขา สัตว์ บุคคล ตัวตนในขณะจิตใด ๆ เลย แล้วได้เรียกว่าเราข้ามความหลงได้โดยสิ้นเชิง โดยประการทั้งปวง
ถามต่อไปว่า ผู้รู้รู้ กับสังขารต่างกันอย่างไร
ผู้รู้รู้ ก็คือสังขาร อันละเอียด อันประณีตนั้นเอง เพราะเกิดอย่างละเอียด ดับอย่างละเอียดมาก เกิดขึ้นแปรดับพร้อมกันในขณะเดียวกัน ไม่มีอันใดก่อน ไม่มีอันใดหลังเลย ติดต่อกันเป็นพืด (ถ้า)สติปัญญาไม่แนบสนิทอยู่กับผู้รู้รู้แล้ว ก็ยากจะรู้ได้โดยถ่องแท้ว่าเกิดดับเป็น เมื่อผู้รู้รู้เกิดดับเป็นอย่างว่องไวละเอียดลออแล้ว จะไปเป็นทิฏฐิบัญญัติว่าผู้รู้เป็นพระนิพพานนั้น ก็ย่อมเป็นงูกินหางตนอยู่นั้นเอง ย่อมเป็นไปไม่ได้ พระนิพพานมิได้มาเป็นลูกน้องของผู้รู้ มิได้มาสังสรรค์กับผู้รู้อีกด้วย และมิได้มาบัญญัติว่าสูญหรือไม่สูญ เอาโขนสวมหัวใส่ตนอันใดเลย เป็นเรื่องของผู้รู้ไม่รู้เท่าเงาของตัวต่างหาก จึงกล่าวเป็นภพเป็นชาติอย่างละเอียดไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ธรรมที่ถูกถามตอบกัน เป็นธรรมหมู่ ธรรมคู่ ที่สังสรรค์ต่างหาก มีรสชาติอันอิงผู้รู้อยู่เป็นเครื่องหมาย มิฉะนั้นก็ไม่มีเงื่อนไขจะอธิบายโต้ตอบและถามได้ ต้องอาศัยขันธวิบากและผู้รู้ตอบถามกันเป็นธรรมาสน์ พระนิพพานแท้มิได้มาตอบถามกับท่านผู้ใด ยกอุทาหรณ์หยาบ ๆ ดินฟ้าอากาศมิได้มาตอบถามกับผู้รู้และไม่รู้ฉันใด พระนิพพานก็ฉันนั้น พระนิพพาน มิได้มากล่าวชีวประวัติตนเองและผู้อื่นให้เป็นคัมภีร์อะไรเลย ผู้รู้เมื่อรู้ถูก ปฏิบัติถูก ก็เป็นเพียงทางเดินเข้าไปสู่พระนิพพานเท่านั้น มิได้เป็นเนื้อธรรมนิพพานแท้
ถ้าหากว่าตายคาผู้รู้รู้ มีอุปาทานอยู่ในผู้รู้และจิตใจอันเด่นดวง ก็ไปเกิดในพรหมโลกที่ไม่มีรูป ยังไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะได้แท้ นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนาผู้หวังพ้นทุกข์ในสงสารโดยด่วนแน่แท้ มักจะคาอยู่ที่นี้เป็นส่วนมากนัก แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าไม่มีท่านผู้พ้นไปจากนี้ได้ เป็นเพียงมีมากน้อยกว่ากันเท่านั้น เขาโคกับขนโคแม้อรหันตาขีณาสวา เข้าสู่พระนิพพานไปแล้ว มากกว่าเม็ดหินเม็ดทรายในท้องมหาสมุทร ๔ หรือ ๕ มหาสมุทร หรือมากกว่านั้นก็จริง บรรดาที่ยังเหลืออยู่นั้น จะกี่อสงไขยมหาสมุทรเล่า เพราะเขาโคกับขนโคดังปรารภมาแล้วนั้นซ้ำ ๆ ซาก ๆ
