กลุ่มเช่าประมูล
สำหรับผู้สนใจ
ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย"หัวใจของผู้บูชา"ด้วยเช่นกัน
***เคล็ดความศักดิ์สิทธิ์***
จะให้ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย"หัวใจของผู้บูชา"ด้วยเช่นกัน
จะให้ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย"หัวใจของผู้บูชา"ด้วยเช่นกัน
ยิ่งศรัทธามากเท่าไหร่ ยิ่งขลังมาก!!!
ยิ่งมากคนบูชา ยิ่งมากความศักดิ์สิทธิ์
ประวัติ ธมฺมวิตกฺโก ภิกฺขุ พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์)
คนเราเมื่อมีลาภก็มีเสื่อมลาภ เมื่อมียศก็มีเสื่อมยศ เมื่อมีสุขก็มีทุกข์ เมื่อมีสรรเสริญก็มีนินทา เป็นของคู่กันมาเช่นนี้ จะไปถืออะไรกับปากมนุษย์ ถึงจะดีแสนดีมันก็ติ ถึงจะชั่วแสนชั่วมันก็ชม นับประสาอะไร พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเลิศยิ่งกว่ามนุษย์และเทวดายังมีมารผจญ ยังมีคนนินทาติเตียน ปุถุชนอย่างเราจะรอดพ้นจากโลกะธรรมดังกล่าวแล้วไม่ได้ ต้องคิดเสียว่าเขาจะติก็ช่าง ชมก็ช่าง เราไม่ได้ทำอะไรให้เขาเดือดเนื้อร้อนใจ ก่อนที่เราจะทำอะไรเราคิดแล้วว่า ไม่เดือดร้อนแก่ตัวเราและคนอื่นเราจึงทำ เขาจะนินทาว่าใส่ร้ายอย่างไร ก็ช่างเขา บุญเราทำ กรรมเราไม่สร้าง พยายามสงบกาย สงบวาจา สงบใจ จะต้องไปกังวน กลัวใครติเตียนทำไม ไม่เห็นมีประโยชน์ เปลืองความคิดเปล่า ๆ
ประวัติ ธมฺมวิตกฺโก ภิกฺขุ
[พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์)] คัดลอกจาก
บันทึกประวัติจากความทรงจำ
โดย
ตริ จินตยานนท์
[พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์)] คัดลอกจาก
บันทึกประวัติจากความทรงจำ
โดย
ตริ จินตยานนท์
หลังจากท่านธมฺมวิตกฺโก ภิกฺขุ (พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต) ท่านเจ้าคุณพี่ได้มรณภาพลงเมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๔ มีท่านส่วนมากที่คุ้นเคยเคารพนับถือเลื่อมใสในเจ้าคุณพี่ ท่านอยากทราบถึงชีวประวัติรายละเอียด ได้ขอให้เขียนประวัติของท่านไว้ในฐานะที่เป็นน้องชายคนเดียวของท่านที่ใกล้ชิดสนิทสนม การเขียนประวัติของท่านเพื่อให้ผู้ที่เคารพเลื่อมใสในตัวเจ้าคุณพี่และอนุชนรุ่นหลังจะได้รู้ เพื่อเป็นเกียรติของชาติศาสนาในเมืองไทย เพราะท่าน “ธมฺมวิตกฺโก ภิกฺขุ” เป็นผู้ที่มีผู้เคารพนับถือของบรรพชิตและฆราวาสและอุบาสก อุบาสิกา และชาวต่างประเทศ และประชาชนทั่วไป ที่รู้เรื่องของท่านตลอดมา ทั้งอยากจะให้ประวัตินี้ได้อยู่ยืนยงอยู่ต่อไปตลอดกาลนาน
ข้าพเจ้ายังลังเลใจอยู่นาน เพราะยังไม่สันทัดในการเขียน ยังไม่แน่ใจว่าความทรงจำจะได้รายละเอียดเพียงพอหรือไม่ แม้ข้าพเจ้าเป็นน้องชายของเจ้าคุณพี่คนเดียวก็จริง แต่เกิดภายหลังท่านเกือบหนึ่งรอบ เพราะท่านเกิดปีระกา พ.ศ. ๒๔๔๐ แต่ข้าพเจ้าเกิดปีวอก พ.ศ. ๒๔๕๑ ห่างกันถึง ๑๑ ปี เมื่อเวลาเป็นเด็ก ความใกล้ชิดกับเจ้าคุณพี่มีน้อย เพราะเวลานั้นข้าพเจ้ายังเล็กมาก คุณแม่จึงต้องคอยเลี้ยงดู ยังช่วยตัวเองไม่ได้ และคุณแม่ก็ต้องติดตามไปอยู่กับคุณพ่อซึ่งรับราชการเป็นนายอำเภออยู่หัวเมือง ส่วนเจ้าคุณพี่นั้นเติบโตมากับคุณยาย จึงอยู่บ้านหลังวัดโสมนัสตลอดมา ฉะนั้นเจ้าคุณพี่จึงอยู่ใกล้ชิดกับคุณยายมาก ส่วนข้าพเจ้าเมื่อยังเด็กอยู่ใกล้ชิดคุณพ่อคุณแม่มากเพราะเป็นลูกคนสุดท้อง
ยังจำได้ว่า เมื่อข้าพเจ้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ เวลานั้นเจ้าคุณพี่ก็ได้เข้าไปรับราชการอยู่ในวังหลวงแล้ว เวลานั้นข้าพเจ้ามีอายุเพียง ๖ ขวบเท่านั้น เจ้าคุณพี่เมื่อรับราชการ ก็ค้างคืนอยู่แต่ในวังตลอดอายุราชการ จะมีเวลากลับบ้านก็เพียงแต่เวลาออกเวรกลางวัน กลับมากินอาหารเย็นที่บ้านแล้วก็กลับเข้าวัง ถวายอยู่งานล้นเกล้าฯ เมื่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ เสด็จสวรรคตแล้ว ต่อมาก็อุปสมบท เพื่อถวายพระราชกุศลต่อล้นเกล้าฯ ตลอดมาจนมรณภาพ
ฉะนั้นความจำที่ได้เขียนขึ้นนี้ อาจมีขาดตกบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ตามที่คิดไว้ แต่ก็ได้พยายามเขียนเท่าที่ความสามารถและความจำได้นึกได้ ทั้งที่ได้รู้ได้เห็นด้วยตนเอง และได้รับคำบอกเล่าจากผู้ใหญ่ในวงญาติ และได้เคยซักถามท่านบ้าง ท่านเล่าให้ฟังบ้าง ฉะนั้นหากท่านที่รู้ดีกว่าที่ข้าพเจ้าได้เล่าได้เขียนขึ้นนี้ หากมีข้อบกพร่องตอนใดข้อใด อาจมีอยู่ไม่น้อย ก็โปรดให้อภัยด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง
ข้าพเจ้าจำวันเกิดของเจ้าคุณพี่ได้ดีเพราะท่านผู้ใหญ่เคยพูด และคุณยายก็มีความรักและภูมิใจในตัวหลานชาย เจ้าคุณพี่ตั้งแต่เล็กๆ และพูดยกย่องเจ้าคุณพี่ และพูดถึงวันเกิด ข้าพเจ้าจึงจำวันเกิดของเจ้าคุณพี่ได้ดี ว่าเกิดในวันมาฆะบูชา เป็นวันสำคัญในทางพุทธศาสนา เจ้าคุณพี่เกิดในเวลาเช้า พระสงฆ์กำลังออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ คือไม่เช้าไม่สาย จวนเวลากลับวัด วันนั้นเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีระกา จุลศักราช ๑๒๕๙ คือตรงกับวันเสาร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๐ คืนนั้นเป็นวันเพ็ญ พระจันทร์เต็มดวง เจ้าคุณพี่เกิดที่บ้าน ตำบลหลังวัดโสมนัส ท้องที่อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย จังหวัดพระนคร คุณยายเลี้ยงดูตลอดมาจนเติบโต และชื่นชมยินดีในหลานชายท่านผู้นี้มาก เคยพูดเสมอตามธรรมเนียมของผู้ใหญ่ในสมัยนั้นว่า หลานของยายคนนี้จะต้องได้พึ่งฝากผีฝากไข้ เพราะมีความกตัญญูต่อผู้ใหญ่ไม่มีวันตกต่ำ เมื่อครั้งคุณพ่อรับราชการเป็นนายด่านภาษีอยู่ที่มหาชัย ลูกชายเพื่อนของคุณพ่อได้ไปซ้อมรบเสือป่าด้วย และเขากลับมาแวะส่งข่าวให้คุณยายทราบว่า ในหลวงท่านได้รับเจ้าคุณพี่ไปไว้ใช้ในวัง พอคุณยายทราบข่าวก็ตกใจมาก เข้าใจว่าในหลวงจับเอาตัวหลานชายไป ถึงกับบนบานศาลกล่าวกันยกใหญ่ ต่อมาจึงเข้าใจดี เมื่อเจ้าคุณพี่รับราชการ เวลาจะออกจากบ้านเข้าวัง ก็ไปกราบเท้าคุณยาย ปฏิบัติเช่นนี้ตลอดเวลา แม้จะติดตามเสด็จล้นเกล้าฯ ไปประทับแรมไกลห่างจากพระนคร เจ้าคุณพี่ก็เป็นห่วงคุณยายตลอดเวลาที่อยู่ห่าง ต้องคอยมีจดหมายมาขอร้องให้ข้าพเจ้าและคนทางบ้าน ช่วยกันเอาใจใส่ดูแลปฏิบัติคุณยายเพราะท่านแก่แล้ว ให้ท่านมีความสุขสบาย ดังจดหมายถึงข้าพเจ้าหลายฉบับ เมื่อครั้งยังเป็นจ่ายง สมกับความรักและความเป็นห่วงที่คุณยายมีต่อเจ้าคุณพี่ และเจ้าคุณพี่ก็รักและกตัญญูต่อคุณยายเช่นกัน
ข้าพเจ้าขอลำดับญาติดังต่อไปนี้
คุณพ่อ - สทฺธมฺมวิจาโร ภิกฺขุ พระภิกษุ พระนรราชภักดี (ตรอง จินตยานนท์)คุณแม่ - อุบาสิกา นางนรราชภักดี (พุก จินตยานนท์)คุณตา - แห รับราชการกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์คุณยาย - นิลคุณปู่ - ขุนบำเรอราชา (อ้น) สังกัดกรมมหาดเล็กพระราชวังบวรฯคุณย่า - กลัด
คุณพ่อ-คุณแม่ มีลูก ๕ คน
๑. เจ้าคุณพี่ พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์)๒. พี่สมบุญ (หญิง) ถึงแก่กรรมเมื่ออายุราว ๖-๗ ขวบ๓. พี่เลื่อน (หญิง) นางสรรพกิจโกศล (เลื่อน ปัทมสุนทร)๔. เด็กชาย ถึงแก่กรรมแต่ยังเล็ก ยังไม่มีชื่อ๕. นายตริ จินตยานนท์
เจ้าคุณพี่เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดโสมนัส ไปต่อจบมัธยมที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ต่อจากนั้นไปเรียนวิชารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (ศึกษาภาษาอังกฤษพิเศษกับคุณครูเพลิน ซึ่งต่อมาได้ตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษกลางคืน ชื่อ โรงเรียน “เศนีเศรษฐดำริ” สำเร็จก่อนเข้าจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย) ในปีนั้นมีผู้สำเร็จพร้อมกัน ๑๒ นาย คือ
๑. นายฮกไถ่ พิศาลบุตร ๒. พระตราษบุรี (จำรัส) ๓. นายตรึก จินตยานนท์ ๔. นายปริก ๕. นายสวัสดิ์ ๖. นายชิ้น วรคามิน ๗. นายชุบ สุขรูป ๘. นายแฉล้ม สุมิตมาน ๙. นายแจ่ม นารายนมิน ๑๐. นายจำรัส รัตนประทีป ๑๑. นายกิมไล้ ปัทมสุนทร ๑๒. นายสาย นทิคามิน
(คัดจากหนังสือ “รัฐศาสตร์อนุสรณ์” เนื่องในงานประชุมรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ประจำปี ๒๕๐๑)
ในปีที่สอบไล่ได้แล้วนี้ ภายหลังการสอบไล่แล้ว นักเรียนต้องไปซ้อมรบเสือป่าที่จังหวัดนครปฐม ในฐานะนักเรียนเสือป่ารักษาพระองค์ เมื่อกลับจากราชการซ้อมรบแล้ว จึงจะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อเป็นนายอำเภอต่อไป จำได้ว่าท่านเจ้าคุณพี่ เป็นนักเรียนเสือป่าหลวงเหล่าสื่อสาร ขี่รถจักรยาน ๒ ล้อ (มีหลักฐานรูปถ่ายหมู่ร่วมกับล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ แต่งนักเรียนเสือป่า ที่บ้านโป่ง ในปีที่ได้รับเลือกเข้าไป) ในระหว่างซ้อมรบอยู่นี้ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ มีพระราชประสงค์จะได้นักเรียนเสือป่าเข้าไปเป็นมหาดเล็กรับใช้ (นักเรียนปีสุดท้าย) จึงให้ข้าราชบริพารไปคัดเลือกเด็กหน้าตาดีๆ คล่องแคล่วเข้ามาสัก ๔-๕ คน (สำหรับจำนวนนี้จำไม่ได้แน่นัก) ซึ่งในจำนวนนี้ เจ้าคุณพี่ได้รับเลือกเข้าไปด้วย
ในตอนแรก จะเขียนระยะชีวิตแต่เด็ก เริ่มรับราชการ ออกจากราชการ และอุปสมบทกระทั่งมรณภาพ ส่วนต่อไปจะเขียนรายละเอียดอื่นๆ เท่าที่จำได้ สำหรับประวัติรับราชการ ได้คัดมาจากเอกสารของสำนักพระราชวัง ซึ่งได้รับความกรุณาจากท่านเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้
ต่อไปนี้เป็นประวัติรับราชการจนถึงกับมรณภาพ
๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๗
|
โปรดเกล้าฯ ให้รับราชการในกรมมหาดเล็ก แผนกตั้งเครื่อง ยศ มหาดเล็กวิเศษ
|
๑ เมษายน ๒๔๕๘
|
เงินเดือน เดือนละ ๔๐ บาท
|
๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๕๘
|
ยศ บรรดาศักดิ์ รองหุ้มแพร นายรองเสนองานประภาษ เงินเดือนเพิ่ม ๒๐ บาท รวม ๖๐ บาท
|
๑ เมษายน ๒๔๕๙
|
ย้ายไปอยู่กองห้องที่พระบรรทม
|
๓๐ สิงหาคม ๒๔๕๙
|
บรรดาศักดิ์ หุ้มแพร นายเสนองานประภาษ
|
๑ กันยายน ๒๔๕๙
|
เงินเดือนเพิ่ม ๔๐ บาท รวม ๑๐๐ บาท
|
๓๑ ธันวาคม ๒๔๖๐
|
ยศ บรรดาศักดิ์ จ่า นายจ่ายง
|
๑ มกราคม ๒๔๖๐
|
เงินเดือนเพิ่ม ๑๐๐ บาท รวม ๒๐๐ บาท
|
๓๑ ธันวาคม ๒๔๖๑
|
ยศ บรรดาศักดิ์ รองหัวหมื่น หลวงศักดิ์นายเวร
|
๑ มกราคม ๒๔๖๑
|
เงินเดือนเพิ่ม ๑๐๐ บาท รวม ๓๐๐ บาท
|
๑ เมษายน ๒๔๖๓
|
เงินเดือนเพิ่ม ๔๐ บาท รวม ๓๔๐ บาท
|
๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๖๔
|
ยศ บรรดาศักดิ์ เจ้าหมื่นสรรเพธภักดี
|
๑ เมษายน ๒๔๖๕
|
เงินเดือนเพิ่ม ๑๖๐ บาท รวม ๕๐๐ บาท
|
๑ ธันวาคม ๒๔๖๕
|
เจ้ากรมห้องที่พระบรรทม
|
๓๐ ธันวาคม ๒๔๖๕
|
บรรดาศักดิ์ พระยานรรัตนราชมานิต
|
๑ กรกฎาคม ๒๔๖๗
|
องคมนตรี ร. ๖
|
๑ มกราคม ๒๔๖๗
|
ยศ จางวางตรี
|
๑ เมษายน ๒๔๖๘
|
เงินเดือนเพิ่ม ๒๐๐ บาท รวม ๗๐๐ บาท
|
๔ เมษายน ๒๔๖๙
|
องคมนตรี ร.๗
|
๑ เมษายน ๒๔๖๘
|
โปรดเกล้าฯ ให้ยุบเลิกตำแหน่งหน้าที่ราชการกรมมหาดเล็กหลวง ให้รับพระราชทานบำนาญ เดือนละ ๘๔ บาท ๖๖.๒/๓ สตางค์
|
๒๔ มีนาคม ๒๔๖๘
|
วันถวายพระเพลิงพระบรมศพ ล้นเกล้าล้นกระหม่อม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้อุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดเทพศิรินทราวาส มีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ญาณวร ครั้งยังเป็นพระศาสนโสภณ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระพุทธวิริยากร เจ้าอาวาสวัดโสมนัสวิหาร และพระอุดมสีลคุณ วัดเทพศิรินทราวาส เป็นพระกรรมวาจาจารย์ บรรพชาอุปสมบทเรียบร้อยแล้ว ไปถวายพระเพลิงล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง พร้อมด้วยพระอุปัชฌาย์
|
๘ มกราคม ๒๕๑๔
|
ถึงมรณภาพ ด้วยความชรา (บันทึก ส.น.ว. ที่ ๓๑๔ ล.ว. ๑๑ ม.ค. ๒๕๑๔)
|
เครื่องราชอิสริยาภรณ์และสิ่งของที่ได้รับพระราชทาน
๒๑ มกราคม ๒๔๕๗
|
เหรียญราชรุจิทอง
|
๒ มกราคม ๒๔๕๘
|
เหรียญรัตนาภรณ์ ชั้น ๕
|
๓๑ ธันวาคม ๒๔๕๙
|
ตรามงกุฎสยาม ชั้น ๕
|
๑๘ เมษายน ๒๔๖๐
|
ตราวชิรมาลา
|
๓๑ ธันวาคม ๒๔๖๐
|
เบญจมาภรณ์ช้างเผือก ๕
|
๓๑ ธันวาคม ๒๔๖๑
|
ตรามงกุฎสยามชั้น ๔
|
๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๖๔
|
เหรียญรัตนาภรณ์ ชั้น ๓
|
๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๖๕
|
ตราตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ
|
๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๖๖
|
ตราทุติยจุลจอมเกล้า
|
๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๖๘
|
ตรามงกุฎสยาม ชั้น ๑ (ปถมาภรณ์มงกุฎสยาม)
|
๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๘
|
เหรียญบรมราชาภิเษกทอง (รัชกาลที่ ๗)
|
๔ เมษายน ๒๔๗๕
|
เหรียญเฉลิมพระนคร ๑๕๐ ปี เงินกาไหล่ทอง
|
ปรากฏตามประวัติรับราชการว่า เริ่มเข้ารับราชการแผนกตั้งเครื่องเมื่อ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๗ รับราชการอยู่ ๑ ปี กับ ๑ เดือนเศษ ก็โปรดเกล้าฯ ให้ไปอยู่ห้องที่บรรทม
สกุล “จินตยานนท์” ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ โดยพระราชทานให้แก่เจ้าคุณพี่ ดังนี้
พระปรมาภิไธย วชิราวุธ ปร.