ย้อนคืนหลังในยุควัดป่าบ้านหนองผือที่อยู่กับหลวงปู่มั่นนั้น ในตอนที่ข้าพเจ้าป่วย ถ่ายเป็นเลือด ก่อนที่ข้าพเจ้าจะป่วยถ่ายเป็นเลือดนั้น ข้าพเจ้าแบกฟืนหนักเกินกำลังไปที่ลานวัด ขณะนั้นเป็นฤดูฝน ข้าพเจ้าหลบขุมปลวกล้มลง คุกเข่าทัน พร้อมทั้งทิ้งฟืนทันด้วย กระทบกระเทือนหัวใจ แต่ก็ไม่ได้รักษาพยาบาลอะไร อยู่มาไม่กี่วันก็หายเจ็บหายปวด
แต่อยู่ต่อมาอีกประมาณกึ่งเดือน ก็ถ่ายเป็นเลือด ออกเป็นลิ่ม ๆ เท่านิ้วมือ ในขณะที่ถ่ายนั้นไม่ได้ปวดท้องอันใดเลย แต่ถ่ายวันหนึ่ง ๆ หลาย ๆ ครั้ง ถ้ารวมการถ่ายเป็นเลือดเป็นแท่งออกนั้น ก็คงจะได้ประมาณครึ่งกระโถน
ข้าพเจ้าก็รู้สึกเหนื่อยมาก ในวันที่ถ่ายนั้นเองก็นอนลงที่กุฏิของตน นอนตะแคงข้างขวาเอาเท้าซ้อนกัน เอามือขวายกขึ้นแนบกับหมอน แล้วเอาแก้มลงทับมือ มือซ้ายเหยียดตรงตามร่างกาย นึกในใจว่าเราเห็นแต่ท่านผู้อื่นตาย เราไม่เคยเห็นเราตาย บัดนี้เราจะจ้องดูเราตาย มันจะตายพร้อมกับลมออกหรือลมเข้า
ข้าพเจ้าจึงตั้งสติไว้ในที่ลมมากระทบออกเข้า แล้วก็บริกรรมพร้อมกับลมออกเข้า บริกรรมว่าตาย ๆ ติดต่ออยู่ไม่ขาดสาย ประมาณ ๑๕ นาที แล้วพลิกจิตว่า ธรรมของพระองค์จะตายไปที่ไหน จะแตกตายเป็นก็แต่สังขารเท่านั้น แล้วก็พลิกบริกรรมใหม่ว่า ไม่ตาย ไม่ตายพร้อมกับลมออกเข้า ไม่มีอันใดก่อนอันใดหลัง ติดต่ออยู่ไม่ขาดสายประมาณ ๒๐ นาที จิตใจก็รวมพึ่บลง แล้วปรากฏว่าทะลุหลังคากุฏิขึ้นไปบนอากาศสูงแล้วนอนตะแคงข้างขวาอยู่บนอากาศนั้น
ตอบตนเองในขณะนั้นว่า นี่แหละสมาธิ เราไม่ต้องสงสัยดอก จะตั้งอยู่ในที่อากาศนานเท่าใดก็กำหนดไม่ได้ ครั้นหมดกำลังแล้วก็ถอนออกมา การถอนออกมาก็รู้สึกว่าเหมือนกิริยาที่เข้าไป แล้วก็มาเห็นลมออกลมเข้าเบา ๆ ร่างกายก็เบาที่สุดในขณะนั้น การไปถ่ายเป็นเลือดก็จบลงเพียงนั้น และการที่จิตถอนออกมานั้น การนอนตะแคงข้างขวาก็อยู่ตามเดิมหาได้เคลื่อนที่ไม่
ในขณะนั้นเป็นเวลาสายัณห์ตะวันเย็น ประมาณ ๔ โมงกว่า ๆ แล้ว หลวงปู่มั่นกำลังสรงน้ำ และตามธรรมดาก็ไม่ไกลจากกุฏิข้าพเจ้า คงประมาณ ๒๐ วา ธรรมดาองค์หลวงปู่พูดเสียงดัง หลวงปู่ก็พูดขึ้นว่า
“วันนี้ไม่เห็นท่านหล้ามา เธอไปไหนไม่ทราบ”
มีพระองค์หนึ่งตอบขึ้นว่า “ท่านป่วย ถ่ายเป็นเลือดครับ”