ขอให้นามสกุลของ มหาดเล็กวิเศษ ตรึก (บุตร ขุนชาญสุพรรณเขตร) ประจำกรมมหาดเล็กตั้งเครื่อง ว่า “จินตยานนท์” (เขียนเปนตัวอักษรโรมันว่า “Chintayanonda”) อันเป็นมงคลนาม
ขอให้สกุลจินตยานนท์ มีความเจริญรุ่งเรืองมั่นคงอยู่ในกรุงสยามชั่วกัลปาวสาน
พระที่นั่งพิมานปฐม
วันที่ ๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๕๗
|
ประวัติ ธมฺมวิตกฺโก ภิกฺขุ
[พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์)] เรียบเรียงโดย ท. เลียงพิบูลย์
[พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์)] เรียบเรียงโดย ท. เลียงพิบูลย์
ท่านผู้ให้แสงสว่างทางปฏิบัติ
วันหนึ่งเพิ่งจะผ่านวันต้นปีใหม่ใน พ.ศ. ๒๕๑๔ ไปได้ไม่กี่วัน อยู่ในเขตของต้นเดือนมกราคม จำได้ว่าเป็นบ่ายวันเสาร์ วันนั้นข้าพเจ้าอยู่บ้าน เวียงโทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อยกขึ้นมาแนบหูฟังก็ทราบว่าคุณประยงค์ ดาวมณี เป็นผู้พูดมา และเมื่อรู้ว่าข้าพเจ้าเป็นผู้รับ ก็ได้ยินพูดอย่างร้อนรนละล่ำละลักว่า
“คุณได้ทราบข่าวหรือยังว่า ท่านเจ้าคุณนรรัตนฯ ท่านสิ้นเสียแล้ว” (คำว่าเจ้าคุณนรรัตนฯ ซึ่งเป็นที่เจนหู เพราะเราสนใจท่านมาก่อน เป็นผู้ที่เราเคารพนับถือ ทั้งบูชาในความกตัญญูอันสูงยิ่ง และยกย่องในการปฏิบัติหลักธรรมอย่างบริสุทธิ์สะอาดของท่านอยู่ก่อนแล้ว เป็นที่ขึ้นใจของเราตลอดมา จึงไม่มีข้อสงสัยจะเป็นอื่นไปได้นอกจากภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต) เป็นข่าวที่ใหญ่สำหรับข้าพเจ้า ทำให้ตื่นเต้นและขนลุก รีบบอกไปว่า “ผมยังไม่ทราบข่าว ท่านสิ้นเมื่อไหร่” เสียงคุณประยงค์ฯ ตอบอย่างเร่งร้อนมาว่า “ผมเองก็เพิ่งรู้ก่อนหน้านี้ จึงรีบโทรศัพท์มาบอกให้รู้ก่อน ทราบว่าท่านสิ้นเมื่อวันศุกร์ที่ ๘ นี่เอง บ่ายวันพรุ่งนี้จะมีการพระราชทานรดน้ำศพ (วันอาทิตย์ที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๔) ที่ศาลาละมุนนิรมิต เวลาบ่าย ๔ โมง” ข้าพเจ้ารับฟังด้วยความเศร้าสลด ใจคอหดหู่ คิดว่างานรดน้ำศพต้องมีเจ้านายผู้ใหญ่และข้าราชการพ่อค้ามากมายเข้าไม่ถึง เพราะท่านเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไป ที่ทราบถึงการสละกิเลสของท่าน ข้าพเจ้าอาลัยท่านมาก ต่อมาข้าพเจ้าได้ทราบว่ามีผู้เสียน้ำตาเพราะยังปลงไม่ตก ว่าตามธรรมชาติของสังขารย่อมแตกดับเป็นธรรมดา ไม่มีผู้อยู่ได้ตลอดไปไม่รู้ดับ แต่เพราะท่านเป็นตัวอย่างปฏิบัติทางหลักธรรมที่ดียิ่ง เท่าที่ข้าพเจ้ารู้ ในยุคปัจจุบันนี้หาได้ยาก ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาย่อมจะมีความรู้สึกเสียดายแทนส่วนรวมทั่วไป ข้าพเจ้าคิดว่าพุทธจักรได้สูญเสียครั้งยิ่งใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ของเมืองไทย เพราะความดีของท่านที่ปฏิบัติตนอยู่ในหลักธรรมอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่มีราคี ซึ่งการปฏิบัติเป็นตัวอย่างที่ดียิ่ง สมควรแก่พระภิกษุสงฆ์ชาวพุทธ อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย และจะเป็นประโยชน์แก่เยาวชนที่กำลังจะศึกษาการปฏิบัติธรรมต่อไป
แม้ว่าตัวข้าพเจ้าจะไม่คุ้นเคยและรู้จักท่านมาก่อนก็ดี แต่ความดีของท่านที่ได้ปฏิบัติมาแล้ว ทำให้ผู้รู้เห็นต่างก็ยกย่องสรรเสริญทั่วไป แม้ท่านจะไม่เคยเทศน์สั่งสอนเผยแพร่ทางธรรมให้แพร่หลาอกไปก็ดี แต่ท่านก็เป็นผู้ปฏิบัติหลักธรรมซึ่งเป็นตัวอย่างที่หาได้ยาก เพราะท่านพูดน้อย แต่ท่านปฏิบัติมาก อันผู้ปฏิบัติตนด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ปลดเปลื้อง รูป รส กลิ่น เสียง และ ดับความโลภ ความโกรธ ความหลง ดังเช่น ภิกษุพระยานรรัตนฯ นี้ แม้จะไม่เคยรู้จักคุ้นเคยมาก่อน แต่เมื่อรู้ถึงการปฏิบัติหลักธรรม ที่ท่านได้เสียสละหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ก็มีความศรัทธาเกิดขึ้นทางใจ ทำให้เกิดความเคารพนับถือ ผิดกับบางท่าน แม้จะยังไม่รู้ไม่เห็นไม่เคยรู้จักมาก่อน เมื่อได้ยินข่าวความชั่วร้ายของมนุษย์ใจบาปหยาบช้า มัวเมาหลงอยู่ในกิเลสตัณหา เราก็นึกรังเกียจ ไม่อยากพบเห็นเกิดขึ้นทางใจเช่นกัน
สำหรับข้าพเจ้า เป็นผู้สนใจในกรรมดีของผู้ทำความดี อยากจะเทิดทูนเขียนไว้ เพื่ออนุชนรุ่นหลังจะได้รู้ และมีสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าชอบพิจารณาถึงนิสัยแต่ละท่าน แม้ท่านผู้นั้นจะเป็นบรรพชิตหรือจะเป็นฆราวาส อาจารย์ผู้ทรงความรู้ เชี่ยวชาญเป็นปราชญ์ที่มีผู้ยกย่องนับถือทั่วไป เป็นผู้สอนธรรม ข้าพเจ้าก็มักชอบพิจารณ์ทดลองพิสูจน์
หากได้รู้ได้เห็นท่านผู้นั้นยังมีอารมณ์ฉุนเฉียวโกรธง่าย แสดงกิริยาออกท่าทางหรือทางระบายอารมณ์ออกมาทางคำพูดหรือหนังสือก็ดี ข้าพเจ้าหมดความสนใจ เพราะถือว่าท่านผู้นั้นรู้เพียงทฤษฎีเท่านั้น ยังปฏิบัติไม่ได้ เมื่อยังไม่สามารถดับอารมณ์ข่มความโกรธของตนเองลงได้ แม้จะมีความรู้ความสามารถเพียงใด ก็ถือว่าผู้นั้นยังอยู่ในกิเลสหนา เพราะทางพระศาสนาท่านได้ดับความโลภ ความโกรธ ความหลงนี้ แต่ความโกรธเป็นกิเลสหยาบๆ ไม่ละเอียดอ่อนตามอารมณ์รุนแรงนั้น เป็นสิ่งเดียวที่จะแสดงให้เห็นได้ง่าย เมื่อโกรธแล้ว ส่วนมากจะระงับอารมณ์อัดไว้ไม่อยู่ ย่อมจะระเบิดอกมาทางกิริยาและคำพูด ตลอดทั้งตัวอักษร ส่วนความโลภ ความหลงนั้น ละเอียดอ่อน มองเห็นช้า แต่เมื่อด่านแรกสำคัญ คือ ความโกรธระงับไม่อยู่แล้ว สิ่งต่อไปก็ไม่ต้องพูดถึง นี่เป็นความรู้สึกของข้าพเจ้า แต่ผู้อื่นจะเห็นอย่างใดนั้น แต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน หากจะกระทบกระเทือนผู้ใดโดยข้าพเจ้าไม่เจตนา ก็ต้องขออภัยด้วย
ขอย้ำความรู้สึกอีกครั้งว่า ภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต ท่านมีความบริสุทธิ์ในศีล สมาธิ กำจัดความโลภ โกรธ หลง ห่างไกลจาก รูป รส กลิ่น เสียง สละทรัพย์สิน สมบัติทางโลกตลอด ตัดขาดจากตัณหาราคะกิเลส ทำลายความลุ่มหลงงมงมยออกไปได้ เป็นเหตุจูงใจให้พวกเราและศาสนิกชนทั้งหลาย พากันนิยมยกย่องบูชา นับถือด้วย กาย วาจา ใจ เกิด ศรัทธาขึ้นมาเอง แม้ท่านจะไม่ได้ออกจากวัดไปเที่ยวเผยแพร่เทศนา สั่งสอนอบรมศีลธรรมประชาชนชาวพุทธทั้งหลาย เช่น สงฆ์ที่ท่านออกเผยแพร่พระศาสนาทั่วไปอย่างปัจจุบันนี้ แต่การปฏิบัติของท่านเป็นตัวอย่างที่ประเสริฐยิ่ง ในโลกยุคนี้หายาก ควรแก่การที่บรรพชิตผู้บวช แต่กายจิตใจยังอยู่ทางโลก และฆราวาส อาบาสก อุบาสิกา ที่สนใจในหลักปฏิบัติควรที่จะนำมาพิจารณาศึกษา
ข้าพเจ้ายังรู้สึกเสียดายที่ยังไม่เคยไปพบเห็นและนมัสการท่านมาก่อน ฉะนั้นจึงได้ระลึกถึงคุณความดีของท่านอยู่แต่ภายในความรู้สึก ข้าพเจ้าไม่กล้าพอที่จะอุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่านได้ เพระรู้ดีว่าท่านมีทุกสิ่งซึ่งได้บรรลุธรรมอย่างเพียบพร้อม เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ตนเองก็คือยาจก ไม่สามารถจะมีสิ่งใดอุทิศ เมื่อท่านอยู่เหนือทุกข์ทั้งปวงทางโลก ข้าพเจ้าก็ได้แต่ขอน้อมกาย วาจา ใจ ขอนนมัสการท่านผู้บริสุทธิ์สะอาด ผู้ซึ่งหลุดพ้นจากความโลภ รัก โกรธ หลง ห่างไกลจากกิเลสตัณหา ไปสู่ความสุขสงบอันสูงยิ่ง ความรู้สึกของข้าพเจ้าเคยคิดไว้ก่อนว่า ทุกยุคทุกสมัยย่อมจะมีผู้บรรลุพระอรหันต์ ฉะนั้นเมื่อพิจารณาถึงหลักปฏิบัติของธมฺมวิตกฺโก ภิกฺขุแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าท่านอาจได้ถึงซึ่งความสุขสงบสุดยอดในทางพระศาสนาแล้ว นี่เป็นความรู้สึกของข้าพเจ้าผู้อ่อนทั้งความรู้ทางพระศาสนาและทั้งปัญญา อาจผิดถูกประการใดที่ในความเห็นไม่ตรงกับผู้อื่น ข้าพเจ้าก็ขออภัยด้วย
เมื่อข่าวการสูญเสียท่านผู้ปฏิบัติหลักธรรมด้วยความบริสุทธิ์สะอาดได้แพร่ออกไป ทำให้พุทธศาสนิกชนพากันเศร้าสลดใจ และต่อมาข้าพเจ้าก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณนายน้อม พูดเรื่องของท่าน “ธมฺมวิตกฺโก” ท่านผู้ปฏิบัติหลักธรรมบริสุทธิ์สะอาด กำจัดพ้นจากความโลภ โกรธ ความหลง และหลุดพ้นจาก รูป รส กลิ่น เสียง ในสิ่งที่ก่อให้เกิดตัณหา สละทั้งทรัพย์สิน สมบัติ ถวายวัดเพื่อบำรุงพระศาสนาต่อไป
ที่สุดคุณนายน้อม ก็ขอร้องให้ข้าพเจ้าเขียนประวัติของท่าน ข้าพเจ้าจึงเรียนคุณนายน้อมให้ทราบว่า ข้าพเจ้าคงไม่สามารถที่จะเขียนประวัติของท่านได้ เพราะท่านได้ปฏิบัติธรรมชั้นสูง เกินความรู้ความสามารถของข้าพเจ้าที่จะเข้าถึง อาจจะทำให้ประวัติอันดีงามมัวหมองเป็นมลทินในการเขียนของข้าพเจ้า คุณนายน้อมรับว่า จะนำรายละเอียดมาให้ ข้าพเจ้าก็หนักใจ เพราะรู้ความสามารถของตนเองยังไม่ถึงขนาดที่จะอาจเอื้อมไปเขียนประวัติท่านผู้ปฏิบัติธรรมขาวสะอาด ไม่มีราคี ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ผู้ทรงความรู้สูง ยกย่องท่านว่าเป็นเหมือนพระอรหันต์องค์หนึ่ง ฉะนั้นข้าพเจ้าก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ รู้ว่าคุณนายน้อมท่านเป็นผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาในท่านภิกษุพระยานรรัตนฯ และทั้งคุณนายน้อมยังเป็นพุทธศาสนิกชนผู้เลื่อมใสในหลักธรรม และสร้างบุญบริจาคทานมีชื่อผู้หนึ่ง
เมื่อข้าพเจ้าพูดโทรศัพท์กับคุณนายน้อมแล้ว ก็ต้องใช้ความคิดว่าควรจะทำอย่างใดในความหวังดีและให้เกียรติอันสูงแก่ข้าพเจ้า แต่แล้วต่อมา จำได้ว่าเป็นปลายเดือนมกราคมปีนั้น ข้าพเจ้าก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณณรงค์ สุทธิกุลพาณิชย์ จากธนาคารกรุงเทพ บอกกับข้าพเจ้าว่า “ธนาคารกรุงเทพได้จองสวดศพเจ้าคุณนรรัตนฯ วัดเทพศิรินทราวาส ในนามของธนาคารกรุงเทพ กับคณะ ท. เลียงพิบูลย์ เป็นเจ้าภาพร่วมกัน ผมไม่ได้บอกคุณ ท. ให้ทราบล่วงหน้า เพราะกลัวจะจองไม่ทัน” ข้าพเจ้าได้ฟังก็ตื่นเต้น เพราะมีความศรัทธาเคารพท่านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และบอกไปกับคุณณรงค์ สุทธิกุลพาณิชย์ ทางโทรศัพท์ว่า “ผมขอขอบคุณที่ได้กรุณาให้เกียรติอันสูงที่ได้พ่วงไปด้วย ผมยินดีมาก เพราะผมและเพื่อนๆ ทุกคนก็เลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านเจ้าคุณนรรัตนฯ อยู่แล้ว คืนไหนที่จองเป็นเจ้าภาพ ผมจะได้จดไว้”
เสียงคุณณรงค์ สุทธิกุลพาณิชย์ ตอบมาทางโทรศัพท์ว่า วันที่ ๑๓ มีนาคม” ข้าพเจ้ามาคิดดูยังมีเวลาอีกเกือบสองเดือน จึงถามไปว่า “ทำไมช้านัก กว่าจะถึงเวลาอีกนาน” เสียงคุณณรงค์ฯ ตอบมาว่า “ระยะใกล้ๆ จองไม่ได้ เพราะมีผู้จองไว้หมดแล้ว ถ้าไม่รีบจองก็ต้องช้าไปกว่านี้อีกมาก ต้องรอคิว”
หลังจากวันคืนได้ผ่านไป เมื่อถึงวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๑๔ ข้าพเจ้ากับเพื่อนๆ ก็ไปร่วมเป็นเจ้าภาพกับธนาคารกรุงเทพ เมื่อข้าพเจ้าไปถึง ก็เห็นมีท่านที่มาก่อนหน้าข้าพเจ้ามากท่าน คุณณรงค์ สุทธิกุลพาณิชย์ ได้แนะนำให้รู้จัก คุณชิน โสภณพาณิช และมากท่านที่ยังไม่รู้จักและจำไม่ได้หมด ข้าพเจ้าขึ้นบนศาลาเห็นโกศตั้ง แต่หลังโกศมีโลงบรรจุศพของท่านพระภิกษุเจ้าคุณนรรัตนฯ แทนที่จะอยู่ในโกศ เห็นจะเป็นเพราะท่านสร้างโลงไว้ก่อนแล้วและสั่งไว้ ข้าพเจ้าได้ตรงเข้าไปจุดธูป แล้วก็กราบลงน้อมจิต นมัสการด้วยกาย วาจา ใจ ระลึกถึงท่านผู้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ห่างไกลจาก รูป รส กลิ่น เสียง ซึ่งก่อกวนให้เกิดกิเลสทั้งหลาย ได้สิ้นสุดลงแล้ว เป็นตัวอย่างผู้ปฏิบัติแสวงหาแสงสว่างแห่งดวงธรรม เพื่อหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ซึ่งมนุษย์อีกมากมายในโลกยังอยู่ในห้วงแห่งความหลง เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่อนุชนผู้ที่จะได้ตัวอย่างปฏิบัติต่อไป
คืนนั้นข้าพเจ้าได้ทราบว่า มีหลายท่านร่วมงานสวด และบางท่านก็อุตส่าห์มาจากต่างจังหวัด มีหลายท่านซึ่งข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักในคืนนั้น
ข้าพเจ้าได้รับเกียรติสนทนากับท่านเจ้าคุณใหญ่ พระธรรมธัชมุนี ท่านเจ้าอาวาส และท่านเจ้าคุณอุดมสารโสภณ ท่านได้มอบพระเครื่องแก่ข้าพเจ้า ซึ่งเป็นความกรุณาอย่างสูง และคุณลิ้นจี่ ได้กรุณามอบของหลายสิ่ง พร้อมทั้งพระเครื่อง ข้าพเจ้าต้องกราบขอบพระคุณ และมีมากท่านที่สนใจในกฎแห่งกรรม ท่านเหล่านี้ข้าพเจ้าเพิ่งรู้จักในคืนนั้น ความจริงข้าพเจ้ารู้จักชื่อเสียงของท่านมานาน แต่ยังไม่เคยพบตัวท่าน คืนนั้นหลังจากพระสวดเสร็จแล้ว เพื่อนได้พาข้าพเจ้าไปแนะนำให้รู้จัก ท่านอาจารย์พระครูปัญญาภรณ์โศภน (มหาอำพัน บุญ-หลง) ผู้ซึ่งข้าพเจ้าเคารพนับถือมาก่อนที่จะพบ และท่านผู้หนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เคารพนับถือ อาจารย์พระครูปัญญาภรณ์โศภน (มหาอำพัน บุญ-หลง) ซึ่งพวกเราจำนวนไม่น้อยได้เป็นศิษย์ของท่านมาก่อน แต่ข้าพเจ้าก็พึ่งจะรู้จักตัวท่านในคืนนั้น และได้พบทั้งคุณตริ จินตยานนท์ ซึ่งเป็นน้องท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ซึ่งอยู่ในที่นั้นกับท่านอาจารย์พระครูปัญญาภรณ์โศภน ข้าพเจ้าได้มีโอกาสกราบนมัสการท่านอาจารย์ในคืนนั้น ความจริงท่านอาจารย์มหาอำพัน บุญ-หลง ซึ่งชื่อนี้ข้าพเจ้าได้เรียกจนติดปาก ข้าพเจ้ารู้จักท่านแต่ชื่อ และมีความเคารพนับถือตั้งแต่ยังไม่เคยพบตัวท่านมาก่อน เคยมีแต่จดหมายและเคยพูดโทรศัพท์บางครั้งเท่านั้น ทั้งได้ทราบว่าท่านเกิดในตำบลเดียวกับข้าพเจ้า เมื่อได้ทราบ ได้พบท่านอาจารย์ก็เกิดความปีติยินดีขึ้นทางใจ คืนนั้นข้าพเจ้าได้สนทนากับท่านอาจารย์พระครูปัญญาภรณ์โศภน คุณตริฯ และเพื่อนอีกหลายท่าน หลังจากเสร็จงานสวดแล้ว เราก็ยังอยู่สนทนากันอีกนาน
มีอีกหลายท่าน ทั้งอาจารย์พระครูปัญญาภรณ์โศภน และคุณตริ จินตยานนท์ ได้ปรารภอยากให้ข้าพเจ้าเขียนเรื่องของพระภิกษุพระยานรรัตน ฯ และคุณตริ จินตยานนท์ ซึ่งเป็นน้องชายผู้ใกล้ชิดกับท่านเจ้าคุณผู้พี่ ยินดีร่วมให้ข้อความอย่างละเอียดพอที่จะหยิบยกขึ้นมาเขียน
ข้าพเจ้ากล่าวขอบคุณทุกท่านที่ได้สนับสนุนให้ข้าพเจ้ารับเขียนเรื่องนี้ นับว่าเป็นเกียรติอันสูงยิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับ ที่ได้มีโอกาสเขียนในความเป็นอยู่ของพระภิกษุที่ชาวบ้านชาวเมืองตลอดจนเจ้านายและพระสงฆ์ชั้นสูง ทั้งชาวต่างประเทศเคารพนับถือยกย่องว่าท่านได้ปฏิบัติดี พร้อมทั้งสูงด้วยความกตัญญูกตเวที ท่านเป็นผู้มักน้อย หลุดพ้นจากความโลภ รัก โกรธ หลง ตัดสิ้นสุดจาก รูป รส กลิ่น เสียง สละทรัพย์สินสมบัติจนสิ้น ไม่มีสิ่งใดห่วงกังวลต่อไป สละทุกสิ่งไม่ยึดถือว่าเป็นตัวตน เป็นสมบัติของตน
ข้าพเจ้าจึงไม่กล้าที่จะรับปากแน่นอนว่า ข้าพเจ้าจะสามารถเขียน เรียบเรียง เรื่องเหล่านี้ได้เพียงไหน เพราะรู้สึกหนักใจ หากข้าพเจ้าเรียบเรียงเขียนขึ้นได้เพียงครึ่งหนึ่งที่ความดีของท่านได้ทำไว้ ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงรับว่าจะพิจารณาดูตัวเองเสียก่อน เหตุการณ์เหล่านี้ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าก็มีภาระที่จะต้องทำอีกมาก
จนถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔ คุณประยงค์ ดาวมณี โทรศัพท์มาถามว่า ว่างหรือยัง ท่านอาจารย์อยากจะพบ บังเอิญเวลานั้น ข้าพเจ้าต้องรีบเขียนเรื่องสำหรับ ส.ค.ส. ปีใหม่ ๒๕๑๕ จะต้องเร่งส่งต้นฉบับไปให้โรงพิมพ์ เร่งให้ทางโรงพิมพ์เข้าเล่มให้เสร็จเรียบร้อยก่อนเดือนธันวาคม ก่อนถึงวันปีใหม่อย่างน้อยหนึ่งเดือน จึงตอบไปว่า เมื่อหนังสือพิมพ์ตรวจแก้เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะรีบไปนมัสการท่านอาจารย์
เมื่อข้าพเจ้าได้นัดไปพบท่านอาจารย์ที่วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน เวลา ๑๔.๐๐ น. วันนั้น ท่านอาจารย์พระครูปัญญาภรณ์โศภน (มหาอำพัน บุญ-หลง) และคุณตริ จินตยานนท์ และคุณประยงค์ ดาวมณี ได้คอยอยู่ก่อนแล้ว
เรามีเวลาสนทนากันเพียงได้ทราบงานที่จะจัดพระราชทานเพลิง พระภิกษุ พระยานรรัตนราชมานิต กำลังใกล้เข้ามาแล้ว จะเริ่มตกลงวันงานในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ นี้ คุณ ตริ จินตยานนท์ ได้กรุณาให้ความรู้รายละเอียดข้าพเจ้ามากมาย ที่จะเป็นประโยชน์ในการเขียนครั้งนี้ แต่วันนั้นเวลาบ่าย ข้าพเจ้ามีเวลาไม่มากนัก เราก็นัดต่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน เวลาบ่าย ครั้งนี้ได้รายละเอียดพอที่จะนำมาเล่าเขียนเป็นคำให้สัมภาษณ์ของคุณตริ จินตยานนท์ และข้าพเจ้าจะนำเอาคำของเพื่อนๆ และท่านที่เคารพนับถือ ที่เคยสนทนากับท่านพระภิกษุพระยานรรัตน ฯ ที่เกิดประโยชน์ในข้อคิดรวบรวมลงไปด้วย
เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔ เมื่อถึงวันเวลา ข้าพเจ้าก็ได้มาพบกับ คุณตริ จินตยานนท์ ที่กุฏิท่านอาจารย์ เราก็เริ่มสนทนาถึงเรื่องการงานเพื่อไม่ให้เวลาเสียไป คุณตริ จินตยานนท์ ได้เล่าถึงความจำในเรื่องอดีตของพระภิกษุ พระยานรรัตนราชมานิต ครั้งเมื่อท่านเริ่มเข้ารับราชการครั้งแรกจนใกล้ชิดพระยุคลบาท ล้นเกล้าล้นกระหม่อม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว จนเป็นที่โปรดปราน ไว้วางพระราชหฤทัย เริ่มเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ถ้าจะนับย้อนหลังจาก พ.ศ. ๒๕๑๔ ก็ประมาณ ๕๗ ปีผ่านมา นับว่าเป็นประวัติในอดีตที่น่ารู้น่าศึกษา
เมื่อพิจารณาดูแล้ว ก็จะรู้ว่า อันดวงชะตาชีวิตของมนุษย์เรานี้ แต่ละบุคคลย่อมจะมีสิ่งที่ผิดแปลกแตกต่างแล้วแต่กรรมดีกรรมชั่วในอดีตหนุนนำ บางครั้งดวงชะตาชีวิตก็เล่นตลกขบขันกลับพาชีวิตให้ไปสู่ความรุ่งโรจน์อย่างนึกไม่ถึง ซึ่งเวลานั้นพระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิตยังเป็นนายตรึก จินตยานนท์ อยู่ในวัยหนุ่ม ได้รับตำแหน่งหน้าที่เชิญเครื่องเสวยครั้งแรกรับใช้เมื่อในหลวงร่วมโต๊ะเสวยพร้อมกับข้าราชการผู้ใหญ่หลายท่าน นายตรึกฯ มีหน้าที่เปิดน้ำโซดา รินในแก้วถวายในหลวง และรินให้ข้าราชการผู้ใหญ่ทั่วกันในที่นั้น
จะเป็นเพราะความไม่ชำนาญ หรือประหม่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จึงเปิดน้ำโซดาที่บรรจุขวด สมัยนั้นขวดโซดาหรือน้ำมะเน็ดใช้แบบเดียวกัน ใช้ขวดทำพิเศษ คอขวดคอดข้างหนึ่งและโป่งออกมาข้างหนึ่ง สีขวดแก้วไม่ขาวเป็นสีค่อนข้างเขียวอ่อนๆ แต่ความหนาเป็นพิเศษ มีลูกแก้งกลมๆ แทนจุกขวดอัดขึ้นมาดันแหวนยางตอนปากขวดไว้แน่น เวลาเปิดปิดใช้ไม้สำหรับเปิด กดดันลูกแก้วให้ลงไป หรือมือแข็งก็ใช้หัวแม่มือกดดันลูกแก้วให้ลงไป ก็จะเกิดเสียงดังฟู่ ด้วยแรงดันของลมอัดไว้ภายในพุ่งขึ้น จะเป็นฟอง เมื่อเวลาเทน้ำในขวดไหลลงแก้ว แต่ก็ต้องตะแคงขวดให้ลูกแก้วลงไปค้างอยู่ในช่องทำไว้โดยเฉพาะ มิฉะนั้น เวลารินน้ำในขวด ลูกแก้วก็จะตกลงมาปิดปากขวดเทน้ำไม่ออก
นายตรึก จินตยานนท์ ในเวลานั้น จะขาดความชำนาญ หรือความประหม่า เมื่อเปิดออกแล้วยกขวดโซดารินลงแก้วแล้วตะแคงผิดทาง ลูกแก้วก็กลับตกลงมาอุดปากขวด แล้วยกขึ้นตั้งตรงลูกแก้วก็ตกลงแล้วเทใหม่ แต่ก็เข้าแบบเก่า นายตรึกฯ ตกใจกลัวมากทำอะไรไม่ถูก คนเรายิ่งกลัวก็ลนลานก็ยิ่งผิด ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก็เอานิ้วชี้อีกมือหนึ่งแหย่เข้าไปในปากขวด ดันลูกแก้วไว้ไม่ให้ปิด แล้วก็รินน้ำโซดาออกมา แต่ลงแก้วไม่มาก ไหลกระจายไปข้างๆแก้ว ทำให้บริเวณนั้นเปียกแฉะ โซดาหกเลอะผ้าปูโต๊ะ นายตรึก จินตยานนท์ มีความหวาดกลัวในหลวงจะทรงกริ้วยิ่งนัก นึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคยเคารพนับถือยึดมั่นเวลานั้นในพระพุทธรูป ๓ องค์ คือ หลวงพ่อพระแก้วมรกต วัดพระแก้ว หลวงพ่อพระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศน์ และหลวงพ่อพระพุทธชินราช วัดเบญจมบพิตร เมื่อคับขันไม่มีทางออก ก็นึกถึงพระเป็นที่พึ่ง จึงได้นึกอธิษฐานจิตอยู่ในใจ ขอความช่วยคุ้มครองจากหลวงพ่อทั้งสามองค์ จะเป็นด้วยบารมีของพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ หรือบารมีของกรรมดีที่เคยสร้างสมไว้แต่อดีต จะเป็นวาสนามีความรุ่งเรืองใกล้ชิดพระยุคลบาท จึงทำให้ในหลวงทรงเอ็นดู
ตามปกติธรรมดาแล้ว ในหลวงท่านจะต้องทรงกริ้วมาก แต่เมื่อเห็นกิริยาท่าทางของนายตรึก จินตยานนท์ ตื่นกลัว พระองค์กลับทรงพระสรวลเห็นเป็นเรื่องขบขัน ทรงหันไปรับสั่งกับเจ้าพระยารามฯ ว่า “เจ้าเด็กคนนี้มาจากไหน” เจ้าพระยารามฯ กราบบังคมทูลว่า “เป็นนักเรียนเสือป่าที่ทรงโปรดเกล้าให้คัดเลือกมาเมื่อคราวซ้อมรบ พระเจ้าข้า” ต่อจากนั้นมา ในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๙ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้นายตรึก ฯ เข้าไปประจำห้องที่พระบรรทม นี่ก็จะเห็นได้ว่าชะตาชีวิตนี้เป็นสิ่งลี้ลับ การทำสิ่งใดลงไปจะเป็นการบกพร่องเพราะไม่สันทัด มิได้มีเจตนาให้บกพร่อง พยายามทำดีที่สุด บางครั้งก็ทำให้ผู้ใหญ่เห็นความซื่อและให้ความเอ็นดู บางครั้งก็ถูกตำหนิโทษ ไม่มีสิ่งใดแน่นอน ชะตาชีวิตได้ผลักดันให้นายตรึก จินตยานนท์ เข้าไปรับใช้ใกล้ชิดพระยุคลบาท จนเป็นที่โปรดปรานเจริญในหน้าที่ราชการ จนเป็นเจ้ากรมห้องที่บรรทม ทรงไว้วางพระราชหฤทัย เป็นตำแหน่งสำคัญและสูงในราชสำนัก จนได้บรรดาศักดิ์ตามลำดับมาถึงเป็นพระยานรรัตนราชมานิต เป็นชั้นพระยาพานทองเมื่ออายุยังน้อย ตลอดเวลาราชการใกล้ชิดพระยุคลบาทไม่เคยถูกในหลวงกริ้วเลย พระยานรรัตนราชมานิตสูงด้วยความกตัญญู มีความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระอุปัชฌาย์อาจารย์ บิดามารดและคุณยายผู้เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด ทะนุถนอมรักใคร่มาแต่เล็กจนเติบใหญ่ เพราะคุณแม่ติดตามคุณพ่อซึ่งไปรับราชการอยู่ตามหัวเมือง ดังที่คุณตริ จินตยานนท์ ได้บันทึกความทรงจำ นับแต่เริ่มแรก เท่าที่รู้จนบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ และศึกษาธรรมจนมองเห็นทุกข์เวทนาของสัตว์โลกที่ยังหลงงมงายติดอยู่ในวัฏฏไม่สิ้นสุด ท่านได้ศึกษาปฏิบัติจนบรรลุธรรมชั้นสูงเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนชาวพุทธทั่วไป ดังข่าวของผู้รู้ธรรมทั้งหลายลือกันว่า ท่านสำเร็จเป็นองค์อรหันต์ตลอดเวลาการปฏิบัติ ท่านรู้ถึงเวลามรณภาพ นี่เป็นความรู้สึกของผู้เขียนและจากคำบอกเล่าของคุณตริ จินตยานนท์ แต่ข้อความที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นบันทึกความทรงจำของคุณตริ จินตยานนท์ โดยตรง ดังต่อไปนี้
|
ตามปกติเจ้าคุณพี่เป็นคนมีรูปร่างผอมบาง ไม่แข็งแรง แต่เมื่อเข้าไปประจำทำงานในห้องที่พระบรรทม มีหน้าที่ถวายอยู่งานนวดเวลาในหลวงบรรทมเป็นประจำจนกว่าจะบรรทมหลับ ซึ่งกินเวลาเป็นชั่วโมงๆ บางวันถ้ามีอาการทรงประชวรเล็กน้อย ก็ต้องนวดอยู่ตลอดเวลา วางมือไม่ได้ ถ้าวางมือก็จะตื่นบรรทม การมีร่างกายอ่อนแอ ไม่แข็งแรง ทำให้เจ้าคุณพี่ต้องปรับปรุงตนเอง เพื่อจะได้ สนองพระเดชพระคุณล้นเกล้า ฯ ให้ได้เต็มที่ โดยการฝึกออกกำลังกายใช้เครื่องช่วยประกอบ เช่น ซันดาวน์ ดัมเบล กริ๊บ อินเดียนคลับ บาร์ จนมีร่างกายแข็งแรงผิดกว่าเดิมเป็นคนละคน ยิ่งกว่านั้น โดยที่ล้นเกล้า ฯ ทรงมีพระวรกายอ้วน เส้นสายอยู่ลึก จะต้องจับนวดแรงๆ จึงจะถูกเส้น การบีบขยำสุ่มไป ก็ไม่ถูกเส้นสายย่อมไม่ได้ผล เจ้าคุณพี่จึงพยายามที่จะศึกษาในเรื่องสรีระวิทยาเกี่ยวกับเส้นเอ็นในร่างกายของคน จึงไปหาเจ้าคุณดำรง แพทยาคุณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในสมัยนั้น เพื่อขอศึกษาโดยดูการผ่าศพ พยายามไปพิจารณาศึกษา จนพอจะเรียนรู้เส้นเอ็นต่างๆ ในร่างกายมนุษย์บ้าง จนสามารถนำความรู้มาเป็นประโยชน์ ได้ถวายการนวดเฟ้นล้นเกล้า ฯ จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย และโปรดปรานได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นพิเศษ ความจงรักภักดีของเจ้าคุณพี่ที่ถวายต่อล้นเกล้า ฯ นั้น เป็นผลสนองทำให้ล้นเกล้า ฯ ทรงมีพระเมตตาห่วงใยเป็นพิเศษ มักจะรับสั่งกับผู้ใกล้ชิดว่า “สำหรับพระยานรรัตน ฯ ฉันขอใครอย่าไปรบกวนแกเป็นอันขาด เพราะแกตั้งใจปฏิบัติรับใช้ฉันแต่ผู้เดียว”
ระหว่างรับราชการอยู่นี้ เจ้าคุณพี่ค้นคว้าหาความรู้ในเรื่องการดูลายมือตามตำราต่างประเทศ อ่านตำราโยคี และใช้เวลาว่างราชการศึกษาวิชาสะกดจิต เพ่งกสิณ ซึ่งการเพ่งกสิณนี้เป็นเรื่องที่คุณพ่อศึกษาอยู่แล้ว เจ้าคุณพี่เห็นว่าจะทำความสงบให้กับจิตใจได้ก็ศึกษาบ้าง ปรากฏว่าห้องพักของเจ้าคุณพี่บางคราวที่มีคนรบกวนติดต่อบ่อยๆ จึงติดป้ายเขียนไว้หน้าห้องว่า “เจ้าของห้องต้องการความสงบ ไม่มีราชการห้ามติดต่อ” การศึกษาในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ล้นเกล้า ฯ ทรงทราบ รับสั่งเตือนด้วยความเป็นห่วงว่า พระยานรรัตน ฯ อย่าหมกมุ่นอยู่กับวิชาเหล่านี้นักเลย จะเป็นบ้า หาเวลาพักผ่อน ควรหาความสุขสำราญเสียบ้าง แต่เจ้าคุณพี่ก็ยังคงใช้เวลาว่างจากราชการ พอมีเวลาก็ศึกษาเรื่องดังกล่าวอยู่เรื่อย ๆ ตามนิสัยชอบ จ้าคุณพี่มีความรู้ความชำนาญภาษาต่างประเทศมาก
เรื่องการขอพระราชทานที่ดินและบ้าน เจ้าคุณพี่ก็มิได้กระตือรือร้นที่จะขอพระราชทานแต่อย่างใด จนกระทั่งในหลวงรับสั่งว่า “เขาขอที่ดินกันทั้งนั้น ทำไมแกไม่ขอไว้สำหรับลูกหลานจะได้อยู่ต่อไป” เจ้าคุณพี่ก็ปล่อยเรื่อยมา จนในตอนสุดท้ายก็นึกถึงที่ดินของหลวงหลังวัดโสมนัสวิหารซึ่งเป็นที่ดินเดิมเคยอยู่มาก่อนย้ายมาอยู่วัด จึงถวายหนังสือกราบบังคมทูลบอที่โต๊ะเสวย ซึ่งมีเจ้าคุณราม ฯ นั่งรวมอยู่ด้วย ในหลวงทรงรับหนังสือแล้วส่งให้เจ้าคุณราม ฯ พิจารณาถวายความเห็นเช่นรายอื่นๆ ตามปกติ เจ้าคุณราม ฯ กราบบังคมทูลว่า ที่ดินแปลงที่ขอนี้เป็นมรดกของพระองค์เจ้าดิลก ฯ พระราชทานให้ผู้ใดมิได้ เป็นอันว่าเจ้าคุณพี่ไม่สนใจจะขอพระราชทานอีก เรื่องเลยมาอีกระยะหนึ่ง ต่อมาในหลวงทรงพระกรุณาพระราชทานที่ดินอยู่ที่สี่แยกราชเทวี เชิงสะพานหัวช้างเนื้อที่ ๕ ไร่ พร้อมกับพระราชทานเงินปลูกบ้านหนึ่งหมื่นสองพันบาท โดยไม่ได้กราบทูลขอแต่อย่างใด
ก่อนที่คุณพ่อจะรับแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ให้เป็นพระนรราชภักดีนั้น แต่เดิมคุณพ่อรับราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีบรรดาศักดิ์ชั้นประทวนโดยกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงแต่งตั้งเป็นขุนชาญสุพรรณเขตร ภายหลังย้ายสังกัดไปอยู่กรมสรรพากร กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนพิพัฒน์ศุภผล ในการซ้อมรบสนามจันทร์ นครปฐม ล้นเกล้า ฯ รับสั่งกับเจ้าคุณพี่ว่า จะเลื่อนยศจากบรรดาศักดิ์เจ้าหมื่นสรรเพธภักดี ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้ากรมมหาดเล็กห้องที่พระบรรทม จะทรงแต่งตั้งให้เป็นพระยา ฯ แต่เจ้าคุณพี่กราบบังคมทูลว่า สูงเกินกว่าผู้บังเกิดเกล้ามาก เพราะผู้บังเกิดเกล้ายศเพียงขุน ล้นเกล้า ฯ รับสั่งว่า ลูกเป็นพระยา พ่อเป็นขุนเท่านั้นหรือ ทรงรับสั่งให้คุณพ่อเข้าเฝ้า แล้วรับสั่งกับเจ้าคุณพี่ว่า ข้าจะแต่งตั้งพ่อเจ้าเป็นพระยานรราชภักดี ลูกเป็นพระยานรรัตนราชมานิต กลับไปคราวนี้ให้ไปรับสัญญาบัตรที่ในวังเป็นพิเศษ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้า (คุณพ่อเล่าว่า เมื่อเข้าเฝ้าที่สนามจันทร์ คุณพ่อไว้หนวดเพราะเป็นข้าราชการมาแต่แผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง ซึ่งนิยมไว้หนวด ในหลวงรับสั่งว่า อ้อ ไว้หนวดด้วยหรือ แต่พอเข้าเฝ้ารับสัญญาบัตร คุณพ่อโกนหนวดออก พอเงยหน้าถวายบังคม ในหลวงรับสั่งว่า อ้าว ตัดหนวดทิ้งเสียแล้วหรือ)
เมื่อคุณพ่อออกจากราชการแล้ว ข้าพเจ้าพบแบบ ส. ขอรับบำนาญอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ จึงถามคุณพ่อว่า ทำไมแบบ ส. เขียนแล้วไม่ได้ยื่น คุณพ่อบอกว่า เจ้าคุณพี่ของเจ้าเขาไม่ให้ยื่น โดยให้เหตุผลว่า ในหลวงอุปการะเลี้ยงดูเจ้าคุณพี่ของเจ้าแล้ว พี่เจ้าจะจ่ายค่าเลี้ยงดูให้พ่อเอง ไม่จำต้องรบกวน ขอให้สิ้นเปลืองพระราชทรัพย์อีกจำนวนหนึ่ง เรื่องนี้ก็เป็นการแสดงความจงรักภักดีในล้นเกล้า ฯ ของเจ้าคุณพี่อีกเรื่องหนึ่ง
เมื่อเจ้าคุณพี่ได้อุปสมบทที่วัดเทพศิรินทร์แล้ว ต่อมาภายหลังคุณพ่อก็อุปสมบทที่วัดโสมนัส ฯ เจ้าคุณพี่ขอร้องไม่ให้คุณพ่อไปเยี่ยมที่วัดเทพศิรินทร์ เพราะตามวิสัยสงฆ์นั้น จะแก่อ่อนอายุทางโลกนั้นไม่สำคัญ ให้ถือวันบวชก่อนหลัง แก่และอ่อนพรรษา ผู้อ่อนพรรษาจะต้องเคารพผู้แก่พรรษากว่า เจ้าคุณพี่แก่พรรษากว่า จึงอยากเทิดทูนคุณพ่อ ป้องกันความไม่สบายทางจิตใจ วินัยสงฆ์กับวินัยทหารทางโลกก็คลายกัน เคยเห็นพ่อเป็นเพียงจ่า แต่ลูกเป็นชั้นนายพัน เมื่ออยู่ในเครื่องแบบในงานต่างๆ พ่อก็ต้องทำความเคารพลูกตามวินัยทหารเช่นกัน
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วว่า ตั้งแต่เริ่มรับราชการจนกระทั่งล้นเกล้า ฯ สวรรคต ไม่เคยถูกกริ้วเลย ทั้งที่ล้นเกล้า ฯ กริ้วผู้อื่นบ่อยที่สุด เคยเล่าว่า ตามปกติเวลารับสั่งหา หรือเข้าเฝ้า เวลากริ้วอยู่ก่อน เจ้าคุณพี่มักอธิษฐานบนบานศาลกล่าว ส่วนมากก็อ้อนวอนขอความคุ้มครองจาก พระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศน์ พระพุทธชินราช วัดเบญจมบพิตร และพระแก้วมรกต พร้อมทั้งเพ่งกระแสจิตขอให้มีพระเมตตา ไม่กริ้วแล้วกราบลง พอเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรก็มักจะหายกริ้ว นี่ก็เป็นกรณีหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นเรื่องบุญเก่าคู่บารมีที่คงเคยสร้างสมไว้แต่ปางก่อน จึงทำให้ถูกพระราชหฤทัยไปทุกอย่าง มีเรื่องชวนขบขันเรื่องหนึ่ง คราวหนึ่งเสด็จไปในราชพิธีซึ่งจะต้องทรงเครื่องจอมทัพเรือ ในการนี้เจ้าคุณพี่ก็ได้จัดเครื่องทรงติดเหรียญตรากับหุ่นและถวายการตบแต่งจนเสร็จ คงเหลือแต่การเกาะขอกระบี่กับเข็มขัดอย่างเดียว ซึ่งกระบี่ทหารเรือนี้ ก็มีอยู่องค์เดียว ซึ่งเคยทรงอยู่เป็นประจำ เจ้าคุณพี่เห็นว่าส่วนสำคัญอื่นๆ ก็ได้จัดถวายเรียบร้อยแล้ว จึงถอยออกจากที่นั่น ไปมอบภาระการติดกระบี่ไว้แก่มหาดเล็กรองลงมา พอจะพ้นจากห้อง ก็ได้ยินเสียงทรงกริ้วตวาดมหาดเล็กว่า “ทำไมสั้นเต่อขึ้นมาอย่างนี้” เจ้าคุณพี่หันกลับเข้าไปด้วยความตกใจ ก้มลงกราบเพ่งจิตวิงวอนเช่นเคยปฏิบัติ แล้วก็เอามือจับสายกระบี่ดึงขึ้นดึงลงพอเป็นพิธี ซึ่งไม่ทำให้สายกระบี่ยาวลงมาเลย ล้นเกล้า ฯ ก้มดูและรับสั่งว่า เออ เอาละค่อยยาวลงไปหน่อย ใช้ได้แล้ว เรื่องเช่นนี้ภาษาชาวบ้านก็คงจะว่าเพราะชะตาตรงกันหรืออย่างไรแน่