พอท่านทราบอย่างนั้น องค์ท่านก็พูดดัง ๆ ขึ้นว่า
“เอา ดูดู๊ ๆ บัดนี้เธอเข้าจนมุมแล้ว จะภาวนาได้ความอย่างไร ก็จะเห็นกันในคราวนี้”
ครั้นต่อมาเป็นวันใหม่ถึงเวลาสรงน้ำข้าพเจ้าก็ไปทำข้อวัตรกับหมู่เพื่อนได้
องค์ท่านและหมู่เพื่อนก็ถามว่า “หายแล้วหรือจึงมา”
ข้าพเจ้าจึงตอบว่า “หายแล้วครับ แต่ว่านอนหลับตาภาวนา ก็ปรากฏว่าเหาะขึ้นไปบนอากาศ นอนตะแคงข้างขวาอยู่บนอากาศ ไม่รู้ว่านานเท่าใดจำไม่ได้ แล้วก็ถอนออกมา เห็นลมหายใจเข้าออกแบบเบา ๆ”
หลวงปู่มั่นตอบว่า “นั้นไม่ใช่นอนหลับดอก จิตร่วมในชั้นอุปจารสมาธิ”
จาระ แปลว่า ไปตามปีติที่ปรากฏว่าเหาะขึ้นกลางอากาศขวางอยู่
ไม่ว่าแต่เท่านี้ ในยุคที่อยู่กับหลวงปู่มั่น นิมิตของข้าพเจ้าโลดโผนมาก บางทีเดินจงกรมในอากาศ บางทีขัดสมาธิในอากาศ บางทีตีลังกาในอากาศ บางทีเหาะไปทางนอน สารพัดจะเป็นไป แต่ก็ไม่สำคัญตัวว่าเป็นผู้ประเสริฐ หมดกำลังแล้วก็ถอนออกมา พิจารณาลงสู่ไตรลักษณ์ ก็เห็นประจักษ์แจ้งไม่สงสัย
ในยุคสมัยหลวงปู่มั่น พระภิกษุสามเณรทั้งหลายที่อยู่ในสำนักนั้น ต่างก็พิถีพิถันประชันขันแข่งกันทำความเพียร ไม่ว่ายืน เดิน นั่ง นอน แม้จะคุยกันซุบ ๆ ซิบ ๆ อยู่ที่ไหน ไม่ใช้เสียงก็ดี ปรารภกันแต่เรื่องภาวนาเป็นส่วนมาก เป็นของหาได้ยากมากในสมัยโลกดาวเทียมปัจจุบันนี้
อนึ่ง ข้อวัตรปฏิบัติขององค์หลวงปู่มั่น เฉพาะส่วนตัวองค์ท่านการบริหารตนเองเป็นขั้นที่ ๑ ลูกศิษย์ที่ขอนิสัยเป็นชั้นที่ ๒ โยมอุบาสิกาเป็นชั้นที่ ๓ องค์ท่านตรงต่อเวลาขององค์ท่านมากในเวลากลางวันและกลางคืน แต่ละมื้อ แต่ละวัน
การที่ข้าพเจ้านำมาเขียนนี้เอง ก็เพราะเกิดสงสัยว่ายังไม่ได้เขียนไว้ในยุคนั้น ๆ หรือหากว่าซ้ำ ๆ ซาก ๆ เบื่อหูก็ขออภัยแก่ท่านผู้อ่านด้วย
อนึ่ง ยุคภูจ้อก้อนี้ให้เข้าใจว่าปรารภแต่เรื่อง ๒๕๒๔ คืนหลังลัก ๆ ลั่น ๆ ไม่พิสดารนัก แต่พอมาเขียนเพิ่มเดี๋ยวนี้มันก็เป็นเวลาพุทธศักราชล่วงมา ๒๕๓๐ นี้
ต่อจาก ๒๕๒๔ มาในยุคภูจ้อก้อบานหน้าขึ้นมาก เพราะมีพระและเณรจำพรรษามาก คำว่ามากก็ ๓๐ กว่า ๆ และก็มีญาติโยมท่านผู้ใจบุญมาจากต่างทิศเช่น พระนครหลวงเป็นต้น มาก่อ ๆ สร้าง ๆ เป็นต้นว่าไฟฟ้า หนทางขึ้นภูเขาและน้ำประปาและศาลาโรงธรรม ตลอดทั้งห้องน้ำคอนกรีตและห้องน้ำไม้บริบูรณ์พอควร จะถือว่าให้ความสะดวกเหนือวาสนาของข้าพเจ้าก็อาจเป็นได้ แต่ไม่ได้ออกชื่อลือนามของท่านเหล่านั้น และก็หวังว่าท่านเหล่านั้นไม่ชอบหน้าชอบตา คงจะชอบแต่กุศลผลบุญเท่านั้น แต่ก็คงจะรู้ได้ดีเพราะความลับไม่มีในโลก จึงขอจบเพียงเท่านี้แล