ข้าราชการในราชสำนัก ซึ่งอยู่ใกล้ชิดพระยุคลบาทส่วนมาก ได้รับพระมหากรุณาพระราชทานพระราชพินัยกรรม เจ้าคุณพี่ก็ได้รับเช่นเดียวกัน ในพระราชพินัยกรรม พระราชทานไว้เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท บำนาญต่างหาก แต่เมื่อสวรรคตแล้ว อภิรัฐมนตรีรัชกาลที่ ๗ พิจารณาตัดทอนให้เหลือรวมทั้งบำนาญด้วยเดือนละ ๗๐๐ บาท เท่าเงินเดือนที่ได้รับอยู่ แต่ต่อมาเงินบำนาญซึ่งได้รับทางสำนักพระราชวัง ๘๔ บาท ๖๖ ๒/๓ สตางค์ ก็มีอานิสงค์เพิ่มขึ้นเป็น ๖๘๕ บาท ส่วนพระราชพินัยกรรมซึ่งได้รับทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ได้เพิ่ม คงเดิม
ข้าพเจ้าจำได้ว่า เมื่อตอนเด็กๆ เคยไปค้างในวังกับเจ้าคุณพี่ ๒ ครั้ง ครั้งแรกตอนรับราชการใหม่ๆ ไปค้างที่พระที่นั่งอัมพรฯ ตอนเช้าในหลวงยังไม่ตื่นบรรทม ได้ลงไปเดินดูดุสิตธานี ส่วนรายละเอียดห้องพักของเจ้าคุณพี่ จำไม่ได้ว่าอยู่ใกล้ชิดกับในหลวงเพียงใด ส่วนในคราวที่ประทับอยู่วังพญาไท เคยไปกลางวัน ดูดุสิตธานี ซึ่งขนย้ายไปจากพระที่นั่งอัมพรฯ ครั้งสุดท้ายจำได้แน่นอนเพราะโตมากแล้ว จำได้ว่า โรงเรียนเปิดเทอมตรงกับงานเฉลิมพระชนม์พรรษา หยุดอยู่กับบ้านหลายวัน เจ้าคุณพี่เห็นว่ารบกวนคุณแม่มาก จึงพาไปค้างด้วย และให้อ่านภาษาอังกฤษให้ฟัง จำได้ว่าหนังสือแบบหัดอ่านภาษาอังกฤษ บีโอ คาร์ดไร๊ท เจ้าคุณพี่พาไปค้างในวังหลวง พระที่นั่งบรมพิมานซึ่งเป็นที่ประทับในหลวง ห้องเจ้าคุณพี่อยู่ติดห้องพระบรรทม ตรงเฉลียงมีประตูเปิดถึงห้องพระบรรทมและห้องทรงพระอักษร เจ้าคุณพี่กำชับเป็นหนักหนาว่าอย่าเปิดประตูนี้เป็นอันขาด เคราะห์หามยามร้ายเปิดไปพบในหลวงเข้าพูดจาไม่เป็นจะยุ่ง ข้าพเจ้าก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ประตูนั้นเลย ปีนั้นเป็นปีที่พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลภาเทวี ทรงดำรงตำแหน่งพระอัครราชเทวี งานเฉลิมพระชนม์พรรษาปีนั้น โปรดเกล้า ฯ ให้ข้าราชการแต่งแฟนซี ส่วนมากแต่งแขกอินเดียแบบมหาราชา เพราะในหลวงและพระอัครราชเทวีทรงเครื่องมหาราชาและมหาราชินี การประกวดแฟนซีนี้ จัดทำกันที่โรงโขนหลังพระที่นั่งบรมพิมาน สลับฉากกับการแสดงละครพระราชนิพนธ์เรื่อง “สกุนตลา” แสดงโดยข้าราชการกรมมหรสพ จำได้ว่าหลวงยงเยี่ยมครูแสดงเป็นท่าวทุษยันต์ การแต่งกายแฟนซีคราวนี้ เจ้าคุณพี่แต่งงิ้ว เป็นตัวเต๊กเช็ง ขุนนาง ฝ่ายบุ๋นผู้ซื่อสัตย์ของพระเจ้ากรุงจีน ไปเช่าเครื่องและแต่งตัวที่ท่าน้ำราชวงศ์ การแต่งงิ้วนี้เรื่องมาก ใส่หมวกหน้ากระจังมังกร ๒ ตัวชูลูกแก้ว มีหางนกยูงยาวๆ ติดอยู่บนหมวกสองข้างโค้งลงมา ดูรุ่มร่ามไปหมด ระหว่างเข้าเครื่องขุนนางจีนรอการเข้าประกวดนั้น กระจังหน้าซึ่งสวมศีรษะคับ มีบางส่วนบีบขมับอยู่จนทนปวดไม่ไหว เจ้าคุณพี่ถึงกับเป็นลมเหงื่อแตก คุณน้าขุนบริรักษ์พิมาน (สาหร่าย กระแศร์เสวต) ซึ่งขณะนั้นรับราชการอยู่กรมชาวที่ ต้องช่วยถอดกระจังออก ให้ดมยาดม ตากพัดลมอยู่พักใหญ่จึงทุเลา และสวมกระจังใหม่เมื่อใกล้เวลาจะเข้าเดินผ่านถวายตัว จำได้ว่า เวลาเข้าไปถึงหน้าที่ประทับ ตรงคุกเข่า ใช้สองมือจับไม้งาโบกโค้งไปข้างหน้า ๓ ครั้ง ถวายบังคมแบบขุนนางจีน แล้วกราบทูลเป็นภาษาจีนว่า “หวาจู๊บ้วนส่วย บ้วน บ้วน ส่วย” จะแปลเป็นไทยว่าอย่างไรไม่ทราบ เพราะเจ๊กเจ้าของเครื่องงิ้วสอนมาอย่างนั้นอดูเหมือนเจ้าคุณพี่ได้รับการตัดสินเป็นที่ ๒ ที่ ๓ ไม่แน่นัก เท่าที่เล่ามานี้ ก็เพียงเพื่อให้ทราบความใกล้ชิดซึ่งคนสามัญธรรมดาไม่มีพวกมีพ้องสนับสนุนอย่างเจ้าคุณพี่ ได้เข้ามาใกล้ชิดพระยุคลบาทล้นเกล้า ฯ ตลอดถึงการแต่งแฟนซี ซึ่งมีจุดประสงค์ แสดงถึงการเป็นขุนนางฝ่ายพลเรือนตงฉิน ซึ่งมีความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์
อีกเรื่องหนึ่งที่ทราบมาก็คือ เรื่องที่ตอนล้นเกล้า ฯ ทรงมีพระชายาและพระราชินี ระยะนี้ข้าราชการในสำนักงานส่วนมากก็ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตแต่งงานกันเป็นส่วนมาก สำหรับเจ้าคุณพี่ยังคงเป็นโสด ไม่ขวนขวายในเรื่องการหาคู่ครองแต่อย่างใด ตนล้นเกล้า ฯ ทรงปรารภว่า ใครๆ เขาก็มีเมียกันทั้งนั้น พระยานรรัตน์ ฯ ไม่คิดบ้างหรือ เจ้าคุณพี่ก็กราบบังคมทูลว่า จะขอถวายการปฏิบัติล้นเกล้า ฯ แต่พระองค์เดียวโดยไม่ให้มีเรื่องกังวลใจในทางครอบครัว ไม่อยากห่างล้นเกล้า ฯ เท่าที่อยู่ใกล้ชิดพระยุคลบาทก็มีความสุขมากเพียงพอแล้ว เรื่องนี้ถึงกับล้นเกล้ามีพระราชหัตถ์ชี้แจงเหตุผลในการที่เห็นสมควรให้เจ้าคุณพี่มีครอบครัว และเจ้าคุณพี่มีหนังสือกราบบังคมทูลเหตุผลที่ไม่สมควรจะมี เพราะเป็นการตัดทอนความสุขที่จะถวายแก่ล้นเกล้า ฯ การโต้ตอบโดยจดหมายนี้มีจำนวนหลายฉบับ ไม่ทราบว่าเจ้าคุณพี่เก็บไว้ที่ใด หรือทำลายแล้วข้าพเจ้าไม่ทราบ ทราบแต่เพียงว่าตอนจบ ล้นเกล้า ฯ รับสั่งว่า ฉันตั้งใจให้แกมีความสุขอย่างฉันและคนอื่นบ้าง แต่เมื่อแกไม่เห็นด้วยก็ตามใจ เรื่องนี้ก็เป็นอันยุติลงที่เจ้าคุณพี่ไม่ยอมแต่งงาน
เมื่อตอนที่ล้นเกล้า ฯ ทรงประชวรหนัก เจ้าคุณพี่มีความห่วงใยในพระอาการทรงประชวรมาก ต้องถวายการพยาบาลประจำตลอดเวลา นอกจากเช้าพอมีเวลาก็รีบปลีกตัวออกมาเข้าห้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรีบร้อน แล้วรีบกลับขึ้นไปถวายการพยาบาลล้นเกล้า ฯ ไม่จำเป็นไม่ยอมห่าง โดยมีกล้วยหอมหิ้วติดมือขึ้นไปวันละ ๑ หวี เพื่อกินแก้หิว โดยให้ทางบ้านจัดหาส่งไปให้เช่นนี้ทุกวัน เมื่อล้นเกล้า ฯ ประชวรใกล้สวรรคต เจ้าคุณพี่ทุกข์ร้อนหนัก ห่วงกังวลในพระอาการประชวรมาก แทบไม่เป็นอันกินอันนอน ในระยะนี้มีข้าราชบริพารไปชุมนุมกันอยู่มาก บางคนก็สูบบุหรี่ควันฟุ้งห้องพระแท่นบรรทม ทั้งๆ ที่แพทย์ต้องการให้ห้องมีอากาศบริสุทธิ์ เพราะล้นเกล้า ฯ ประชวรถึงต้องเจาะพระนาภี มีกลิ่นหนองไหลออกมา ต้องใช้น้ำหอมดับกลิ่น ต้องใช้สำลีชุบน้ำหอมโอเดอโคโลนค่อยๆ เช็ดบริเวณรอบ ๆ แผลที่เจาะพระนาภี เมื่อในห้องเหม็นควันบุหรี่ทำให้อากาศในห้องไม่บริสุทธิ์ บางคนก็ลงไปหาความสนุกเฮฮา เล่นไพ่กันแถวโรงโขนข้างพระที่นั่ง แทนที่จะมาคอยเฝ้าดูพระอาการแสดงความวิตกห่วงใย ทำให้เจ้าคุณพี่อารมณ์เสีย คิดว่าล้นเกล้า ฯ ทรงประชวรหนัก ไม่ได้ถวายความจงรักภักดีแล้ว ยังมาแสดงความสนุกสนานทำเสียงดังได้ยินขึ้นมาถึงห้องทรงประชวร ทั้งบางคนก็ยังเข้ามาสูบบุหรี่ในห้อง เจ้าคุณพี่โกรธมากทนไม่ไหว ถึงกับเที่ยวไล่ด่า เตะต่อยข้าราชบริพารบางคนกระจัดกระจายไป ในเย็นวันเกิดเหตุนี้ คุณท้าวอินทร์ได้รีบมาหาคุณแม่ที่บ้าน และขอให้รีบเข้าไปในวังด่วน เพื่อปลอบใจเจ้าคุณพี่ที่กำลังเสียใจจนเป็นบ้าแล้ว คุณแม่ก็ตกใจรีบไปด่วน พอไปถึงในวัง เจ้าคุณพี่เห็นคุณแม่ไปหา ก็เข้ามากราบเท้าและบอกว่า ลูกไม่ได้เป็นบ้าเป็นหลังอย่างที่เล่าลือกัน เท่าที่ทำไปเพราะทนการกระทำของคนบางคนไม่ได้ ที่ชั่วก็มีที่ดีก็มาก เวลาในหลวงดีๆ ก็ประจบสอพลอหาประโยชน์ส่วนตัวกัน เวลาประชวรหนัก แทนที่จะแสดงความจงรักภักดีห่วงใย กลับสนุกสนานเฮฮากัน ทนไม่ไหวจึงต้องว่ากล่าวเอะอะเสียบ้าง เพื่อให้สำนึกผิด ลูกรู้สึกตัวดีทุกอย่างเท่าที่กระทำไป เมื่อคุณแม่ทราบเช่นนั้น ก็กลับบ้าน มาเล่าให้ทางบ้านฟัง ในเรื่องความจงรักภักดีและห่วงใยในล้นเกล้า ฯ นี้ ในระยะหนึ่งล้นเกล้า ฯ สลบไปจนมีข่าวลือออกมาภายนอกว่าสวรรคต ต่อมาก็ทรงฟื้นขึ้นและทรงพระชนม์ต่อมาได้อีกระยะหนึ่ง ตอนฟื้นจากสลบ ครั้งนี้เจ้าคุณพี่รีบปลีกเวลาด่วนออกมาบ้าน และให้ทางบ้านกว้านซื้อพวงมาลัยเปียดอกมะลิสด ร้อยพวงขนาดกลางๆ ไม่ใช่เล็กจิ๋วอย่างที่ขายกันในท้องตลาดเป็นจำนวน ๓๐๐ พะวง เพื่อนำไปแก้บนพระแก้วมรกต เพราะบนไว้ตอนในหลวงสลบ เจ้าคุณพี่บนขอให้ในหลวงฟื้นขึ้นมา อย่าเพิ่งจากไปเลย จะแก้บนด้วยพะวงมาลัย ทางบ้านต้องให้คนช่วยเที่ยวกว้านซื้อหลายตลาด เพราะต้องการด่วนเวลามีน้อย แต่ก็ได้ครบ ๓๐๐ พะวง แล้วเจ้าคุณพี่ก็นำไปถวายพระแก้วมรกต โดยผูกเป็นราวยาวร้อยพวงมาลัยแขวนถวายหน้าพระอุโบสถพระแก้วในเย็นวันนั้น
ข่าวเจ้าคุณพี่เป็นบ้านี้ยังมีเรื่อยมาอีก แม้หลังในหลวงสวรรคตแล้ว เจ้าคุณพี่ให้คนเก็บหญ้าแพรกมาล้างน้ำสะอาดแล้วใส่ถาดมาเคี้ยวกิน แล้วบอกกับผู้คนที่มาพบเห็นว่า เมื่อสิ้นในหลวงแล้วจะไม่ง้อใคร กินหญ้าก็ไม่ตาย ช้างม้าวัวควายกินหญ้าก็มีชีวิตอยู่ได้อย่างแข็งแรง จากนั้นมาเจ้าคุณพี่ก็เริ่มไม่รับประทานอาหารที่ต้องปรุงแต่งด้วยเนื้อสัตว์ เริ่มทดลองกินถั่วงาและผักให้เห็นว่าเมื่อสิ้นบุญล้นเกล้า ฯ แล้ว เจ้าคุณพี่ก็ยังนึกถึงพระมหากรุณา ไม่ยอมกินดีอยู่ดี เพื่อจะได้ระลึกถึงล้นเกล้า ฯ ตลอดเวลา จึงกินอยู่ง่าย ๆ ไม่ต้องรบกวนผู้ใด ก่อนบวชไปลาเจ้าคุณราม ฯ ท่านยังถามว่า “เจ้าคุณจิตใจปกติหายดีแล้วหรือ”
ส่วนเรื่องการหมั้นคุณครูชุบ เมนะเศวต เกิดขึ้นเมื่อล้นเกล้า ฯ สวรรคตแล้ว เนื่องจากเวลานั้น เจ้าคุณพี่กำลังมีความเสียใจมาก ในการพลัดพรากจากไปของล้นเกล้า ฯ โดยทางผู้ใหญ่เห็นว่า หากให้เจ้าคุณพี่มีครอบครัวแล้ว คงจะค่อยๆ คลายความโศกเศร้าเสียใจที่ล้นเกล้า ฯ เสด็จสวรรคตลงได้ ทั้งบ้านคุณครูชุบอยู่ใกล้กับบ้านข้าพเจ้า เจ้าคุณพี่และคุณครูได้พบปะคุ้นเคยสนิทสนมกันมาก่อน ผู้ใหญ่จึงได้ตกลงจัดการหมั้นกันไว้ ยังไม่กำหนดจะแต่ง แต่เจ้าคุณพี่ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะบวชถวายพระราชกุศลก่อน ผู้ใหญ่คิดว่าสึกออกมาแล้วก็ตั้งใจจะจัดการให้แต่งงานกัน แต่ผลสุดท้ายเมื่อบวชแล้ว เจ้าคุณพี่ก็ผลัดการสึกเรื่อยมา จาก ๑ พรรษา เป็น ๓ พรรษา และจาก ๓ พรรษาเป็นไม่มีกำหนด ซ้ำยังอบรมสั่งสอนธรรมะชักจูงจนคุณครูชุบได้บวชชี เป็นอุบาสิกาอยู่ในบวรพุทธศาสนาระยะหนึ่ง เป็นเวลาหลายปี แต่โดยความจำเป็นของชีวิตเกิดความไม่สะดวกในการที่จะครองความเป็นชีได้โดยตลอด จึงสึกออกมาผจญกรรมในโลกต่อไป แต่ก็ยังครองชีวิตเป็นโสด เป็นแม่พิมพ์ของชาติ มีอาชีพเป็นครูสอนเด็กตลอดมา คงเคารพบูชาซื่อสัตย์สุจริต เด็ดเดี่ยวต่อเจ้าคุณพี่ตลอดมาไม่เสื่อมคลาย นับว่าเป็นสตรีที่น่าเคารพนับถือผู้หนึ่ง
เรื่องเกี่ยวกับในรั้วในวัง เท่าที่นึกได้และเขียนไว้ตามสติปัญญาของข้าพเจ้าเห็นจะมีเพียงนี้ ส่วนความพิสดารต่างๆ ที่นึกและเขียนไม่ได้ยังคงมีอยู่บ้าง เพราะยังนึกไม่ออก
ต่อไปนี้เป็นเรื่องทางบ้านต่อเรื่อยไปจนถึงระยะที่บวชอยู่ เขียนตามความนึกคิดและสติปัญญาของข้าพเจ้าเท่าที่นึกได้
ก่อนอื่นเพื่อกันลืม ขอเขียนเกร็ดเล็กน้อยที่จำได้แต่ยังเด็กๆ ไว้เสีย ๒ เรื่อง เรื่องแรก คือ ปกติตอนเด็กๆ เจ้าคุณพี่เคารพนับถือคุณยายมาก เพราะคลุกคลีอยู่กับคุณยาย คุณพ่อรับราชการอยู่หัวเมือง คุณแม่ก็ติดตามไปอยู่หัวเมืองด้วย ความคุ้นเคยอย่างใกล้ชิดนี้ ทำให้เจ้าคุณพี่รักเคารพคุณยายมาก ตอนเข้าทำงานใหม่ๆ ในหลวงประทับพระที่นั่งอัมพร เย็นวันหนึ่งออกเวรกลับมาบ้าน และเล่าว่า เมื่อวันออกเวรกลับมาบ้านครั้งที่แล้ว ขากลับพบยายแก่นั่งขอทานอยู่ข้างสะพานมัฆวานรังสรรค์ รูปร่างท่าทางเหมือนคุณยายไม่ผิดเพี้ยน ระลึกถึงพระคุณของคุณยายแล้วจิตเกิดความสงสารมาก เงินที่มีติดตัวอยู่ ๕ บาทให้ไปหมด เมื่อเดินเลยคุณยายไปเล็กน้อย หยุดเหลียวดูยังได้ยินคำให้ศีลให้พรไม่หยุดปากว่า “ขอให้พ่อเจริญ เป็นเจ้าคนนายคนเถิดพ่อคุณ” คงเป็นเพราะว่าการให้ทานด้วยเงิน ๕ บาทในสมัยนั้น จะเป็นของหายากสักหน่อยในความนึกคิดของคุณยายผู้นั้น อีกเรื่องหนึ่ง ขณะในหลวงประทับอยู่พระราชวังพญาไท เจ้าคุณพี่เล่าว่า เมื่อวันออกเวรมากินข้าวที่บ้านครั้งที่แล้ว ตามปกติเจ้าคุณพี่ไม่เคยค้างที่บ้านเลย ค้างวังตลอดมา ครั้งนั้นขากลับดึกไปหน่อย นั่งรถเจ๊ก (รถลากสมัยก่อน) พอมาถึงแถวสะพานยมราช สมัยก่อนถนนแถวนั้น ขนาดทุ่มสองทุ่มก็หาคนเดินยาก จึงนึกสนุกขึ้นมา บอกให้เจ๊กวางคานลง ส่วนเจ้าคุณพี่ก็ถอดเสื้อนอกสีขี้ม้าออก ถลกผ้านุ่งสีกรมท่าขึ้นในลักษณะถกเขมร แล้วสั่งให้เจ๊กขึ้นไปนั่งแทน ตอนแรก เจ๊กตกใจ เจ้าคุณจึงบอกว่า อั๊วลองดูว่า ความรู้สึกขณะลากรถจะเป็นอย่างไร ผลที่สุด เจ๊กก็ต้องยอมขึ้นนั่งให้เจ้าคุณพี่ลากรถไปจนเกือบถึงวังพญาไท ก็วางรถจัดผ้านุ่งใหม่ แล้วขอเสื้อนอกจากเจ๊กซึ่งฝากไว้มาสวม ให้เจ๊กลากต่อจนถึงที่ แล้วให้รางวัลเจ๊ก ไป ๕ บาท เล่นเอาเจ๊กตะลึงงง นึกสงสัย คงแปลกใจ เกิดมายังไม่เคยพบคนเช่นนี้เลย เข้าใจว่าคงเอาไปเล่าให้พรรคพวกฟังเป็นของแปลก ไม่ค่อยเคยปรากฏ สองเรื่องนี้แสดงอัธยาศัยอย่างหนึ่งของเจ้าคุณพี่
เจ้าคุณพี่เป็นบุคคลที่มีความกตัญญูกตเวทีสูงมาก โดยเฉพาะกับคุณยายและคุณแม่ เท่าที่ข้าพเจ้าจำได้ เจ้าคุณพี่เคารพบูชาอย่างยิ่ง ทุกคราวที่มาถึงบ้านและกลับไปเข้าวังจะต้องกราบที่เท้าคุณแม่และคุณยายทั้งขามาและขากลับไม่ขาดเลย ปกติราชการที่ปฏิบัติอยู่ก็มักอยู่เวร ๑ วัน ออกเวร ๑ วัน ฉะนั้นโดยมากก็มาบ้านเย็นหนึ่ง เว้นเย็นหนึ่งเป็นนิจ เมื่อมาถึงบ้านก็ถอดเครื่องแต่งกาย อาบน้ำ และรับประทานอาหารเท่าที่ชอบ เพราะเครื่องเสวยและอาหารในวังโดยมากเป็นของดีๆ ส่วนเจ้าคุณพี่เคยรับประทานอาหารแบบชาวบ้านธรรมดา เมื่อเจอ หมูเห็ดเป็ดไก่ กับข้าวฝรั่ง ของหวานแบบฝรั่ง ลูกไม้ของเมืองนอกก็ไม่ถูกปาก การไม่นิยมของนอกนี้จนกระทั้งมาบวชแล้วก็ไม่ชอบฉัน บอกว่าลูกไม้ของเมืองไทยเราดีกว่าของนอกมากนัก ราคาก็ถูกกว่า ส่วนมากชอบมะละกอ และส้มโอ ตอนเด็กๆ เมื่ออยู่บ้านก็อยู่กับคุณยายและคุณน้าชุ่ม (น้าผู้หญิง น้องสาวคุณแม่) ซึ่งเป็นคนสมัยเก่า อาหารที่ทำรับประทานก็มีแต่อาหารธรรมดา ไม่วิจิตรพิสดาร เมื่อกลับมาถึงบ้านจึงมาหาของชอบรับประทาน เป็นต้นว่า แกงเผ็ดไม่ใส่กะทิ น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกมะขามเปียก มะขามอ่อน ต้มยำปลากรอบ ต้มโคล้งปลาสลิดกับใบมะขามอ่อน น้ำปลาหวาน ผักชี พังพวย ปลาดุกย่าง น้ำปลา แมงดา ยำใบบัวบก ยำกะทือ แกงขี้เหล็ก (ที่เรียกว่าแกงต้มเปอะ) แกงเลียงยักต่างๆ อย่างดีที่สุดก็ ไข่จารเม็ดใส่หอมซอยและมังคุด สำหรับอาหารที่เจ้าคุณพี่ชอบเหล่านี้ บางคราวที่เสด็จประพาสพักแรมตามหัวเมือง เช่นพระราชวังบางปะอิน ถึงกับต้องหาคนแก่ จำได้ว่าชื่อลุงสิทธิ์ ติดตามไปเป็นคนครัว มีเตาหุงต้ม หม้อแกง ครก สาก พร้อม เพื่อทำอาหารให้รับประทาน เพราะการไปพักแรมนานวัน ไม่ได้มารับประทานอาหารที่บ้าน ทำให้ต้องขวนขวายจัดหาอาหารที่ถูกปากรับประทาน
การแต่งกายก็แต่งอย่างมัธยัสถ์ธรรมดา ปกติทำงานในวังก็นุ่งกางเกงผ้าขาว เหน็บผ้าเช็ดหน้าขาว เสื้อผ้าขาวเป็นประจำ เมื่อออกจากวังกลับบ้าน ก็นุ่งผ้าพื้นสีกรมท่า เสื้อนอกสีขี้ม้า (สีทหารรุ่นเก่า) ถ้าสวมหมวกก็สวมหมวกฟางนักเรียน รองเท้าหนีบอย่างรองเท้าพระ โดยมากใช้รองเท้าพม่าทำด้วยหนังแพะไม่มีเชือกเย็บ ใช้หนังเย็บไปในตัว แม้จะมีผ้าม่วงหางกระรอกละเสื้อแพรสำรองไว้ก็ไม่ค่อยได้ใช้เลย เพราะตามปกติไม่ยอมทิ้งงานไปไหน มีหน้าที่แต่งพระองค์และถอดเครื่องถวายอยู่งานนวด และมารับประทานอาหารเย็นที่บ้าน ไม่เคยเห็นเจ้าคุณพี่ไปงานรับเชิญเลี้ยงที่ใดๆ เลย แม้แต่งานตามเสด็จในพิธีต่างๆ ก็ไม่เคยเห็น นอกจากตามเสด็จเวลาไปประทับต่างจังหวัด ซึ่งจะต้องเป็นผู้ถวายการปฏิบัติในหลวงเท่านั้น จำได้แน่นอนว่า เคยเห็นนุ่งผ้าม่วงหางกระรอกสีชมพู สวมเสื้อนอกแพร ถุงน่องรองเท้าขาว เมื่อไปทอดกฐินที่วัดสุนทรธรรมทาน (วัดแค นางเลิ้ง)
วันหนึ่งเจ้าคุณพี่เล่าว่า กำลังเดินจากวังหลวงจะมาบ้าน ระหว่างทางถนนราชดำเนินเลยสะพานผ่านพิภพมาทางสี่แยกตึกดิน ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งแต่งตัวภูมิฐาน นุ่งผ้าม่วง สวมถุงน่องรองเท้า นั่งรถยนต์ผ่านมาพบ ก็หยุดรถทันที ลงมายกมือไหว้ถามว่า ท่านเจ้าคุณจะไปไหน เจ้าคุณพี่ตกใจ บอกว่า เวลาพบผมนอกเวลาราชการ ในลักษณะเช่นนี้ คราวหลังอย่าได้ทักทายเลย ดูสาระรูปคุณ กับผมแตกต่างกันมากมาย ใครที่เขาได้เห็นเข้า คุณจะอายเขา ขอตัว เวลานอกหน้าที่ราชการ ผมแต่งตัวอย่างนี้ คุณแต่งตัวโก้ นั่งรถยนต์ คราวหน้าขอเสียที
สำหรับเครื่องยศที่ได้รับมานั้น ไม่เคยเห็นแต่งเลย นอกจากเครื่องเสือป่าที่ตามเสด็จหัวเมืองบางคราว และถ่ายรูปมาให้เก็บไว้ที่บ้าน โดยมากเท่าที่เห็นก็เป็นรูปหมู่ สำหรับเครื่องยศตามปกติเมื่อได้รับพระราชทาน ทางห้างผู้ตัดเครื่องแบบก็ตัดใส่หีบมาให้ เพราะข้าราชการในราชสำนักวัดตัวไว้แล้วทุกคน ใครได้ยศอะไรใหม่ ก็ตัดส่งมาให้ เท่าที่จำได้ก็มี ห้างฮารี แบดแมน แอนด์โก (กรมประชาสัมพันธ์เดี๋ยวนี้) ห้างยอนด์ แซมสัน แอนด์ ซัน (กรมโยธาเทศบาลเดี๋ยวนี้) ห้างไวท์อะเวย์ เล็ดลอ และสุนทรภัณฑ์วิริยะสถาน เมื่อรับมอบมา ก็เอามาเก็บไว้บ้านไม่เคยเห็นแต่งเลย คุณแม่ก็เป็นผู้เก็บรักษา ขยายออกมาตากเดือนละครั้ง
ในคราวได้รับสายสะพายและทำพิธีรับพระราชทานที่วัดพระแก้ว เจ้าคุณพี่เล่าว่า มีข้าราชการผู้ใหญ่สูงอายุเดินคุยกันมาข้างหลัง แต่เสียงดังมากไปหน่อย บอกว่า ดูซิ ในหลวงทำไมจึงโปรดเกล้า ฯ พระราชทานยศถึงสายสะพายให้เด็กๆ วานซืนนี้ได้ เจ้าคุณพี่ได้ยินเข้าจึงหันกลับไปยกมือไหว้ท่านข้าราชการผู้นั้น และบอกว่า กระผมเองไม่ได้ดิ้นรนขอร้องให้ในหลวงท่านพระราชทานดอกขอรับ แต่เมื่อท่านโปรดเกล้า ก็ไม่ทราบว่าจะทัดทานประการใด กระผมเพียงรับราชการสนองพระเดชพระคุณ และจงรักภักดีโดยเต็มความสามารถเท่านั้น โปรดอภัยแก่กระผมด้วย เพราะมิได้ตั้งใจจะทะเยอทะยาน ทำให้ข้าราชการสูงอายุ ๒ ท่านนั้นเห็นใจ วันเดียวกันนั้น เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ก็ถอดเครื่องลงหีบที่ในวัง ขนมาบ้านในตอนเย็น พอเปลื้องเครื่องผ้าพื้นสีกรมท่าและเสื้อนอกสีขี้ม้าออก นุ่งผ้าขาวม้าแล้วเปิดหีบเครื่องยศที่ได้รับพระราชทานวันนี้ออก หยิบสายสะพายยออกมาคล้องให้คุณแม่ดู และบอกว่า สายสะพายนี้ได้รับพระราชทานวันนี้ ถ้าผมคล้องอย่างนี้ออกไปข้างนอก ตำรวจคงจับฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแน่ เป็นอันว่าทางบ้านไม่เคยเห็นเจ้าคุณพี่แต่งเครื่องยศที่ได้รับพระราชทานเลย เห็นก็เพียงรูปถ่ายแต่งเสือป่าธรรมดาและแต่งเครื่องสากล และเอามาเก็บไว้ที่บ้าน ไม่เคยเห็นที่แต่งตัวจริงๆ เลย หรือจะมีงานสำคัญนานๆ แต่งครั้งก็ได้ที่ข้าพเจ้าไม่เห็น
โดยที่เจ้าคุณพี่ถือว่าคุณแม่เป็นที่เคารพสูงสุด ตั้งแต่เริ่มทำงาน เงินเดือนที่ได้รับจะนำมามอบให้คุณแม่ครบจำนวนทุกเดือน แล้วขอไปใช้ส่วนตัวเท่าที่จำเป็น จะทำบุญทำทานอะไรก็มอบภาระความเป็นใหญ่ในเรื่องการเงินทั้งหมดไว้กับคุณแม่ สุดแต่จะเห็นสมควร ตลอดระยะเวลาที่รับราชการจนออกจากราชการกระทั่งมาบวช
สำหรับผู้มีอุปการคุณแต่เด็กๆ มีคุณยาย คุณน้าชุ่ม (น้าผู้หญิง) คุณน้าขุนบริรักษ์พิมาน เมื่อทำงานมีเงินเดือนก็อุปการะโดยสม่ำเสมอผ่านทางคุณแม่ มีอยู่รายหนึ่งชื่อหม่อมปราง (ดูเหมือนจะเป็นหม่อมละครเจ้าพระยามหินทร์ ฯ) เรียกกันตามปกติทั่วไปที่บ้านข้าพเจ้าว่า หม่อมยาย บวชเป็นชีอยู่ข้างบ้าน เคยเลี้ยงดูเจ้าคุณพี่มาแต่เล็กตลอดมาจนถึงข้าพเจ้า โดยมาช่วยคุณแม่เลี้ยงทุกวันจนเย็นค่ำ พอเจ้าคุณพี่เริ่มทำงานได้เงินเดือนก็ขอให้คุณแม่จ่ายเงินเดือนให้หม่อมยายเดือนละ ๔ บาท ตลอดมา จำได้ว่าเช้าๆ ข้าพเจ้าจะต้องเป็นคนเอากับข้าวไปให้หม่อมยายทุกวันเป็นประจำ จนกระทั่งท่านถึงแก่กรรมด้วยความชรา นี่เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีส่วนหนึ่งของเจ้าคุณพี่
เรื่องเกี่ยวกับของหลวง ข้าพเจ้าไม่เคยเป็นของหลวงมีในบ้านแม้แต่ชิ้นเดียว เจ้าคุณพี่กำชับเด็กรับใช้ที่อยู่ด้วยในวังเป็นหนักหนา มิให้นำอะไรติดมือมาบ้านเลย ตอนหลังเมื่อในหลวงสวรรคตแล้ว พบช้อนกาแฟมีตรา ร.ร. ๖ อยู่ที่บ้าน ๑ อัน เจ้าคุณพี่ถึงกับสอบสวนหาคนที่เอามาและให้รีบเอาไปคืนทันที
นึกขึ้นได้อีก เจ้าคุณพี่ติดบุหรี่มาแต่เด็ก เพราะได้รับการควบคุมน้อย ห่างพ่อห่างแม่ก็ถลำสูบจนติด สมัยนั้นสูบบุหรี่ตรานกอินทรีย์ สูบเรื่อยมาจนกระทั่งไปทำงานในวังจึงได้พยายามอด ก็อดยากเพราะสูบมานาน ต้องใช้วิธีขบเม็ดแตงโมแข่งกัน คือซื้อเม็ดแตงดมมาไว้มากๆ พออยากสูบบุหรี่ก็เรียกเด็กๆ คนใช้ในวังของตนเองบ้าง ของคนอื่นบ้าง มาขบเม็ดแตงโมแข่งกันว่าใครจะขบได้กองโตกว่ากัน พอให้ลืมอยากบุหรี่ ทำอย่างนี้อยู่ไม่นานจึงอดบุหรี่ได้ เรื่องการอดบุหรี่นี้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าไม่ต้องการให้ได้ชื่อว่า ทำงานในวังสูบบุหรี่ของหลวง เพราะบุหรี่ที่ในหลวงทรงนั้นมีมากมายหลายอย่าง มีบริษัทบุหรี่ชื่อ ชีปาปายาโนบูโร๊ส ตั้งอยู่ที่ถนนสี่พระยา เป็นผู้สั่งผ่านเข้ามา บุหรี่ซิกาแรตตัวแบนๆ ก้นหุ้มแพรสีแดง จำชื่อได้ชนิดหนึ่ง ชื่อ “ชวนชื่น” ส่วนบุหรี่ซิการ์ ก็มีปลอกตราครุฑ ตรามงกุฎ และตราคิงยอร์ช เคยเห็นเด็กเก็บปลอกมาให้ดู โดยที่เป็นผู้อยู่ใกล้ชิดพระยุคลบาท ถ้าจะซื้อสูบของตนเอง ตามชนิดที่ชอบในท้องตลาดก็คงป้องกันการครหานินทาไม่ได้ว่าสูบบุหรี่ของหลวง เจ้าคุณพี่จึงเลิกสูบแต่นั้นมา เจ้าคุณพี่เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์มั่นคง ไม่ยอมเห็นประโยชน์ส่วนตัว อุทิศชีวิตเพื่อราชการ ภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดมา มิได้หาความสุขส่วนตัวเป็นใหญ่ ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ขึ้นเสวยราชย์ ทรงพิจารณาเห็นว่า พระยานรรัตนราชมานิตเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์มั่นคงทั้งสูงด้วยความกตัญญูกตเวที ทั้งมีความรู้สูงสมควรเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย จึงได้ทรงแต่งตั้งให้เข้ารับราชการ ดังที่ข้าพเจ้าได้อัญเชิญบางตอนในสัญญาบัตรตอนหนึ่งมีใจความว่า “ขอประกาศแก่ท่านทั้งหลายทั้งปวงฤๅผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งจะได้พบอ่านคำประกาศนี้ ให้ทราบว่า เราได้ตั้งให้ จางวางตรีพระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์) ป.ม., ท.จ., ว.ม.ล., ว.ป.ร. ๓ ซึ่งเป็นที่รักใคร่ไว้วางใจของเรา เป็นองคมนตรี รับปรึกษาราชการในตัวเรา เพิ่มศักดินาเพิ่มขึ้นอีก ๑,๐๐๐ เพื่อจะได้ช่วยเรา คิดทะนุบำรุงแผ่นดิน ให้เป็นคุณประโยชน์มีความเจริญสมบูรณ์ ฯลฯ” แต่เจ้าคุณพี่ยึดมั่นในทางสัจธรรมหลัดพระพุทธศาสนา อุทิศถวายตัวถวายชีวิตแก่ทางศาสนาเสียแล้ว จึงไม่ได้ยินดีลาภยศสรรเสริญในทางโลก แม้จะใหญ่โตเพียงใด ก็ยังต้องอยู่ในกองทุกข์ หนีไม่พ้น นอกจากทางหลักสัจธรรม มี ศีล สมาธิ ปัญญา ที่สามารถจะหลุดพ้นความทุกข์ไปได้ เพราะตัดขาดทางโลก ไม่ยินดี ยินร้ายในสิ่งใด จึงไม่ได้รับตำแหน่งตามพระราชประสงค์ที่ทรงพระกรุณาแต่งตั้งตามสัญญาบัตร
เจ้าคุณพี่มีนิสัยมัธยัสถ์ โดยเฉพาะสำหรับตนเองแล้ว ไม่ยอมให้สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ เคยสอนว่า การกินข้าวต้องกินให้หมด ไม่ให้เหลือติดช้อนชามแม้แต่เมล็ดเดียว สำหรับมื้อหนึ่ง ถ้าทุกคนเห็นว่าเล็กน้อย ถ้ามากคนลองคิดดู อาหารก็เหมือนกัน ทำให้เหมาะกับคนกิน อย่ามากอย่าน้อย อย่าต้องทิ้งให้สิ้นหมดเปลืองไปเพราะเรากินทิ้งกินขว้าง ต้องทำพอกินให้หมดอย่าเหลือทิ้ง เป็นเศษอาหาร อย่างน้อยก็ให้เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้อื่น แม้แต่สัตว์ก็ยังดี หากคนทั้งชาติไม่ประหยัด ทำอย่างเดียวกัน นานเข้าเป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี จะเพิ่มปริมาณเป็นทวีคูณ ลองคิดดูว่า จะเป็นจำนวนเท่าใด เจ้าคุณพี่เมื่อบวชแล้ว ก็ทำตัวอย่างให้ญาติพี่น้องเห็นการปฏิบัติในเรื่องประหยัด เช่นของที่ส่งไปกับอาหาร มีไม้กลัด ใบตอง เชือกกล้วย เป็นต้น ไม้กลัดก็ส่งกลับไปและชี้แจงว่า ไม้กลัดมีปลายแหลม ใช้กลัดได้ ๒ ทาง ถ้ายังไม่ทู่ ก็ขอให้ใช้เรื่อยไป จนกว่าจะแทงไม่เข้า ส่วนเชือกกล้วยนั้น ถ้ากรอบ ชุบน้ำก็จะเหนียวขึ้น ใช้ผูกต่อไปจนกว่าจะเปื่อย สำหรับใบตองที่ล้างส่งกลับ ถ้ายังไม่แตกถึงกับแห้งกรอบ ก็ให้ใช้ห่อส่งกลับมาได้อีก สิ่งเหล่านี้จะเห็นว่าท่านปฏิบัติอย่างเห็นประโยชน์ของความประหยัด ไม่ควรเสียก็อย่าให้เสีย ของขบฉันที่ส่งไปถวายที่กำหนดไปให้พอดีไม่ให้เหลือทิ้ง ท่านบอกว่าอาหารที่ท่านฉันบางอย่างเหลือให้หมายังไม่กิน เพราะฉะนั้นให้ทำไปเท่าที่สั่งไปพอดี อย่าต้องให้เหลือทิ้งสิ้นเปลืองไปโดยเปล่าประโยชน์ ตัวอย่างนี้ข้าพเจ้าคิดว่าถ้าทุกคนได้ปฏิบัติก็จะมีคุณค่าช่วยประเทศชาติได้มากมาย ซึ่งมนุษย์ในยุคนี้การกินอยู่อย่างสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายในสิ่งไม่จำเป็น เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของชาติ
นิสัยมานะอดทนพยายามของเจ้าคุณพี่มีมาก ทำอะไรจริงไม่ท้อถอย ร่างกายอ่อนแอ ผอมก็พยายามปรับปรุงให้แข็งแรงตามต้องการ ไม่เคยเป็นหมอนวดก็หัดนวดจนเก่ง สมารถถวายการนวดแก่ล้นเกล้า ฯ จนเป็นที่โปรดปราน หัดเป็นหมอดูจนเก่งเป็นที่เลื่องลือกันทั่วไปในสมัยนั้น เว้นแต่บวชแล้วก็งดไม่ดูให้ใครเลย ตอนข้าพเจ้าบวชเจ้าคุณพี่ให้ท่องปาฏิโมกข์ ข้าพเจ้าท่องไปได้หน่อยเดียวไม่ทันจบก็สึก ต่อมาระยะหนึ่งข้าพเจ้าไปฟังเทศน์วันอาทิตย์ที่โบสถ์วัดเทพศิรินทราวาสได้พบเจ้าคุณพี่ ท่านบอกว่าฉันท่องแทนให้เรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระอุปัชฌาย์ประทานไตรแพรให้ ๑ ไตรถวายพระอื่นไปแล้ว สำหรับการท่องสวดมนต์จนแตกฉาน (สวดมนต์ ๑๒ ตำนาน) ประกอบการเพ่งจิต ซึ่งเจ้าคุณพี่ฝึกจากตำราโยคี เมื่อเจ้าคุณพี่ไปเผาศพคุณยายที่วัดมกุฎกษัตริยาราม ในงานศพคราวนี้ได้ถวายเงินวัดไป ๕๐๐ บาท ท่านเจ้าคุณพระศาสนโสภณ (แจ่ม) เจ้าอาวาสถวายหนังสือสวดมนต์แปล ซึ่งท่านจัดแปลและพิมพ์ขึ้นเองให้มา ๑ เล่ม เจ้าคุณพี่เริ่มท่องจนจบ เมื่อจบแล้วก็ส่งหนังสือไปเก็บที่บ้าน โดยบอกว่า “หนังสือสวดมนต์ที่เจ้าคุณศาสนโสภณประทานมาให้ พยายามท่องบ่นจนจบทุกตัวอักษรเก็บไว้ในสมองแล้ว จึงส่งมาเก็บไว้ในตู้พระไตรปิฎก” การท่องทบทวนในเวลากลางคืนโดยที่ในกุฏิไม่ได้ใช้ไฟฟ้า ถ้าเกิดท่องผิดตอนใดก็จุดเทียนดู เมื่อดูแล้วก็ดับเทียนท่องทบทวนต่อไป นับว่าเป็นความพยายามที่ทำได้ไม่ง่ายนัก แต่เจ้าคุณพี่ท่านจำเก่งแม่นและลืมยากการฉันอาหารซ้ำซากไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากงดอาหารเจต่อมา ๒๕ ปี เท่าที่ข้าพเจ้าทำ นำไปถวายตลอดมา เจ้าคุณพี่บอกว่ายังต้องใช้ความพยายามถึง ๓ เดือน จึงสำเร็จ เพราะร่างกายกับจิตใจทะเลาะกัน ใจจะกลืนแต่ความรู้สึกทางร่างกายไม่ยอมรับ ต้องพยายามทำใจให้เข้มแข็งตลอดเวลา ไม่ยอมอ่อยแอให้ความรู้สึกเอาชนะทางร่างกายภายใน โดยการพิจารณาตามหลักพุทธศาสนา จนทางร่างกายกับจิตใจเข้ากันได้สำเร็จ จึงฉันได้เป็นปกติเรื่อยตลอดมา จากนั้นมา ท่านได้ถวายพระราชกุศลคือ ในวันสำคัญทางพุทะศาสนา ท่านจะงดเว้นไม่ฉันอาหารตลอดวัน คือในวันมาฆบูชา วิสาขบูชา และวันถวายเพลิงพุทธสรีระ ตัดกังวลเรื่องกินในวันนั้น มุ่งจิตให้บริสุทธิ์และนั่งฟังเทศน์อยู่ในอุโบสถตลอดคืน โดยนั่งอยู่ท่าเดียวไม่เปลี่ยนอิริยาบถจนรุ่งแจ้งวันใหม่ จึงฉันอาหาร สำหรับวันพระต่อมาท่านฉันแต่กล้วยน้ำว้าสุกอย่างเดียว ไม่ฉันอาหารอื่น บอกว่าต้องการเพื่อล้างท้องในระยะ ๗ วันต่อครั้ง
ระยะหนึ่งที่กรามข้างแก้มบวมเป็นแผลในปาก เจ้าคุณพี่บอกอาจเป็นมะเร็ง เพราะคุณย่าเป็นมะเร็งกรามช้าง เป็นกรรมพันธุ์ แต่ก็ไม่ขาดลงโบสถ์ไหว้พระสวดมนต์เลย ระหว่างกลัดหนองยังไม่แตก มีอาการทรมานมาก พูดสวดมนต์ลำบากอ้าปากไม่ขึ้น เวลาสวดมนต์กว่าจะอ้าปากเป็นเสียงออกมาได้ก็กินเวลานาน แต่ก็พยายามโดยไม่ขาดลงโบสถ์เลย เมื่อแผลแตก มีหนองออก อาหารที่ส่งไปถวายก็ให้เอากลับไม่ฉันหลายวัน ๕-๗ วัน โดยสั่งว่าหนองแตกแล้ว ถ้าฉันอาหารก็จะพาเอาหนองลงไปในกระเพาะอาจเกิดโทษ ต้องงดฉัน แต่ก็ให้นำอาหารไปทุกวัน เพราะไม่รู้ว่าหนองจะแห้งเมื่อใดในระยะที่แผลแตกมีหนองไหลนี้ นอนไม่ได้ต้องนั่งหลับโดยเอาหมอนกองสูงถึงอก ก้มหน้าหนุนบนหมอน อ้าปากให้หนองไหลลงกระโถน พอรีดดูหนองแห้ง จึงรับอาหารไว้ฉัน บอกว่าหนองแห้งหมดแล้ว เมื่อหายแล้วยังปรากฏแผลเป็นที่แก้มเป็นรอยบุ๋มเห็นชัด เจ้าคุณพี่มีความอดทนต่อเวทนาที่เจ็บปวดแสนสาหัส แม้อดอาหารก็ไม่ยอมขาดการลงโบสถ์ไหว้พระสวดมนต์เลย ไม่ได้อาศัยหยูกยาเป็นเครื่องช่วย
เมื่อพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับปากและฟันแล้ว ก็ขอเล่าเรื่องฟันไว้ด้วย คือฟันที่เจ้าคุณพี่ส่งกลับไปบ้านทุกซี่ไม่มีรอยผุเป็นแมงเลย หลุดออกมาเฉยๆ เข้าใจว่าเหงือกไม่ดี เพราะผลจากการเล่นมวยวัยหนุ่ม ถูกนวมต่อยจนเหงือกกับฟันเกาะกันไม่แน่น เมื่อฟันหลุดออกมาเมื่อใด เจ้าคุณพี่จะใส่กลักไม้ขีดไฟส่งไปบ้านโดยเขียนหนังสือกำกับไปว่า “ฟันซี่นี้หลุดออกมาเมื่อเวลา.....น. วันที่.......เดือน.........พ.ศ.............ส่งมาให้ดูเพื่อระลึกปลงสังขารว่า ร่างกายนี้ไม่เที่ยง ชำรุดทรุดโทรม และจะดับไปในที่สุด”
สำหรับเรื่องถูกงูกัด สมเด็จพระอุปัชฌาย์อนุญาตให้งดการลวโบสถ์ ๑ วัน ในวันนั้นท่านเล่าว่า ค่ำวันหนึ่งท่านไปสรงน้ำหลังกุฏิ เพราะมืดแลไม่เห็น จึงไปเหยียบงูๆ กัดท่าน เรื่องคางคกโขก รายละเอียดในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าได้ทราบจากท่านพระครูปัญญาภรณ์โศภน (พระมหาอำพัน บุญ-หลง) ท่านเจ้าคุณพี่ได้เล่าให้ท่านอาจารย์ฟังว่า เย็นวันหนึ่งท่านเดินจะไปลงโบสถ์ ได้เห็นต้นไม้ในกระถางต้นหนึ่งรู้สึกว่าเฉาเหี่ยว ท่านนึกว่าก่อนจะสรงน้ำภายหลังลงโบสถ์แล้ว ท่านจะเอาน้ำมารดต้นไม้ในกระถางนั้น เมื่อถึงเวลาจะสรงน้ำท่านได้เอาน้ำมารดต้นไม้ในกระถางนั้น ในขณะที่รดรู้สึกว่าถูกสัตว์กัดบนหลังเท้า ๔ เขี้ยว ท่านนึกว่าคงเป็นงู เมื่อผู้ที่อยู่ข้างเคียงกับท่านเอาไฟฉายมาส่อง เห็นมีคางคกอยู่ข้างกระถางตัวหนึ่ง ท่านนึกว่า “คางคกกัดกันได้” เมื่อถูกกัดมีอาการปวดมาก ท่านได้ไปเรียนให้ท่านเจ้าคุณธรรมไตรโลกาจารย์ทราบว่า ท่านถูกคางคกกัด ท่านเจ้าคุณธรรมไตรโลกาจารย์เรียนท่านว่าจะบอกให้อาตมา (พระมหาอำพัน) ทราบ ท่านห้ามไม่ให้บอก เพราะเกรงว่าอาตมา (พระมหาอำพัน) จะเอาหมอมาฉีดยาท่านท่านได้ไปถามนายชิตคนรักษาโบสถ์ว่า คางคกกัดเป็นอย่างไร นายชิตตอบว่า ตายครับ ท่านเลยบอกนายชิตว่า ถ้าพรุ่งนี้ท่านไม่ลงมาจากกุฏิ ท่านก็ตายนะ ภายหลังนั้นท่านก็สรงน้ำ ขึ้นไปข้างบนกุฏิ แล้วเอาผ้ารัดเข่าซ้ายแน่น แล้วก็ใช้วิธี Inhibiting Pain ขับไล่ความปวด ท่านได้ปฏิบัติต่อสู้จนรุ่งสว่างจึงหายปวด ส่วนขาข้างซ้ายใต้เข่าลงมายังบวมอยู่ ท่านคงปฏิบัติต่อไป บวมลดลงมาทางปลายเท้าจนแห้งหายเป็นปกติ วิธีบำบัดโดยทางโยคะ Inhibiting Pain นี้แจ้งอยู่ในตำรา The Hindu-Yogi “Science of Breath” by Yogi Ramacharaka หน้า ๕๗