|
อัตตโนประวัติของพระคุณเจ้าหลวงปู่เล่มนี้ ข้าพเจ้าและคณะศิษย์ผู้จัดพิมพ์ ขอเรียนเพื่อความเข้าใจในการจัดพิมพ์ ต่อท่านผู้อ่านและท่านผู้รู้ว่า มิได้เกิดจากความประสงค์ใด ๆ ของ “องค์หลวงปู่ท่าน” ที่เราทั้งหลายกราบเคารพบูชา ด้วยความเทิดทูนไว้เหนือเศียรเกล้าโดยประการใดทั้งสิ้น แต่เป็นเพราะองค์ท่านไม่อาจขัดต่อคำรบเร้ากราบวิงวอน ขออนุญาตจัดพิมพ์จากคณะศิษย์
เนื่องจากคณะศิษย์ได้ทราบมาว่า ท่านได้เมตตาเขียนอัตตโนประวัติขึ้น ตามคำเรียนขอ ของท่านอาจารย์อินทร์ถวาย ที่ได้บวชอยู่กับท่านถึง ๙ พรรษา ในช่วงยุคต้นของวัดภูจ้อก้อ ซึ่งได้อ่านแล้วเห็นประโยชน์และคุณธรรมอันวิเศษสุดประมาณ ในแนวทางปฏิบัติและข้อวัตรต่าง ๆ “สมัยถวายการปฏิบัติต่อองค์หลวงปู่มั่น” พร้อมทั้งประวัติการเดินธุดงค์เร่งความเพียร ซึ่งแลกด้วยชีวิต จึงกราบเรียนขอโอกาสพิมพ์ถวาย แต่องค์ท่านไม่ประสงค์จะให้พิมพ์ เพราะพิจารณาแล้ว เกรงว่าจะถูกตำหนิว่า “อวดเด่นและอยากดัง”
ข้าพเจ้าและคณะกราบเรียนวิงวอนท่านว่า
หลวงปู่เจ้าคะ “ ‘อัตตโนประวัติ’ เล่มนี้หลวงปู่เขียนจากประสบการณ์ และความจริงทุกประการใช่ไหมเจ้าคะ”
ท่านเมตตาตอบว่า “ใช่”
ข้าพเจ้าจึงกราบเรียนท่านว่า
“หลวงปู่เจ้าคะ พระพุทธองค์ท่านทรงยกย่องว่า ให้ธรรมเป็นทาน ชนะทานทั้งปวง ขอโอกาสให้ลูก ๆ ได้จัดพิมพ์เผยแผ่ธรรมนี้ เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติของพระภิกษุสามเณรรุ่นลูก ๆ หลาน ๆ และผู้ใฝ่ปฏิบัติธรรมทั้งหลายด้วยเถิด
เมื่อท่านได้อ่านแล้ว ธรรมข้อใดเป็นประโยชน์ แนะแนวทางให้เกิดความพากเพียร และมีกำลังใจให้มุ่งเคร่งครัดปฏิบัติธุดงควัตร เพื่อให้พบคุณธรรมอันวิเศษ มีศีลาจารวัตรงดงาม เป็นกำลังในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป ดังบทธรรมที่ว่า เอหิปัสสิโก ธรรมเป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด”