อีกครั้งหนึ่งท่านอาจารย์เล่าว่า วันหนึ่ง ท่านพระภิกษุ พระยานรรัตนราชมานิตเล่าให้ท่านฟังว่า หลังจากฟังเทศน์ในวันพระ เมื่อท่านเดินกลับกุฏิ กำลังจะก้าวขึ้นบันไดไปห้องชั้นบน รู้สึกว่าร่างกายซีกซ้ายของท่านหมดแรง คล้ายจะเป็นอัมพาตไปแถบหนึ่ง ทรงตัวต่อไปไม่ได้ ท่านมีสติ จึงทรุดลงนั่ง ท่านเอามือข้างขวาคลำตรงหัวใจ และตรวจดูชีพจรก็ยังเต้นดี ท่านจึงใช้ Directing of Circulation มายังซีกซ้าย ต่อมารู้สึกค่อยๆ ร้อนขึ้นจากปลายนิ้ว และร่างกายทางซีกซ้ายก็ค่อยๆ อบอุ่นขึ้นเป็นปกติ แล้วก็ขึ้นไปห้องชั้นบนได้ ท่านบอกว่า ตอนบ่ายกลับจากลงโบสถ์ก็มีอาการอย่างเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง และตอนค่ำอีกครั้งหนึ่ง แต่ท่านใช้วิธีเดียวกันก็หายได้ผลเป็นปกติ นับแต่นั้นมาก็ไม่ปรากฏว่าเป็นอีก
วิธี “Directing of Circulation” มีแจ้งอยู่ใน “Science of Breath” หน้า ๕๗
ในยุคนี้มีฝรั่งชาวต่างประเทศสนใจในพระพุทธศาสนา และบางท่านก็ได้เข้าบรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ส่วนมากเป็นชั้นปัญญาชน บางท่านก็มีปริญญาและเป็นผู้ดีมีฐานะมั่งคั่งและได้พิจารณา เกิดเลื่อมใสในหลักธรรมทางพุทธศาสนา เพราะมีหลักปฏิบัติทางจิตใจไปสู่ความสงบอันแท้จริง ห่างไกลจากกิเลสตัณหา ส่วนมากท่านได้ปฏิบัติไปอยู่ห่างไกลจากชุมชน ไปหาความวิเวกตามป่าเพื่อหาความสงบทำสมาธิ หากมีเรื่องขัดข้องยังไม่รู้จะปฏิบัติอย่างใด ท่านก็มักจะนึกถึง “ท่าน ธมฺมวิตกฺโก ภิกฺขุ “ มาขอความเห็นความรู้เพื่อแก้ไขเหตุการณ์ทางปฏิบัติให้ปลอดโปร่ง เพราะรู้ว่าท่านเป็นผู้ปราดเปรื่องในภาษาตะวันตก สามารถจะชี้แจงในหลักธรรมที่ละเอียดอ่อนในภาษาตะวันตกให้เข้าใจได้ดี ทั้งท่านก็เป็นพระฝรั่งรู้ภาษาไทยไม่มากนัก จึงจำเป็นที่จะต้องหาผู้ชำนาญทางภาษาตะวันตก และมีความรู้ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น มีความสามารถแก้ปัญหาธรรมได้ ได้ทราบจากท่านอาจารย์พระครูปัญญาภรณ์โศภณ (มหาอำพัน บุญ-หลง) ท่านเล่าว่าครั้งหนึ่ง ท่านพระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิตทำวัตรในโบสถ์เรียบร้อย ก็มีพระฝรั่งรูปหนึ่งคอยเวลาหาโอกาสที่จะเข้าพบสนทนากับท่าน เมื่อเห็นว่าท่านได้สวดมนต์ไหว้พระทำวัตรเรียบร้อยแล้ว พระฝรั่งรูปนั้นคอยเวลาอยู่แล้วก็เข้าไปก้มลงกราบท่านพระภิกษุพระยานรรัตน ฯ แล้วพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า “ท่านอยากจะได้ความรู้ในการปฏิบัติ ระงับกามวิตก เพื่อจิตสงบ ท่านเองได้เข้าไปบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่า หาความสงบแล้ว แต่ก็ยังมีกามวิตกเข้าไปรบกวน ก่อความไม่สงบ เป็นนิวรณ์แก่สมาธิ จึงได้มาขอความกรุณา ขอให้ท่านพระภิกษุ เจ้าคุณนรรัตน ฯ บอกวิธีกำจัดเพื่อระงับการก่อกวนของกามวิตกนั้น เพื่อจะได้ปฏิบัติธรรมด้วยความสงบต่อไป” ท่านธมฺมวิตกฺโก ภิกฺขุ ก็ได้ให้โอวาทในเรื่อง “หน่ายกาม” และได้อธิบายบอกวิธีปฏิบัติเป็นภาษาอังกฤษ จนเป็นที่เข้าใจของพระฝรั่งองค์นั้นแล้ว พระฝรั่งองค์นั้นกราบนมัสการลาท่านไปด้วยความปีติ
เมื่อจากท่านอาจารย์พระครูปัญญาภรณ์โศภณ (มหาอำพัน บุญ-หลง) ได้ฟัง ท่านชอบเรื่องหน่ายกามนี้มาก จึงขอร้องให้ท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ เป็นผู้บอก ท่านอาจารย์เป็นผู้เขียนจดเป็นภาษาอังกฤษ และขอให้ท่านบอกเป็นภาษาไทยด้วย เพื่อบันทึกไว้ควบคู่กันไป จะได้เป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชน ท่านอาจารย์บอกว่า เป็นครั้งแรกที่ท่านให้โอวาทเรื่องหน่ายกามแก่พระฝรั่ง ท่านบอกให้จด แล้วก็ขอร้องกำชับให้ท่านอาจารย์ นำข้อความภาษาไทยนี้ไปให้ท่านเจ้าคุณพระธรรมไตรโลกาจารย์ตรวจก่อน หากจะมีการจัดพิมพ์ขึ้นภายหลัง ท่านอาจารย์ก็มอบเรื่องหน่ายกามมาให้ทั้งภาษาอังกฤษและแปลเป็นไทยเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้ (ดูภาคผนวก)
เจ้าคุณพี่ มีนิสัยไม่ชอบการทำบาปมาแต่ไหนแต่ไร เพราะได้เห็นตัวอย่างจากคุณยายและคุณแม่ซึ่งไม่ประกอบปาณาติบาตเลย ซื้อปลาที่ยังไม่ตายดีมาต้องแช่นำไว้ก่อนถ้าไม่ตายก็ปล่อยไปไม่ต้องทำกิน เมื่อรู้สึกว่าตนได้ประกอบกรรมไว้ กรรมนั้นก็เกาะกินจิตใจอยู่ เจ้าคุณพี่ เล่าว่าเมื่อเด็กๆ ครั้งหนึ่งไปหัวเมืองกับคุณพ่อ ด้วยความซนทำให้ลิงซึ่งเลี้ยงผูกไว้ที่ชานเรือนห้อยคอแขวนทิ้งไว้ ลิงไม่สามารถจะช่วยตนเองได้ พอไปวิ่งเล่นเพลิน นึกขึ้นได้ก็วิ่งกลับมาดู ปรากฏว่าลิงตัวนั้นตาย เพราะหายใจไม่ออกด้วยถูกโซ่รัดหลอดลม เหตุที่ซุกซนจนเป็นเหตุให้ลิงตายโดยไม่เจตนานี้เป็นนิวรณ์กินใจอยู่เรื่อยๆ ประกอบกับเรียนหมอดูลายมือทำให้ห่วงว่าจะต้องตายด้วยอุบัติเหตุ เจ้าคุณพี่บอกว่า ไม่ว่าทำบุญอะไรต้องอุทิศกุศลให้ลิงตัวนั้นเสมอไม่มีเวลาลืมได้เลย นี่เป็นบาปเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าทราบมา
เหตุที่เจ้าคุณพี่มาบวชถวายพระราชกุศลที่วัดเทพศิรินทร ฯ สำหรับความตั้งใจเดิมที่จะบวชถวายในสันพระราชทานเพลิงนั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบละเอียด ทราบมาว่า ตามปกติการทำบุญถวายพระราชกุศลพระบรมศพล้นเกล้า ฯ นั้น มีการถวายสลากภัต โดยกำหนดให้ข้าราชบริพารชั้นพระยาพานทองสายสะพาย รับเป็นผู้จับสลากถวายคนละองค์ เจ้าคุณพี่ จับสลากถูกสมเด็จพระอุปัชฌาย์สมัยยังเป็นพระศาสนโสภณ พอใจเกิดศรัทธาในบุคลิกลักษณะของสมเด็จพระอุปัชฌาย์ พอเสร็จพิธีวันนั้นก็ตามไปวัดและขอบวชในวันถวายพระเพลิงล้นเกล้า ฯ และสั่งทางบ้านให้จัดการเครื่องอัฐบริขารในเรื่องอุปสมบทจนเรียบร้อย
เมื่อบวชแล้วมีแขกเหรื่อมารบกวนมาก บางคนก็นำเอาอาหารและสิ่งของอื่นมาถวาย บางคนก็มาขอร้องให้ดูดวงชะตา บางคนก็มาปรับทุกข์เรื่องต่าง ๆ เจ้าคุณพี่ ก็บอกให้นำของที่นำมาถวายท่านนั้นไปถวายพระข้างกุฏิองค์อื่น โดยบอกว่าท่านมีพอแล้ว ถวายองค์อื่นก็ได้บุญพอ ๆ กัน เพราะถือศีล ๒๒๗ ข้อเหมือนกัน เรื่องนี้เป็นเหตุให้บางคนนำเรื่องไม่ยอมรับแขกนี้ไปฟ้องสมเด็จพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระอุปัชฌาย์ถึงกับต่อว่าเจ้าคุณพี่ที่ในพระอุโบสถว่า มีคนมาต่อว่า ว่าทำไมไม่รับแขกและไม่รับของถวายที่มีผู้ศรัทธา เจ้าคุณพี่ กราบเรียนว่า การที่มาบวชนี้ก็เพื่อถวายพระราชกุศลล้นเกล้า ฯ และศึกษาหลักสัจธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นการส่วนตัว และยังไม่รู้แจ้งเห็นจริงแตกฉานในธรรมะซึ่งเป็นสิ่งละเอียดอ่อน ต้องการความสงบเวลาศึกษาพิจารณาให้ถึงแก่นแท้ เพื่อให้เข้าถึงเมื่อได้ปฏิบัติ ถ้าหากมัวแต่รับแขกมากมาย ก็หาเวลาจะทำกิจที่ควรปฏิบัติไม่ได้ เพราะแต่ละคนมีแต่เรื่องยุ่ง ๆ ทั้งนั้น มีทั้งหญิงและชาย ขอให้ดูหมอบ้าง เล่าเรื่องยุ่ง ๆ ให้ฟังบ้าง เป็นเรื่องส่วนตัว ส่วนมากทางโลก ทางมัวเมาตัณหา ที่ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ทั้งเสียเวลาในการที่จะศึกษาธรรมด้วย ตนเองก็ยังปฏิบัติไม่ได้ผลอะไร จึงกราบเรียนของดการรับแขก มุ่งปฏิบัติเพื่อส่วนตัว สมกับที่มุ่งเข้ามาบวช เพื่อถวายพระราชกุศลแด่ล้นเกล้า ฯ สมเด็จพระอุปัชฌาย์ทราบเหตุผลที่กราบเรียนแล้วก็เห็นใจ จึงไม่ฝืนใจเจ้าคุณพี่ ตอนที่ข้าพเจ้าบวชอยู่ด้วย กุฏิโล่งเตียน มีเพียงหนังสือ จีวร ที่จำวัด โลงศพ โครงกระดูกมนุษย์เท่านั้น
ในกุฏิของเจ้าคุณพี่ไม่มีของอะไรที่มีค่า ท่านมักจะอยู่แต่ในกุฏิและลงกลอนไม่รับแขก จะพบท่านได้ก็ตอนลงโบสถ์ สวดมนต์เสร็จเรียบร้อย มีเวลาสนทนาบ้าง หรือบางท่านที่ศรัทธา ก็คอยเวลาที่ท่านผ่าน เมื่อมีของมาถวายท่าน ก็รับไว้อย่างไม่ขัดศรัทธา แล้วท่านก็คืนให้ บอกว่าอาตมาฝากให้ไปถวายพระองค์อื่น ฉะนั้นในกุฏิของท่านจึงไม่มีอะไร นอกจากของจำเป็นใช้ และไม่ยอมรับสิ่งใดเช้าในกุฏิ เรื่องโครงกระดูกมนุษย์ ข้าพเจ้าทราบดีจากที่มาว่า ด่อนอุปสมบท เจ้าคุณพี่รู้จักกับนักเรียนแพทย์คนหนึ่ง เรียนแขนงสรีระวิทยา จึงสั่งไว้ว่าเมื่อเรียนสำเร็จแล้วขอให้จัดทำโครงกระดูกให้สักโครงหนึ่ง เพื่อเป็นการทดลองความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมา เมื่อเสร็จแล้วขอให้แจ้งให้ทราบ ต่อมาราวปี ๒๔๗๓ ข้าพเจ้าสึกแล้ว และออกมารับราชการ นักเรียนแพทย์ผู้นั้นเรียนสำเร็จ ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลศิริราช นมัสการไปให้เจ้าคุณพี่ทราบว่า ได้ประกอบโครงกระดูกให้เรียบร้อยแล้ว นัดให้ไปรับได้ที่โรงพยาบาลศิริราช ข้าพเจ้าก็ไปตามนัด ขึ้นไปตึกชั้น ๓ ผ่านห้องเรียนสรีระวิทยา มีเครื่องมือการทดลอง ผ่ากะโหลก เลื่อยกระดูก มีอ่างน้ำประจำเป็นที่ ๆ สำหรับนักเรียน ขณะที่ข้าพเจ้าไปเป็นเวลาเที่ยงวัน จึงไม่มีนักเรียน คงพบแต่แพทย์ผู้นั้น และโครงกระดูกส่วนต่าง ๆ เต็มไปหมด แพทย์ผู้นั้นพาไปห้องทำงานและเปิดม่านสีดำออก ก็เห็นโครงกระดูกสำเร็จร่างทั้งตัว ห้อยอยู่กับไม้แขวนแกว่งดังก๊อกแก๊ก แพทย์ผู้นั้นชี้แจงให้มานมัสการให้เจ้าคุณพี่ทราบว่า เหตุที่ล่าช้าเพราะหาคนรูปร่างใหญ่ๆ อุทิศร่างบริจาคให้โรงพยาบาลยากเต็มที กว่าจะได้ศพขนาดที่ต้องการก็กินเวลาเป็นปี เมื่อได้แล้วกว่าจะประกอบเสร็จก็เสียเวลามาก เพราะสมัยนั้นยังจะต้องเอาศพหมกทรายไว้จนเน่าเปื่อย และหมั่นคุ้ยพลิกกลับไปกลับมาเป็นเวลานาน จนกว่าเนื้อหนังจะล่อนเหลือแต่กระดูก แล้วยังต้องเอามาต้มด้วยน้ำยาให้สะอาด ขัดถูให้เรียบร้อย จึงเอามาประกอบเป็นโครง และจัดทำส่วนที่ขาดหายไปด้วยไม้ก๊อกจนคราทุกชิ้น โดยเฉพาะกระดูกนิ้วมือ นิ้วเท้า และกระดูกซี่โครง ต้องทำเพิ่มเติมหลายชิ้น ถึงกระนั้นก็ยังไม่ดีเท่าของนอก เพราะเขามีเครื่องมือดี และมีโรงงานประกอบโครงกระดูกโยเฉพาะ ของเขาสะอาดเป็นเงาเลยทีเดียว ส่วนของเราสีเทา ๆ น้ำยากัดก็ไม่มีอย่างดี ข้าพเจ้าจำได้ว่าดูเหมือนทางโรงพยาบาลคิดราคา ๓๐๐ บาท เวลาเอามาก็ถอดจากขอแขวนกองลงใส่ไปในกล่องใส่หมวก ปิดฝากล่องผูกเรียบร้อย ส่วนไม้แขวนก็ถือมาต่างหาก นำไปถวายเจ้าคุณพี่เป็นเสร็จการ และแขวนอยู่ที่กุฏิชั้นล่างเป็นอสุภกรรมฐานของเจ้าคุณพี่ตลอดมา
พูดถึงโครงกระดูก ก็เลยพูดถึงเรื่องหัวกะโหลก ตามปกติเจ้าคุณพี่มีหัวกะโหลกคน ไว้ที่กุฏิ ๑ หัว ไม่ทราบที่มา เมื่อข้าพเจ้าบวช เจ้าคุณพี่อยากได้อีกจึงสั่งให้หา ลูกชายคุณน้าขุนบริรักษ์ ฯ ชื่อสมัย ไปหาได้จากวัดที่เผาศพของโรงพยาบาลศิริราช ๓ หัว เอามาถวาย เจ้าคุณพี่ให้ใส่ปีบไว้ในตู้หลังกุฏิ เอาน้ำใส่จนท่วมทั้ง ๓ หัว เอาโซดาใส่ลงไป เมื่อฉันเพลแล้วก็ให้ข้าพเจ้าและพระพร ช่วยกันติดไฟต้มเพื่อให้เนื้อหนังหลุด ปรากฏว่า น้ำที่ต้มกระเด็นถูกมือ สบง อังสะ และตามตัว เพราะต้มไปก็ต้องเขี่ยพลิกกลับ เมื่อน้ำกระเด็นมาถูกก็เหม็น อาบน้ำถูสบู่อย่างไรก็ไม่หมดกลิ่น เล่นเอาข้าพเจ้าฉันอาหารไม่ลงไปหลายวัน ถึงกับคุณโยมทางบ้านทักว่า ทำไมผอมหน้าตาซีดเซียว ข้าพเจ้าก็บอกว่า ฉันอาหารไม่ลงเหม็นกลิ่นหัวกะโหลกอยู่เรื่อย เจ้าคุณพี่รู้เข้าเลยให้เลิกต้ม ให้เอากลับไปไว้ที่เดิม แต่ปรากฏว่าสมัยเอาไปทิ้งไว้โคนต้นโพธิ์ข้างโบสถ์วัดแคนางเลิ้ง เด็ก ๆ แถวนั้นที่ซน ๆ เอาก้อนอิฐขว้างปาล้อเลียน จนถึงกับลือกันว่า ผีหัวกะโหลกหลอกหลอนคนอยู่เป็นเวลานาน
อีกเรื่องหนึ่ง ก็เรื่องโลงใส่ศพซึ่งบรรจุท่านเจ้าคุณพี่เมื่อมรณภาพแล้ว เพราะเดิมเมื่อต่อโลงนี้เสร็จแล้ว เจ้าคุณพี่ สั่งว่า ถ้าฉันตายไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร ไม่ต้องอาบน้ำศพ ไม่ต้องมัด เพียงแต่ยกวางลงในโลงปิดฝา แล้วก็ยกโลงยัดเข้าในฮวงซุ้ยข้างกุฏินี่ เพราะฉันขอเจ้าของฮวงซุ้ยไว้แล้ว ต่อจากนั้น จะคิดอะไรกันต่อไปก็ว่ากันใหม่ อย่าให้ยุ่งยากโกลาหล เพราะคนตายอย่างที่ทำกันทั่วไป แต่ครั้นมรณภาพจริง ๆ เข้า ทางวัดและญาติก็ทำอย่างท่านสั่งไม่ได้ เพราะอย่างน้อยก็มีผู้คนเคารพนับถือมากมาย ทั้งสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ได้ทรงโปรดพระมหากรุณา เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเยี่ยมอาพาธถึง ๒ ครั้ง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้า ฯ โลงศพนี้ต่อในระยะที่พระครูวรวงศ์ (จรูญ) ยังบวชอยู่ ได้จ้างเจ๊ก (ดูเหมือนชื่อจุ่น) ช่างไม้มาทำการก่อสร้างในวัด เจ้าคุณพี่ เห็นว่าฝีมือดี จึงว่าจ้างขอให้ต่อโลงศพขนาดเท่าใส่ท่าน ๑ โลง โดยให้ตากไม้ให้แห้งไม่มีการหดตัวอีกแล้ว เจ๊กผู้นั้นก็ต่อให้ ดูเหมือนราคา ๒๕ บาท เสร็จแล้วก็เอามาตั้งไว้ในกุฏิชั้นล่าง บนขาไม้ ๒ ตัว ห้องเดียวกับโครงกระดูก วันหนึ่งเจ้าคุณพี่มารับบิณฑบาตที่บ้านเล่าว่า เมื่อวานนี้ทดลองลงในโลงที่ต่อไว้ว่าจะเข้าได้ดี ฝาปิดสนิทหรือไม่ จึงครองผ้าพาดสังฆาฏิ ลงนอนปิดฝาโลง ให้พระภิกษุบังสุกุลแบบศพจริงๆ เรียบร้อยแล้วจึงค่อยเปิดฝา ปรากฏว่า พอเปิดออก กระดิกตัวไม่ได้ เพราะหายใจไม่ออก หมดความรู้สึก อากาศในโลงหมดด้วย โลงปิดสนิทมาก เล่นเอาพระที่ชักบัวสุกุลตกอกตกใจกันอยู่พักหนึ่ง จึงฟื้นขึ้นมา นี่เป็นเครื่องพิจารณามรณานุสสติของเจ้าคุณพี่
เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าหลวงสวรรคต มีข้าราชบริพารผู้จงรักภักดีบวชถวายพระราชกุศลองค์หนึ่ง บวชอยู่วัดราชบพิตรจนตลอดชีวิต (ดูเหมือนจะชื่อพระยาสีหราชฤทธิไกร) เป็นนายทหารแต่ก็ไม่แน่ใจนัก สืบดูที่วัดราชบพิตรอีกก็จะดี) แต่ท่านผู้นี้มีบุตรภรรยาแล้ว สละครอบครัวออกบวช เจ้าคุณพี่เห็นว่า ท่านเจ้าคุณองค์นั้นบวชอุทิศพระราชกุศลถวายพระพุทะเจ้าหลวง (พ่อ) และท่านบวชอุทิศพระราชกุศลถวายพระมงกุฎเกล้า ฯ (ลูก) จึงอยากได้ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ให้ข้าพเจ้าไปติดต่อกับร้านถ่ายรูปฉายานรสิงห์ พาช่างไปถ่ายที่วัดราชบพิตร (รูปปรากฏอยู่ในหนังสือประวัติซึ่งยุวพุทธิกษมาคมชลบุรีพิมพ์จำหน่าย) ท่านเจ้าคุณผู้นั้นได้รับความยกย่องให้เป็นพระชั้นฐานานุกรม ได้รับพระราชทานพัดยศสมถ (พัดยอด) เข้าใจว่าได้รับในรัชสมัยล้นเกล้า ฯ พระมงกุฎ ต่อมาเมื่อเจ้าคุณผู้นั้นมรณภาพแล้ว ทางราชการได้นำพัดยศสมถมาถวายเจ้าคุณพี่ แต่ท่านสละสิทธิ์ไม่ขอรับ เพราะท่านต้องการจะปลดเปลื้องภาระให้หมดสิ้นไป ขอในทางปฏิบัติอย่างเดียว คงจะมีความแน่วแน่ใจว่า จะปฏิบัติในทางสัจธรรมโดยไม่ออกจากเขตวัดไปแห่งใดตลอดเวลาต่อมา และไม่ต้องการให้มีอะไรในกุฏิ มีสมบัติอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเป็นข้อผูกพัน ท่านตั้งใจไว้ว่าจะไม่รับนิมนต์ทั้งงานหลวงงานราษฎร์ และท่านก็ได้ปฏิบัติมาแล้ว
ตอนข้าพเจ้าสึกแล้วถวายนาฬิกาไว้ให้ดูเวลา ๑ เรือน เจ้าคุณพี่ เอาไส้ใช้อยู่พักหนึ่ง ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าท่านส่งนาฬิกานั้นกลับคืนมาเมื่อใด จำได้แต่ท่านบอกว่า ไม่ต้องใช้ต่อไปแล้ว ความรู้สึกจะบอกตัวเอง คือเช้ามืดรู้สึกตัวตื่นขึ้นจะเป็นเวลานั้น เมื่อรู้สึกจะไปห้องน้ำ หรือปัสสาวะจะเป็นเวลานั้น รู้สึกง่วงจะจำวัดจะเป็นเวลานั้น ความรู้สึกของร่างกายที่ฝึกดีแล้วนี้ จะบอกเวลาได้ไม่ผิด นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งในการพยายามฝึกความรู้สึกของร่างกายจนไม่ต้องอาศัยนาฬิกา
ในระยะบวชใหม่ ๆ เจ้าคุณพี่ ไปรับบิณฑบาตที่บ้านทุกวัน โดยเดินออกทางหน้าวัด ผ่านยศเส มหานาค สะพานขาว สะพานเทวกรรม ผ่านหน้าวัดโสมนัส ฯ เข้าบ้านทางตรอกข้างวัด ขากลับมาทางถนนจักรพรรดิ์ ผ่านหน้าวัดสระเกศ เลี้ยวซ้ายสี่แยกแม้นศรี ผ่านโรงเลี้ยงเด็ก เลี้ยวถนนพลับพลาไชย เข้าถนนหลังวัดเทพศิรินทร์ การไปรับบิณฑบาตที่บ้านนี้จำได้ไม่แน่นัก แต่เข้าใจว่า หยุดไปภายหลังเมื่อคุณยายถึงแก่กรรมและเผาแล้ว เมื่อปี ๒๔๗๑ ซึ่งเป็นปีที่ข้าพเจ้าบวช ก็ไปบิณฑบาตด้วยกันทุกวัน เวลามีคนจะใส่บาตร ท่านก็ชี้ให้ใส่พระองค์ที่มาข้างหลัง คือข้าพเจ้าและพระพร เพราะถึงแม้รับมาเอง ก็ไม่ได้ฉัน เพราะฉันเฉพาะอาหารเจ ไม่มีเนื้อสัตว์ ซึ่งทางบ้านทำถวาย ตอนที่เลิกบิณฑบาต ก็เนื่องจากความไม่สะดวก เพราะบวชอยู่นาน ก็มีผู้สนใจเกิดศรัทธาท่านมากขึ้น เขาเจตนาจะถวายท่าน จัดไว้โดยเฉพาะท่านองค์เดียว แต่พระองค์อื่นที่ท่านไม่ทราบก็แย่งตัดหน้าไปรับ ทำให้ผู้ที่ตั้งใจ ศรัทธาต่อท่านก็ไม่พอใจ แต่จำใจต้องใส่ เพราะมาเปิดฝาบาตรตรงหน้า ทั้งที่ใจไม่เลื่อมใสพระองค์นั้น ท่านก็เกิดสังเวชขึ้นมา ทั้งอาหารที่รับมามาก ก็ฉันไม่ได้ ถึงเป็นอาหารที่พอฉันได้ ก็มากเกินความจำเป็นคิดว่าควรจะให้พระภิกษุอื่นรับไปดีกว่า เพราะอาหารที่บ้านถวายมาพอดีกับความต้องการแล้ว อย่าให้มากเกินไป ต่อจากนั้นท่านก็เลยเลิกออกบิณฑบาต จึงให้ทางบ้านจัดอาหารตามสั่งมาถวายที่วัดเท่าที่จำเป็น ไม่มาก ไม่น้อย
อีกประการหนึ่งการถึงแก่กรรมของคุณยาย เป็นการพลัดพรากจากไปของผู้ที่เจ้าคุณพี่เคารพบูชาอย่างสูงอีกครั้งหนึ่ง (ครั้งแรก ล้นเกล้า ฯ) ถึงกับปรารภว่าอยากจะออกธุดงค์ไปตามป่า ทางบ้านได้ทำกลดธุดงค์ แต่ก็ไม่ได้ออกธุดงค์ ซึ่งขณะนี้ก็ยังมีบางส่วนเก็บไว้ที่บ้าน เพราะหลังจากเผาศพคุณยายแล้ว เจ้าคุณพี่ก็เริ่มไม่ยอมออกจากวัดเลย คุณพ่ออาพาธ พระราชทานเพลิงศพคุณพ่อ คุณแม่เจ็บ เผาศพคุณแม่ ก็ไม่ไป ระหว่างอาพาธและเจ็บ ก็เขียนข้อธรรมไปให้ข้าพเจ้า และญาติผู้ปฏิบัติพยาบาลไข้ ขอให้ช่วยอ่านให้ฟัง เวลาพระราชทานเพลิงและเผา ก็สั่งการให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ดำเนินการ คุณพ่อพระราชทานเพลิงที่วัดโสมนัส ฯ คุณแม่เผาที่วัดมกุฎ ฯ โดยที่วัดโสมนัส ฯ ยังไม่มีเมรุเผาศพถาวร เจ้าคุณพี่ จึงสั่งการให้จัดสร้างเมรุใช้วางบนที่ลานหินหน้าวัด โดยทำเป็นเมรุสำเร็จ ถอดได้ประกอบตั้งขึ้น ไม่มีการขุดดินเลย เป็นการไม่เบียดเบียนสัตว์ ซึ่งไม่รู้ไม่เห็น ก็จะต้องตายไป เนื่องจากขุดดิน เป็นเวรกรรมผูกพันกันต่อไป เมรุชุดนี้ เมื่อถอดออกเก็บไว้ที่วัดโสมนัส ฯ แล้ว ต่อมาทางวัดได้ขอไปจัดสร้างเป็นเมรุถาวรในต่างจังหวัด การไม่ไปเยี่ยมไข้คุณพ่อคุณแม่ ตลอดจนไม่ไปงานพระราชทานเพลิงศพ และเผาศพคุณพ่อคุณแม่นี้ เข้าใจว่าเนื่องจากการเริ่มจะปฏิบัติไม่ออกจากวัด และไม่รับนิมนต์ต่อไป ผู้นิมนต์ก็คงจะเกรง เห็นแล้วว่า โยมคุณพ่อคุณแม่ของท่านเองก็ยังไม่ไป เพราะท่านรู้แจ้งว่าการพลัดพรากจากกันเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ปุถุชน จากนั้น แม้ใครจะนิมนต์ไปในเรื่องอื่น ๆ เจ้าคุณพี่ก็ไม่รับนิมนต์
เจ้าคุณพี่ ประกอบการกุศลเพื่อให้คุณยาย คุณพ่อ คุณแม่ เกิดความปีติปราโมทย์ในผลบุญซึ่งเกิดจากการบริจาค เสียสละ เป็นผลดีแก่จิตใจ ก่อให้เกิดความเมตตา เผื่อแผ่ บรรเทาครามโลภ สืบต่อไปภายหน้า ข้าพเจ้าไม่อยากเขียนจนกลายเป็นเรื่องโอ้อวดเกินไป จะเขียนไว้พอเป็นสังเขป
ตอนก่อนอุปสมบท ทอดกฐินวัดสุนทรธรรมทาน (วัดแค นางเลิ้ง)
เมื่อถึงเวลาก็อ่านหนังสือธรรมะให้คุณยาย คุณแม่ฟังทุกวัน
ได้จัดให้คุณแม่ตักบาตรในพรรษา วันละ ๑๐๐ องค์ หลังจากออกพรรษาแล้ว จำนวนพระที่มารับบาตรน้อยลง (ปกติตอนข้าพเจ้าเด็ก ๆ คุณแม่ตักบาตรวันละ ๑๕ องค์)
วันโกนให้ทานชี ตั้งแต่เช้าถึงเพล บ่ายให้เรื่อยไป คอยจนไม่มีชีผู้มารับอีก
ตอนคุณแม่ร่างกายไม่แข็งแรงตามวัยชรา บางวันถึงวันพระ ไม่สามารถเดินทางไปฟังเทศน์ที่วัดได้ เจ้าคุณพี่ ก็ให้สร้างพระพุทธรูปไว้บูชากราบไหว้ที่บ้าน ๓ องค์ เท่าตัวเจ้าคุณพี่ องค์หนึ่ง เท่าคุณแม่องค์หนึ่ง เท่าคุณพ่อองค์หนึ่ง จารึกชื่อประจำไว้ทุกองค์ (จำได้ว่า สร้างที่บ้านนายอู๊ด บ้านช่างหล่อ องค์ละ ๕๐๐ บาท) และสร้างองค์เล็ก ๆ เป็นพระขัด จารึกชื่อ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย อีกด้วย (ดูเหมือนองค์ละ ๘๐ บาท) ทั้งนี้เพื่อให้คุณแม่ทำวัตรไหว้พระแทนไปไหว้ในโบสถ์ที่วัด
ทำบุญอายุ ๕ รอบ ๖๐ ปี คุณพ่อ เป็นการกุศลครั้งใหญ่ มีหนังสือแจกเป็นเทศนาของสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิตร ซึ่งเป็นสมเด็จพระอุปัชฌาย์คุณพ่อ กับเทศนาของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ และเทศนาของพระพุทธวิริยากร เจ้าอาวาสวัดโสมนัสวิหาร คู่สวดของคุณพ่อ กับมีประวัติของคุณพ่อซึ่งเจ้าคุณพี่เป็นผู้เขียนเอง (ข้อความได้ตีพิมพ์ไว้หน้าต้นแล้ว)
ในระยะที่ข้าพเจ้าบวชราวปี ๒๔๗๑ คุณพ่อได้อุปสมบทที่วัดโสมนัสวิหาร ในปีนี้ถึงกับมีข่าวลงในหนังสือพิมพ์ว่าบวชทั้งสกุล (จำได้ว่า นายฉอ้อน อำพล หนังสือพิมพ์เดลี่เมล์ เป็นผู้มาถ่ายรูปที่หน้าโบสถ์วัดโสมนัส ฯ เสียดายไม่ได้เก็บรูปนั้นไว้ ไม่นึกว่าจะได้มาคุ้ยเขี่ยเขียนขึ้น) เจ้าคุณพี่ ได้จัดสร้างพระไตรปิฎก (พระธรรม) ๙ ผูก ๙ ตู้ ถวายตามพระอารามต่างๆ รวม ๙ พระอารามเป็นที่ระลึก ที่บานประตูแทนที่จะใช้กระจก กลับใช้ไม้ทึบลงรักสีดำ ติดพระบรมรูปล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๖ ตรงกลางในกรอบกระจก ขอบล้อมไม้ แกะเป็นพญานาค ๒ ตัว ทรงเครื่องแบบจอมทัพเรือ ในปกพระไตรปิฎกทุกเล่มมีกระดาษพิมพ์ที่เจ้าคุณพี่ออกแบบเอง เป็นรูปโพธิ์ทอง ตรงกลางมีแก้ว ๓ ดวง หมายถึงรัตนตรัย ลอยอยู่ มีรัศมีรอบสีเหลือง แท่นฐานโพธิ์เขียนว่า “จินตยานนท์อุทิศ” ข้างแท่นเป็นรูปต้นและดอกพุทธรักษา และต้นและดอกบานไม่รู้โรย มีความหมายว่า ร่มโพธิ์พระพุทธเจ้าปกปักรักษาตลอดไปไม่รู้ร่วงโรย ใต้ต้นโพธิ์ลงมาเป็นกรอบเขียนชื่อผู้บวชในคราวนั้น แบ่งเป็น ๒ แถบ แถบซ้ายเป็นฝ่ายชาย แถบขวาเป็นฝ่ายหญิง ฝ่ายชายมี สทฺธมฺมวิจาโรภิกฺขุ (พระนรราชภักดี) ตรอง ธมฺมวิตกฺโก ภิกฺขุ (พระยานรรัตนราชมานิต ) ตรึก ภูริธมฺมตกฺโกภิกฺขุ (ตริ) สุธมฺมวโร ภิกฺขุ (พร) ฝ่ายหญิงมี อุบาสิกา นางชี นรราชภักดี (พุก) นางชีชุ่ม นางสาวชี ชุบ (รูปโพธิ์ทองที่ท่านออกแบบนั้น บัดนี้ได้มาเป็นรูปหน้าปกหนังสือเล่มนี้)
ถวายที่ดิน ๒ แปลง แปลงหนึ่งรับจำนำไว้หลุด เนื้อที่ ๗ ไร่ อยู่ข้างวัดเสน่หา จังหวัดนครปฐม ถวายวัดเสน่หา อีกแปลงหนึ่งที่พระราชทาน อยู่สี่แยกราชเทวี ซ้ายมือที่จะไปสะพานหัวช้าง เนื้อที่ ๕ ไร่ เวลานี้มีป้ายชื่อว่า “ซอยนรรัตน” ถวายวัดเทพศิรินทร์ พร้อมด้วยเงิน พระราชทานเพื่อปลูกบ้าน ๑๕,๐๐๐ บาท (พระราชทานไว้ ๑๒,๐๐๐ บาท ได้ดอกเบี้ยจากแบงก์ที่ฝากไว้ ๓,๐๐๐ บาท รวมเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท) ขอเขียนรายละเอียดเพิ่มเล็กน้อย เมื่อได้รับพระราชทานที่ดินแล้ว ก็ให้เจ๊กเช่าทำสวนผักอยู่เช่นเดิม ที่ดินเป็นร่องผักขวาง – ที่เรียงลึกเข้าไป เจ้าคุณพี่กะว่าจะปลูกบ้าน โดยที่มีนิสัยชอบต้นผลไม้ จึงให้คุณพ่อเพาะมะม่วงพันธุ์ดี ๆ แล้วเอาไปลงปลูกไว้ตอนหน้าที่ดินเป็นระยะ ๆ เว้นห่างเพื่อเป็นถนนผ่านกลางที่เข้าไป ส่วนตอนในทิ้งที่ว่างไว้เพื่อปลูกบ้าน ต้นมะม่วงที่ปลูกไว้ โตจนมีผล ซิ้มหลี่ผู้เช่าที่ดินเคยเก็บมาฝากเป็นกำนัล พร้อมกับขอผัดส่งค่าเช่าที่ดินซึ่งถูกที่สุดตามที่หลวงเคยเก็บอยู่แล้ว ขณะนี้ผู้เช่าที่ดินของวัดก็คงได้เก็บผลมะม่วงที่คุณพ่อกับข้าพเจ้าและคุณพรช่วยกันเพาะ และปลูกไว้ นอกจากต้นที่กีดขวางการปลูกสร้างอาคารก็ต้องถูกตัดทิ้งไป
ต่อไปนี้เป็นเรื่องอาหารที่จัดถวายเป็นระยะ ๆ
ระยะแรก ออกบิณฑบาต เจ้าคุณพี่ฉันอาหารมื้อเดียวตั้งแต่เริ่มบวชตลอดมา อาหารที่ทางบ้านจัดถวายเป็นอาหารไม่มีเนื้อสัตว์เจือปนเลย ในระยะแรกที่รับบิณฑบาต อาหารที่จัดก็เป็นอาหารเจอย่างที่คนจีนนิยมทำกัน ผู้ทำอาหารคือพี่เชื้อ (นางพิทักษ์ประชาชน) จันทรวณิก เป็นผู้ค้นคว้าจัดทำ คุณน้าชุ่ม คุณครูชุบ เมนะเศวต น้าม้วน ดุลยะเตมีย์ และนางสาวแสงจันทร์ จันทรวณิก ช่วยกันค้นคว้า ช่วยกันปรุงแต่งอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ เช่น ฟองเต้าหู้ แป้ง เป็นเครื่องประกอบ น้ำปลาก็ใช้น้ำปลาถั่ว ทำเป็นแกงจืด ผัด ยำต่างๆ เช่นเดียวกันกับข้าวทั่วไป มีเครื่องหลน เครื่องจิ้ม แต่ไม่ใช้เนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบเลย ของหวานส่วนมากก็ใช้ผลไม้และขนมไทย ๆ มีมะละกอ ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะปราง มะม่วง น้อยหน่า ขนมก็มีตะโก้ ขนมหม้อแกง เผือก ถั่วกวน เผือกกวน เป็นต้น และที่ประจำวันคืออ้อยควั่น กำหนดข้อให้ได้เคี้ยวทั้งทางฟันแถบซ้ายและขวาข้างละเท่า ๆ กัน เช่น ๑๒ ข้อ ก็เคี้ยวแถบละ ๖ ข้อ ๑๘ ข้อ ก็เคี้ยวแถบละ ๙ ข้อ เป็นการออกกำลังฟัน เช้าตื่นนอน ตักเกลือใส่ปากอมไว้ก่อน จนอาบน้ำเสร็จจึงสีฟัน
อาหารสำหรับฉัน ถ้าเป็นของน้ำ ใช้ใบตองฉีกสี่เหลี่ยมจัตุรัส ลนไฟให้อ่อนตัวแตกยาก ซ้อน ๒ ชั้น ห่อขยุ้มโดยวางใบตองลงในชาม ทำให้มีความบุ๋มตรงกลางแล้วตักแกงใส่ รวบริมใบตองขึ้น ผูกมัดด้วยเชือกกล้วยให้แน่น แล้วตัดเหนือจุกที่มัดไว้ให้เรียบร้อย ถ้าเป็นของแห้งก็ห่อใบตองธรรมดา กลัดไม้กลัดแล้วก็ใส่มาในบาตร ส่วนข้าวก็ใช้หุงข้าวไม่เช็ดน้ำ ใส่ลงในก้นบาตรก่อนของอื่น (อยากเล่าเรื่องข้าวไม่เช็ดน้ำสักเล็กน้อย เดิมที่บ้านก็หุงข้างเช็ดน้ำธรรมดา เจ้าคุณพี่บอกว่าในหลวงเสวยข้าวหุงไม่เช็ดน้ำ รับสั่งว่าของดี ๆ ในข้าวกลับเอาไปให้หมากิน คนกลับกินกาก เจ้าคุณพี่มาสั่งให้ทางบ้านหุงข้าวไม่เช็ดน้ำบ้าง แม้ข้าวหุงใส่บาตรเช้าก็ให้หุงไม่เช็ดน้ำ เล่นเอาข้าพเจ้าและเด็ก ๆ ที่มีหน้าที่หุงข้าวแย่ไปพักหนึ่งกว่าจะชำนาญ ซ้ำร้ายระยะนั้นใช้หม้อทองเหลืองหุงข้าวด้วย กว่าจะหมุนดงจนข้าวสุก ทุลักทุเลอย่างยิ่ง บางวันง่วงนั่งหลับหน้าเตาไฟไม่ทันหมุนตอนข้าวเดือด ข้าวไหม้ทั้งหม้อ ต้องรับเหมากินข้าวไหม้เป็นการลงโทษ) เวลาฉันของเจ้าคุณพี่ปกติลงมือ ๔ โมงเช้า (๑๐.๐๐ น.) กว่าจะเสร็จก็ราว ๕ โมงครึ่ง (๑๑.๓๐ น.) นับเป็นเวลานานพอดู ทั้งนี้เพราะเจ้าคุณพี่ต้องเคี้ยวอาหารให้ละเอียดเท่าที่จะเคี้ยวได้ โดยให้เหตุผลว่า เป็นการช่วยกระเพาะไม่ให้ต้องทำงานหนัก ถ้าอาหารหยาบ กระเพาะก็เหนื่อยมากเสียเวลา จึงยอมเสียเวลาเสียแต่ตอนในปากดีกว่า
ระยะต่อมา เมื่อไม่ได้มาบิณฑบาตที่บ้าน ก็คงใช้อาหารตามที่กล่าวมาแล้ว ใช้ภาชนะขันอลูมิเนียมใบใหญ่ ๆ ตัดใบตองรองก้นขัน แล้วตักข้าวใส่ลงไป ส่วนกับข้าวและของหวานก็ห่อวางลงไปข้างบนเช่นเดียวกับที่ใส่บาตร เมื่อจัดของลงขันเรียบร้อยแล้ว ก็ตัดใบตองกลม ๆ ปิดปากขัน ห่อด้วยผ้าเหลืองสี่เหลี่ยมชั้นหนึ่ง แล้วห่อทับด้วยผ้าขาวอีกชั้นหนึ่ง ให้เด็กนำไปถวายตอนก่อนลงโบสถ์ หรือออกจากโบสถ์ตอนเช้า ใช้ขันสองใบสับเปลี่ยนกัน
ระยะต่อมา เริ่มแต่พ.ศ. ๒๔๙๘ เจ้าคุณพี่ฟันชำรุดมากขึ้น ไม่สะดวกในการขบเคี้ยว ประกอบกับเห็นว่า การทำอาหารเจเป็นภาระไม่น้อยไปกว่าอาหารธรรมดา เป็นภาระแก่ผู้จัดทำ จึงให้จัดทำอาหารใหม่ เป็นอาหารข้าวกับถั่ว สำหรับข้าวนั้น ใช้ข้าวสารล้างสะอาด ถั่วเขียวล้างสะอาดเช่นกัน ส่วนละเท่ากัน ล้างแล้วตากแดดให้แห้งบดเป็นผง เวลาจะทำให้สุก ตวงข้าว ถั่วบดผง ปริมาณเท่าที่สั่ง ใส่กระทะทองใส่น้ำพอควร กวนให้สุก แล้วตักใส่ปิ่นโตอลูมิเนียมนึ่งอีกครั้งหนึ่งใช้แทนข้าว ส่วนกับก็ใช้ถั่วต่าง ๆ มี ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วขาว ถั่วลิสง ต้มรวมกัน กะว่าจะใช้ได้สัก ๖-๗ วัน ต้มเปื่อยดีแล้ว โม่ให้ละเอียด ใส่กระทะกวน ปรุงรสเปรี้ยว เค็ม หวาน ด้วย ส้มมะขามเปียก เกลือ น้ำตาลทรายแดง ปรุงรสให้กลมกล่อม กวนจนแห้ง อาหารกวนนี้ ใช้แทนกับข้าว สำหรับของหวาน ใช้กล้วยน้ำว้า ๓ ผล และผลไม้อย่างอื่นที่ไม่แข็ง เช่น มะละกอ มะม่วงสุก ส้มโอ ส้มเขียวหวาน นอกจากนี้ก็มีมะนาว ๖ – ๙ กลีบ สุดแต่ผลเล็กใหญ่ แกะเอาแต่เนื้อ และมีใบไม่สีเขียวตำ มีขนาดผลมะนาวขนาดกลาง อาหารที่เปลี่ยนใหม่นี้ ไม่ใช้ภาชนะขันอลูมิเนียม เปลี่ยนเป็นกะโหลกขนาดเขื่อง (หามะพร้าวขนาดที่ต้องการ ปอกเปลือก ขัดสะอาด เลื่อยตัดทางที่มีรูออก ทำเป็นฝา ขูดเนื้อทิ้ง ขัดภายในตัวกะโหลกและฝาให้สะอาด และฝาที่มีรู ใช้เทียนสีผึ้งอุด) การบรรจุอาหารลงกะโหลก ใส่ข้าวกับถั่วที่ใช้แทนข้าวลงไปก่อนก้นกะโหลก เอาใบตองปิดรองลงไป เอาถั่วกวนที่ใช้แทนกับข้าวใส่ลงไป เอาใบตองรองคั่นอีก วางกล้วยและผลไม้ที่ใช้เป็นของหวานลงไปพร้อมกับมะนาว ส่วนฝาปิดที่เอาใบไม้สีเขียวตำให้ละเอียดใส่กดลงไป ปิดฝากะโหลก ห่อผ้าสองชั้น มัดด้วยเชือกสีเหลือง ระยะนี้มีการขลุกขลักอยู่บ้าง ผู้ส่งเป็นเด็กข้างบ้าน ชื่อ นายพรหม ๆ ใช้จักรยานขี่มาส่ง โดยเอากะโหลกผูกวางบนตะแกรงท้ายรถ โดยที่กะโหลกมีลักษณะก้นเป็นส่วนโค้ง วางไม่แนบสนิทกับตะแกรงรถ บางวันผูกไม่แน่นดี กะโหลกก็คลายจากเชือก ตกหล่นลงไปกลิ้งอยู่กลางถนน ตอนจะเอาไปถวายอาหารก็ปนกันเละเทะ ต้องเอากลับไปบ้านรีบทำไปถวายใหม่ นับเป็นวิบากพอดู กะโหลกก็ใช้สองใบสลับเปลี่ยนกัน
ระยะต่อมา คือระยะสุดท้าย ส่วนมากผู้ส่งเป็นนักเรียน เจ้าคุณพี่ จึงสั่งให้ทำภาชนะใส่อาหารใหม่ เป็นกล่องอลูมิเนียมรูปแบน เหมาะที่จะใส่รวมไปในกระเป๋าหนังสือ ส่วนอาหารก็เปลี่ยนบ้างเล็กน้อย ซึ่งอาหารระยะหลังนี้ เนิ่นนานมาถึงรวม ๒๕ ปี จนถึงวันก่อนมรณภาพ
อาหารประกอบด้วย
๑. มะนาว ผลขนาดกลาง แกะเอาแต่เนื้อเป็นกลีบ ๆ ๖ – ๙ กลีบ (เพิ่มลดตามขนาดของผลเล็กหรือใหญ่)
๒. ใบไม้สีเขียว (ใบไม้ที่ใช้รับประทานได้) ตำละเอียด ใช้ขนาดประมาณเท่าผลมะนาวขนาดกลาง (โดยปกติใช้ใบฝรั่ง เพราะมีต้นอยู่ที่บ้าน แต่จะใช้ใบไม้อื่น เช่น ใบสะเดา ใบกระถิน ใบมะม่วง ใบมะยม ใบมะเฟือง ใบก้ามปู ฯลฯ ก็ได้)
๓. อาหารกวน ใช้แทนข้าว
๔. ถั่วเขียวและข้าวสาร ส่วนผสมเท่ากัน โม่ละเอียด ใช้แทนข้าว
๕. มันเทศนึ่ง
๖. กล้วยน้ำว้า
๗. ของหวาน ขนมกวนแห้ง ๆ เช่น ถั่วกวน เผือกกวน มันกวน ข้าวตู ฯลฯ
อาหารกวน ข้อ ๓ ประกอบด้วย ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วขาว ถั่วเหลือง และถั่วลิสง ส่วนละเท่า ๆ กัน รวมต้มให้เปื่อย โม่ให้ละเอียด ใส่กระทะกวน ผสมเกลือ น้ำตาลทรายแดง และส้มมะขามเปียก ปรุงรสให้กลมกล่อม กวนจนแห้ง คราวหนึ่ง ๆ เก็บไว้ใช้ได้ประมาณ ๑ อาทิตย์
ภาชนะใส่อาหาร กล่องอลูมิเนียมมีฝาปิด สี่เหลี่ยมผืนผ้า หนาประมาณ ๑ นิ้ว กว้างประมาณ ๖ นิ้ว ยาวประมาณ ๑๐ นิ้ว
เตรียมอาหารเพื่อจัดลงกล่องในตอนเช้า มันเทศล้างสะอาด ไม่ปอกเปลือก ตัดเป็นชิ้น ๆ พอใส่กล่องได้ ๙ ชิ้น ใส่ลังถึง
ตวงถั่วเขียวผสมข้าวสารที่โม่ละเอียดไว้ตามข้อ ๔ ราว ๓ ถ้วยตะไลขนาดใหญ่ ผสมน้ำพอสมควร ใส่กระทะทองกวนจนสุก ตักใส่ปิ่นโตอลูมิเนียมวางลงในลังถึง นึ่งรวมกับมันเทศ ปิดฝาลังถึง นึ่งจนมันเทศสุก
มะนาว
ใบไม้ตำ กล้วยน้ำว้า
มันเทศนึ่ง อาหารกวน
ถั่วเขียว - ขนมหวาน
ผสมข้าวสาร
ใช้ใบตองรองกล่องเสียก่อน กะแบ่งกล่องเป็น ๓ ช่องเท่ากัน แล้วจัดอาหารกล่อง ดังนี้
ช่องซ้าย วางมันเทศนึ่ง ๙ ชิ้น
ช่องกลาง วางมะนาวสดลงตรงกลาง กลบด้วยใบไม้ตำ กลบด้วยอาหารกวนตามข้อ ๓ กลบด้วยถั่วเขียวผสมข้าวสาร ตามข้อ ๔ ซึ่งนึ่งสุกแล้ว
ช่องขวา ตอนบนวางกล้วยน้ำว้าปอกแล้ว ตัดแบ่งไม่ไห้ขาดจากกัน ผลละ ๓ ท่อน รวม ๓ ผล ตอนล่างวางของหวาน ๙ คำ
เสร็จแล้วตัดใบตองปิดอาหารที่จัดเสร็จเรียบร้อยแล้วนี้ ปิดฝากล่อง ฝากล่องจะสูงกว่าพื้นกล่องราวครึ่งนิ้ว เสร็จแล้วห่อด้วยผ้าเหลือง มัดด้วยเชือกสีเหลือง ห่อด้วยพลาสติกสีขาว มัดด้วยเชือกสีแดง ใส่ลงในถุงพลาสติก (เพราะระยะนี้ใช้ถุงพลาสติก) รัดยางเรียบร้อย ส่งมาถวายเป็นประจำทุกวัน ในเวลา ๘.๐๐ น.