เมื่อองค์ท่านได้ฟังกราบเรียน และพิจารณาแล้ว จึงย้ำข้าพเจ้าว่า “หนังสือนี้ไม่อนุญาตให้ตีพิมพ์ในนิตยสารเพื่อการค้านะ ขอสงวนสิทธิ์ให้พิมพ์เพื่อเป็นธรรมหานเท่านั้น”
ฉะนั้นหากเกิดความผิดพลาดประการใดที่มีขึ้นในหนังสือนี้ ข้าพเจ้าและคณะศิษย์ผู้จัดพิมพ์ ขอน้อมรับความผิดพลาดทั้งหลายเหล่านั้น ส่วนธรรมทั้งหลายเหล่าใด ที่ดีมีประโยชน์ ข้าพเจ้าขอถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา และน้อมถวายบูชาหลวงปู่ท่าน ที่เมตตาอนุญาตให้จัดพิมพ์เผยแผ่ถึงคุณธรรมขององค์ท่าน ซึ่งเปี่ยมล้นด้วยกุศโลบายในหนังสือเล่มนี้
คณะศิษย์ผู้จัดพิมพ์
|
|
คณะผู้จัดพิมพ์หนังสือชีวประวัติครั้งที่ ๑๒ มีความเห็นว่า ควรที่จะแยกเรื่อง ความเป็นมาของการพิมพ์หนังสือจากคณะศิษย์ หรือ คณะศรัทธาในการพิมพ์ ออกมาจากส่วนของเรื่องชีวประวัติที่องค์หลวงปู่เป็นผู้เขียน มาไว้ในส่วนของท้ายเล่ม ต่างหากจากข้อเขียนที่เกิดขึ้นจากองค์หลวงปู่ จะเป็นการเหมาะสมกว่าที่จะไว้หน้าเล่ม เป็นคำนำ เหนือข้อเขียนองค์หลวงปู่ท่าน ที่ใช้ว่า “คำแถลง” และให้เป็นการสอดคล้องกับข้อเขียนเพิ่มเติมขององค์หลวงปู่ท่านที่เขียนว่า “คำนำเพิ่มเติมใหม่” ซึ่งองค์หลวงปู่ท่านให้เพิ่มลงไปในส่วนของหน้าเล่ม
แต่เหนือเหตุผลอื่นใดก็คือ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านได้ปฏิบัติให้พบให้เห็นอยู่แล้วทุกวัน ว่าควรจะทำเช่นไรที่จะได้บุญอันสมบูรณ์ยิ่ง คณะผู้จัดพิมพ์หนังสือครั้งนี้ ใคร่กราบขออภัยเป็นอย่างสูง ควรมิควรประการใดก็ขอได้โปรดเมตตาให้อภัย ที่ได้เปลี่ยนแปลงสารบัญ ของคำนำมาเป็นคำแถลง และคำแถลงมาเป็นคำนำ แล้วนำคำแถลงของคณะศิษย์ผู้ที่เป็นเหมือนดวงประทีปส่องนำทางให้คณะผู้จัดพิมพ์เข้าพบพานอันแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา จากปฏิทาข้อวัตรปฏิบัติและพระธรรมอันสูงสุดขององค์หลวงปู่ ยังผลให้เกิดความสุขสงบ โดยเหตุจากท่านและคณะเป็นผู้ริเริ่มอย่างมิหวังชื่อเสียงอื่นใดไปยิ่งกว่า บุญกุศลนี้เกิดขึ้นจากการขออนุญาตองค์หลวงปู่ท่านแล้ว จัดสารบัญรูปเล่ม จนมาพิมพ์เป็นหนังสือชีวประวัติครั้งแรก ประมาณปลายปี ๒๕๓๐ ณ โรงพิมพ์วัดสังฆทาน จำนวน ๕,๐๐๐ เล่มนั้น มาไว้ท้ายเล่มที่เห็นอยู่ในหนังสือเล่มนี้
คณะผู้จัดพิมพ์
|
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น
(Atom)