สำหรับอาหารกวน ที่ใช้แทนกับข้าวในข้อ ๓ ต่อมาภายหลัง ปรากฏว่าในระยะวันที่ ๖ – ๗ มักจะไม่ค่อยดี เพราะเป็นของกวน พอกระทบอากาศร้อนจัด จะเป็นเหงื่อ กลิ่นรสเปลี่ยนไป จึงต้องเปลี่ยนเป็นใช้น้ำตาลทราย เกลือป่น น้ำพริกเผาห่อใบตองแยกออกเป็นห่อ ๆ รวม ๓ ห่อแทน และเพิ่มปริมาณข้าว – ถั่วเขียวกวนที่ใช้แทนข้าวขึ้นบ้างเล็กน้อย
ต่อมาก็มีข่าวเล่าลือว่า เจ้าคุณพี่ ปลุกเสกพระเครื่อง มีท่านที่เคารพนับถือเจ้าคุณพี่ส่วนมากมีความสงสัย เพราะเจ้าคุณพี่ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น เมื่อทราบว่าท่านปลุกเสกพระ ซึ่งขัดกับความไม่ยึดถือ ข้าพเจ้าก็ไปนมัสการถามถึงเรื่องนี้ ท่านก็บอกว่า พระที่ปลุกเสกนั้นท่านไม่ได้เป็นผู้ทำขึ้น เพราะท่านเชื่อในหลักธรรม ใครทำกรรมดี ผลของความดีก็คุ้มครองอยู่แล้ว สิ่งอื่นนั้นไม่ใช่เนื้อแท้ของพระพุทธศาสนา ท่านไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะปลุกเสก แต่มีพระในวัดและฆราวาสไม่น้อย ที่เคารพนับถือเจ้าคุณพี่ มีเจตนาดีทำขึ้น ได้นำมาขอร้องให้ช่วยใช้พลังปลุกเสก เพื่ออนุชนรุ่นหลังมีไว้เป็นอนุสรณ์ และทั้งจะขายนำเงินไปสร้างโบสถ์ และโรงเรียนเป็นการสร้างกุศล
เมื่อได้ทราบจากเจ้าคุณพี่เช่นนี้แล้ว ก็นึกว่า หากตัวข้าพเจ้าเอง เป็นอย่างที่เจ้าคุณพี่มีเหตุการณ์เช่นนี้ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร ข้าพเจ้าก็นึกไม่ออก เพราะท่านเคยปฏิเสธเรื่องเครื่องรางของขลัง เมื่อมีผู้มาขอก่อนแล้ว ว่าท่านไม่มี ของดีอยู่ที่ตัวที่ใจของเราทุกคน แต่นี่ท่านไม่ได้ทำเอง มีผู้ทำมาด้วยความหวังดี เพราะรู้ว่าระยะนี้ท่านเจ้าคุณพี่สู้สึกจะเบื่อสังขาร หากเมื่อท่านทิ้งสังขารจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรเหลือไว้ให้คนรุ่นหลังได้รู้ ผู้ทำอยากให้มีอนุสรณ์ของท่านอยู่ไว้ในแผ่นดินไทย ทั้งยังมีประโยชน์แก่ชาติ และแก่ผู้ยังไม่บรรลุทางศาสนา ยากได้ไว้เคารพบูชา จึงได้เห็นดีเห็นชอบ พากันสร้างพระให้ท่านใช้กำลังปลุกเสก ทั้งชี้แจงให้เหตุผลว่า ยุคนี้บ้านเมืองคับขัน ชาวไทยส่วนมากต้องการกำลังใจ เพื่อป้องกันรักษาชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ หากมีสิ่งยึดถือเป็นพลังใจที่จะช่วยชาติได้ทางอ้อม ทั้งจะเป็นเครื่องคุ้มกันให้กำลังเข้มแข็งขึ้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้ พระเจ้าคุณนรรัตน ฯ จึงได้เกิดขึ้น ถึงแม้ท่านจะจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ยังมีอนุสรณ์แทนตัวท่านตลอดไป และจะจำหน่ายนำเงินมาสร้างบุญกุศล สร้างโบสถ์ สร้างโรงเรียน นี่เป็นต้นเหตุที่ข่าวว่า ท่านเจ้าคุณพี่สร้างพระ
บุตรชายคนที่สามของข้าพเจ้าได้ไปหาเจ้าคุณลุง เพื่อขอพระที่ปลุกเสก แต่ท่านบอกว่าไม่ใช่พระของท่าน ถ้าอยากได้ก็ไปซื้อ เขาทำขายไม่ได้ทำแจก ตกลงลูกชายข้าพเจ้าก็ต้องไปซื้อเช่นเดียวกันกับผู้ที่อยากได้ ส่วนข้าพเจ้าตกหนัก เพราะเป็นน้องชายคนเดียวของท่าน พบหน้าคนรู้จักก็มักจะขอแต่พระเจ้าคุณพี่ปลุกเสก และคนส่วนมากนิยม เพราะถือว่าท่านบริสุทธิ์ มีพลังจิตสูง คงจะเป็นพระที่ดีต่อไป ผลที่สุด ข้าพเจ้าก็ต้องลงทุนซื้อเช่นเดียวกัน แต่เพื่อสำหรับไว้แจกเพื่อนที่คอยทวง ข้าพเจ้าคิดว่าการปลุกเสก เจ้าคุณพี่ คงไม่ยินดียินร้าย แต่คนส่วนมากคิดว่าเพียงแต่ท่านแตะต้องก็ศักดิ์สิทธิ์ เพราะท่านมีพลังจิตสูง ใจบริสุทธิ์ จึงมีผู้นิยมมาก นับว่าเป็นของขลังในเวลานี้
เมื่อเจ้าคุณพี่เริ่มอาพาธ โดยเป็นเม็ดที่คอ ก็ส่งอาหารมาถวายตามปกติเรื่อยมา วันหนึ่ง อาหารที่ส่งมาถวาย ไม่ฉัน ส่งกลับไป ในตอนเย็น ข้าพเจ้าจึงไปวัด ทราบว่า เม็ดที่คอแตกเป็นแผล และมีโกศลและคุณหมอไพบูลย์ปฏิบัติอยู่ เจ้าคุณพี่ บอกว่า อาหารแห้งที่เคยฉันอยู่เดิม ฉันไม่สะดวก กลืนยาก พี่เลื่อนได้จัดทำอาหารน้ำ ๆ เป็นซุป และอาหารอ่อน ๆ ส่งมาถวาย คุณตริ ฯ ทำถวายมานานแล้ว ให้พี่เขาทำถวาย เป็นการฉลองศรัทธาเสียบ้างก็ดี จะอยู่ฉันได้อีกไม่กี่วัน ถ้าจะทำถวายมา ก็ให้ทำอาหารอย่างเหลว ๆ ใช้หลอดดูดได้ ข้าพเจ้าก็ยังจัดทำอาหารแบบซุบ ถวายไปแทนอาหารเดิม ระยะหลังนี้มีเวลา ๕๐ วันเศษ
นึกและเขียนมาได้เพียงนี้
ตริ จินตยานนท์
๒๘ พ.ย. ๒๕๑๔
เมื่ออนุสรณ์ “ธมฺวิตกฺโก ภิกฺขุ” พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์) ได้แจกในวันพระราชทานเพลิงเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๕ ครั้งนั้นมีเหตุการณ์ที่ยังไม่ได้ลง ยังไม่สมบูรณ์ เป็นโอกาสควรนำมากล่าวรวมในครั้งนี้
ข้าพเจ้าทราบข่าวเพิ่มเติมภายหลังเมื่อหนังสือเย็บเล่มเรียบร้อยแล้ว จะถึงหมายกำหนดวันงาน แก้ไขอะไรไม่ได้ เพียงเตือนให้คุณตริ ฯ บันทึกไว้ด้วย เพื่อข้าพเจ้าจะนำเข้าชุดกฎแห่งกรรม ก็จะเพิ่มเติมออกไป เพราะขาดประวัติสำคัญตอนหนึ่งที่ควรนำมากล่าว คุณตริ ฯ ก็ได้ทวนความจำและบันทึกมาว่า
เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ หลังจากประเทศไทยเราได้ประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตร ชาติไทยเราจึงตกอยู่ในฐานะสงคราม ต่างถือว่าเป็นข้าศึกศัตรูต่อกัน เพราะรัฐบาลไทยเราได้ยอมให้ทหารญี่ปุ่นผ่านและเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย คุณตริฯ บอกว่า จำได้ว่า เที่ยงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ เสียงสัญญาณภัยทางอากาศดังขึ้นอย่างโหยหวน บางท่านได้ยินแล้ว ความหนาวเย็นเข้าจับขั้วหัวใจ เหมือนจะเป็นไข้จับสั่น มันเป็นเสียงสัญญาณของมรณภัยจะเกิดขึ้นในไม่ช้า ไม่ทราบว่าใครจะถึงฆาต เพราะการทิ้งระเบิดทุกครั้ง ต่างก็ย่อมจะมีความหวาดหวั่นกลัวอันตรายอยู่แทบทุกตัวคน เพียงแต่มีความรู้สึกมากหรือน้อยเท่านั้น มิใช่ห่วงแต่ตัวเองฝ่ายเดียว ยังห่วงถึงญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่อยู่ในเขตพระนครแต่อยู่คนละตำบล
เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณภัยแล้ว ไม่มีใครนิ่งนอนใจ ต่างก็วิ่งเข้าหาที่กำบังหลบให้พ้นภัยอันตราย หลุมหลบภัยสาธารณะก็มีคนวิ่งเข้าไปหลบจนแน่นล้น เพราะต่างก็รู้ถึงอำนาจของลูกระเบิดดีว่าร้ายแรงเพียงใด ต่างก็กลัวความตายด้วยกันทุกคน ไม่ช้าประชาชนก็หลบหายไป ตามถนนหนทางเงียบสงบพระนครเหมือนเมืองร้าง แม้สุนัขเคยวิ่งเล่นกันเพ่นพ่านอยู่กลางถนนก็หายไปหมดโดยสัญชาตญาณ จากนั้นเสียงสัญญาณภัยก็สงบลง ในพระนครก็เงียบอย่างเยือกเย็น ทุกคนต่างก็คอยฟังว่าเครื่องบินข้าศึกจะเข้าโจมตีทางทิศทางใด จิตใจเต้นระทึกคอยฟังว่าเมื่อไหร่จะได้ยินเสียงระเบิด และเสียงปืนต่อสู้อากาศยานยิงจากพื้นดินสกัดเครื่องบิน ไม่นานเสียงเครื่องบินบี ๒๙ ได้บินมาแต่ไกลและค่อยๆ ดังขั้นเมื่อใกล้เข้ามา ไม่นานเสียงเข้ามาใกล้ ไม่ช้าเครื่องบินก็บินอยู่บนอากาศเหนือกลางใจเมืองหลวงแล้ว เครื่องบินเป็นฝูงๆ บินไปบินมาเหนือพระนคร เสียงดังกึกก้องท้องฟ้าทั่วไป เป็นเสียงที่รบกวนประสาทสำหรับผู้ที่หวาดกลัวอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้เคราะห์ร้ายเคราะห์ดี เวลานั้นเขตพระนครมีจุดเป้าหมายหลายจุดที่จะทิ้งระเบิดทำลาย เสียง ป.ต.อ. ภาคพื้นดินตามจุด ได้ยิงเพื่อสกัดกั้น แต่ก็ไม่สู้จะได้ผลนัก
ครั้งนั้น เครื่องบิน บี ๒๙ ฝูงหนึ่งบินวนเวียนมุ่งหน้าหาจุดหมายที่จะทิ้งระเบิด รู้สึกว่า ข้าศึกตั้งใจจะทำลายสถานีหัวลำโพงและโรงรถจักรของกรมรถไฟ ที่พักสินค้าเพื่อตัดกำลังขนส่ง เมื่อเครื่องบินได้วนเวียนอยู่เหนือท้องฟ้าเบื้องบนกลางกรุงแล้ว ไม่ช้าก็ปล่อยลูกระเบิดลงมา แต่เครื่องบิน บินสูงเกินไป ไม่สามารถจะทิ้งลงถูกตรงจุดเป้าหมาย เพราะไม่กล้าบินลงระยะต่ำ เพราะหน่วยปืนต่อสู้เครื่องบินทางอากาศจากภาคพื้นดิน ได้ระดมยิงสกัดกั้นการโจมตีอย่างหนัก เสียงระเบิดดังกึกก้องในพระนคร เสียงสั่นสะท้านทั่วไป เป็นเสียงที่น่าสยดสยองอันน่าสะพรึงกลัว เขย่าขวัญของประชาชนชาวบ้านชาวเมือง ทั้งหนุ่มสาวผู้เฒ่าผู้แก่ ทั้งหญิงชายที่อยู่ในขอบเขตของเสียง ต่างขวัญหนีดีฝ่อด้วยความหวาดกลัว เพราะทุกครั้งลูกระเบิดตกลงในกลางกรุง เสียงกึกก้องของระเบิดเหมือนเสียงมฤตยูที่เอื้อมมาปลิดชีวิตมนุษย์ทุกครั้งไปมากบ้างน้อยบ้าง
ครั้งนั้น เครื่องบินทิ้งระเบิดของข้าศึก ได้บินวนเวียนอยู่เหนือท้องฟ้าระยะสูง เพื่อพ้นระยะปืน ป.ต.อ. เป้าหมายจะทิ้งตรงจุดสถานีรถไฟหัวลำโพง และขบวนรถไฟที่จอดอยู่ในเขตสถานี แต่การทิ้งระเบิดครั้งนั้นพลาดเป้าหมาย ลูกระเบิดตกลงในเขตบริเวณวัดเทพศิรินทราวาส ระเบิดดังกึกก้อง ได้ทำลายกุฏิในบริเวณวัดหลายหลัง เวลานั้นพระสงฆ์สามเณร และอุบาสกอุบาสิกาส่วนมากได้หลบออกจากบริเวณวัดไปก่อนแล้ว บริเวณนั้นไม่มีใคร นอกจากพระภิกษุ “ธมฺวิตกฺโก ภิกฺขุ” พระยานรรัตนราชมานิตท่านอยู่ในเขตบริเวณนั้นองค์เดียวและเข้ากุฏิ มิได้หวาดกลัวมหาภัยจากลูกระเบิด
คุณตริ ฯ ได้บอกว่า วันนั้นเครื่องบินเข้าโจมตีทิ้งระเบิดสถานีหัวลำโพง และทราบว่าทิ้งพลาด ลูกระเบิดตกลงในเขตบริเวณวัดเทพศิรินทราวาส เพราะบินสูง ถ้าบินต่ำก็กลัวปืนต่อสู้อากาศยาน ซึ่งระดมยิงอย่างหนาแน่นจากภาคพื้นดิน เพราะอยู่สูงจึงขาดความแม่นยำ ในเวลานั้น ผมอยู่ที่กระทรวงการคลังในวังหลวง ผมมีความร้อนใจวิตกเป็นห่วงเจ้าคุณพี่มาก จึงรีบวิ่งบ้างเดินบ้างจากวังหลวงมุ่งหน้าจะให้ถึงวัดเทพฯ เร็วที่สุดเพราะใจร้อน แต่ขณะนั้นยังไม่มีสัญญาณปลอดภัยทางอากาศ ยวดยานทุกชนิดต้องหยุดข้างถนนหมดทุกคัน นอกจากรถเจ้าหน้าที่ป้องกันภัยทางอากาศ ผมจึงหาทางเดินลัดตัดตรงเข้าไปถึงทางจะเข้าวัด แต่ผมก็เข้าไปในเขตวัดไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ ทหารคอยกันไม่ยอมให้ผู้คนเข้าไปในบริเวณที่ถูกระเบิด เพราะเกรงกลัวว่ายังมีลูกระเบิดทิ้งลงมายังไม่ทันระเบิดตกค้างอยู่ แต่ผมคุ้นกับทางเข้าในเขตวัดหลายทาง จึงได้พยายามเล็ดลอดเข้าไปทางหลังเมรุ แล้วปีนกำแพงลอดลูกกรงแถวกุฏิท่านพระครูปลัดวรเข้าไปได้ ในวัดเงียบสงัดไม่มีผู้คนในบริเวณนั้น ผมร้อนใจและตกใจวิ่งตรงไปกุฏิเจ้าคุณพี่ เห็นกุฏิอื่น ๒ - ๓ หลังถูกระเบิดก็ใจหาย เวลานั้นเงียบจากเสียงเครื่องบิน แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณปลอดภัย
เมื่อผมไปถึงกุฏิเจ้าคุณพี่ ก็ได้พบเจ้าคุณพี่อยู่ในกุฏิครองจีวรพาดสังฆาฏิเรียบร้อย ท่านนั่งทำสมาธิอยู่ใกล้กำแพง ตรงหน้าต่างมีเศษผงปูนขาวและผงอิฐที่หล่นเกลื่อนจากแรงระเบิดติดตามตัว หน้า แขนของท่านและจีวรเต็มไปหมด ความแรงของระเบิดสั่นสะเทือน ทำให้กุฏิของเจ้าคุณพี่ท่านชำรุด กระเบื้องมุงหลังคารวน บริเวณใกล้โรงเรียนเทพศิรินทร์ตอนหน้าวัด คณะเหนือพังไปหลายหลังด้วยแรงระเบิดและสั่นสะเทือนของระเบิด รวมทั้งกุฏิที่อยู่ของท่านอาจารย์ ภายหลังคุณนายทองพูน ภรรยาหลวงแผ้วพานชน ผู้เลื่อมใสเจ้าคุณพี่ มีจิตศรัทธามาซ่อมหลังคากุฏิของเจ้าคุณพี่ และกุฏิข้างเคียงอีก ๔ หลัง การทิ้งระเบิดครั้งนั้น ทำให้ตึกวิทยาศาสตร์ ตึกแม้นนฤมิตพัง โรงเรียนเทพศิรินทร์และโรงเรียนพระเณร (ตึกนิภานพดล) ก็โดนแรงระเบิดชำรุดเสียหายไม่น้อย เมื่อเงียบเสียงเครื่องบินแล้วเสียงสัญญาณปลอดภัยก็ดังขึ้น ท่านอาจารย์มหาอำพัน บุญ-หลง บอกว่า กลับมาดูกุฏิ เห็นถูกระเบิดพังทลายหมด ต้องไปอาศัยศาลาหน้ากุฏิอยู่ชั่วคราว เย็นวันนั้นท่านพระภิกษุเจ้าคุณนรรัตน ฯ ได้มาชวนท่านอาจารย์ลงโบสถ์ไหว้พระทำวัตรเย็นเพียงสององค์เท่านั้น
การที่พระนครได้ถูกโจมตีด้วยทิ้งระเบิดทางอากาศ เจ้าคุณพี่ ท่านมีจิตมั่น ไม่หวั่นไหวหวาดกลัว มิได้หลบภัยไปไหน อยู่ใกล้เคียงกับที่ระเบิดลง เมื่อเครื่องบินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้าเหนือวัดเหนือสถานีรถไฟ โปรยลูกระเบิดลงมาถูกบริเวณวัดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ท่านบอกว่า ท่านแผ่เมตตาจิต ขอให้มีแต่มิตรไม่มีข้าศึกศัตรู อย่าฆ่ากันเลย ขออย่าให้เป็นเวรกรรมต่อกันและกัน จิตของท่านแน่วแน่มั่นคง ไม่สนใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าร้ายหรือดี เห็นจะเป็นเพราะท่านได้สละสิ้นทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง กิเลส ตัณหา ความโลภ รัก โกรธ เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ บริจาคทรัพย์สมบัติทั้งสิ้น อุทิศหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ตลอดทั้งชีวิตก็อุทิศเพื่อพระศาสนา ปฏิบัติศีลธรรมสม่ำเสมอ มิได้ขาดตกบกพร่อง ตลอดลงโบสถ์ทำวัตรสวดมนต์ก็มิได้ขาดตลอดมา ไม่ว่าบ้านเมืองจะอยู่ในภาวะสงครามหรือเวลาสงบ ท่านก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน จิตใจจึงบริสุทธิ์ใสสะอาดไม่มีราคี
มีหลายท่านทราบว่า ข้าพเจ้าจะเกี่ยวข้องกับการเขียนประวัติของท่าน “ธมฺวิตกฺโก” จึงถามข้าพเจ้าว่า “จริงไหม เขาลือกันว่าท่านบรรลุขั้นพระอรหันต์” ข้าพเจ้าได้ฟังแล้วก็งง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เกินความสามารถความรู้ที่ข้าพเจ้าจะตอบได้ ก็ได้แต่เปรียบให้ท่านฟังว่า ข้าพเจ้ามีความรู้เพียง ก.ข. ถ้าจะให้ตอบความรู้ชั้นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่มีทางจะตอบได้ เรียนไม่ถึง แต่ก็ได้ยินท่านผู้มีความรู้ทางธรรมสูง ท่านพูดเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่กล้าเดาว่าจะผิดหรือถูก
แต่ข้าพเจ้าแน่ใจว่า เมื่อยังมีพระพุทธศาสนา มีพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ตราบใด ตราบนั้นแผ่นดินจะไม่ว่างเว้นพระอรหันต์ แต่เราไม่สามารถจะรู้จะทราบได้ว่า องค์ใดท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วเท่านั้น
ข้าพเจ้ามิได้เขียนในเรื่องเกี่ยวกับอภินิหาร และเรื่องกายทิพย์อย่างที่ข่าวเล่าลือกันมากมาย เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เมื่อท่านได้รับและได้อ่านหนังสือเล่มนี้ คงจะทราบแล้วว่า บัดนี้ สังขารของท่าน พระธมฺวิตกฺโก กำลัง หรือได้แปลงสภาพเป็นเถ้าถ่านอัฐิไปหมดแล้ว โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จทรงพระราชทานเพลิง เป็นอันเสร็จเรียบร้อย เหลือไว้แต่ความดีที่ท่านได้ปฏิบัติเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ให้เราท่านได้ระลึกถึงตลอดไป
ส่วนอัฐิของท่าน พวกเจ้าภาพได้ตกลงกัน จะรวบรวมทั้งหมดบรรจุไว้ในเจดีย์ทองแดงรูปทรงพระปฐมเจดีย์ซึ่งสร้างไว้ที่วัดเทพศิรินทราวาส เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่อนุชนรุ่นหลังต่อไป นับว่าชาติไทยและพวกชาวพุทะทั้งหลายได้สูญเสียพระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและสูงด้วยความกตัญญู ซึ่งพวกเราไม่สามารถจะลืมท่านได้ตลอดกาล
หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชทานเพลิง “ธมฺวิตกฺโก ภิกฺขุ” พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์) ทั้งสองพระองค์ งานได้ผ่านไปแล้วคุณตริ จินตยานนท์ ผู้น้องท่านเจ้าคุณ ฯ ก็ได้พยายามบันทึกนำมาให้ข้าพเจ้าช่วยจัดการต่อเติม เพื่อให้สมบูรณ์ตรงกับความจริงเหตุการณ์ต่อจากฉบับเดิม เพราะประวัติเรื่องของท่านธมฺวิตกฺโก ฉบับที่แจกในวันพระราชทานเพลิงนั้น ตอนท้ายข้าพเจ้าได้เขียนว่า
“ส่วนอัฐิของท่านธมฺวิตกฺโก (ภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต) เจ้าภาพได้ตกลงจะรวบรวมทั้งหมดบรรจุไว้ในเจดีย์ทองแดง รูปทรงพระปฐมเจดีย์ ไว้ที่วัดเทพศิรินทราวาส“ นั้นบัดนี้ข้อความต้องเปลี่ยนแปลงบางตอน เพราะได้รับพระมหากรุณาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงมีพระราชเสาวนีย์โปรดเกล้า ฯ ให้รวบรวมอัฐิและอังคาร เพื่อสร้างอนุสาวรีย์ไว้ที่วัดเทพศิรินทราวาส ข้าพเจ้าทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณ และมานึกดูว่า พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต ท่านสูงด้วยความกตัญญูกตเวทีต่อราชวงศ์จักรี มุ่งหน้าจะปฏิบัติธรรมด้วยศีลบริสุทธิ์สะอาดมิได้เห็นแก่ลาภ ยศ สรรเสริญ ยากที่บุคคลในยุคปัจจุบันนี้จะปฏิบัติได้ ทุกครั้งนึกถึงความกตัญญูแล้ว ข้าพเจ้าก็ต้องนึกถึงท่านเป็นตัวอย่างที่ดี เยี่ยมยอดแก่อนุชนรุ่นหลัง ฉะนั้นความดีที่ท่านได้ปฏิบัติเป็นที่ซาบซึ้งแก่บรรพชิต อุบาสก อุบาสิกา และประชาชนทั่วไป ทั้งชาวต่างประเทศ ตลอดทั้งองค์พระประมุขของชาติก็ทรงยกย่อง ผลแห่งกรรมดีนั้นย่อมเป็นเงาอยู่ตลอดไป นึกถึงครั้งใด ก็เห็นความดีของท่านในทางความรู้สึก ดังข้อความต่อไปนี้เป็นบันทึกของคุณตริ จินตยานนท์
บ่ายวันจันทร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๕ ก่อนวันจะพระราชทานเพลิง สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานในพระราชพิธี มีสวดมนต์และเทศน์ ผมสังเกตดูตลอดเวลา รู้สึกทอดพระเนตรที่โกศและรูป แสดงพระอิริยาบถทรงเป็นห่วง
รุ่งเช้าวันที่ ๒๒ มีการเลี้ยงพระที่สวดมนต์วันก่อน เช้าวันนั้น สมเด็จ ฯ มิได้เสด็จพระราชดำเนินมาเจ้าหน้าที่พระราชวังจึงให้ผมประเคนอาหาร และเครื่องไทยธรรมของหลวง แล้วกรวดน้ำ เสร็จพิธีตอนเช้า
หลังจากเสร็จพิธี คุณพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ ได้เรียกผมไปพบบอกว่า “สมเด็จ ฯ มีพระราชเสาวนีย์ ให้มานมัสการ ท่านเจ้าอาวาสและบอกญาติ ๆ ท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ด้วยว่า อัฐิของท่านเจ้าคุณ ฯ นั้น ให้เก็บรวบรวมไว้ในที่เดียวกัน ห้ามแบ่งแยกออกไปเป็นอันขาด ภายหลังจะโปรดเกล้า ฯ จัดสร้างอนุสาวรีย์พระราชทาน ส่วนอังคารนั้นสุดแต่ญาติจะจัดการตามแต่จะเห็นควร”
ผมจึงเบาใจ หายหนักอกที่ไม่ต้องรับผิดชอบในเรื่องอัฐิ เพราะข่าวมีผู้คอยจ้องต้องการกันมากราย เมื่อมีพระราชเสาวนีย์ก็หายห่วงในเรื่องอัฐิ คงเหลือแต่เรื่องอังคาร ความหนักใจก็เบาบางลงบ้าง ก็ตั้งใจคิดว่าจะแบ่งปันกันในหมู่ญาติ และท่านที่เคารพนับถือคนละเล็กละน้อย แต่ก็อดนึกวิตกกลัวจะไม่ทั่วถึง แล้วจะเกิดร้อนใจที่ไม่เพียงพอ เพราะมีผู้ต้องการกันมากมาย
ตอนบ่ายวันนั้น เมื่อถึงกำหนดได้เวลา ๑๔.๐๐ น. ก็เคลื่อนโกศเฉพาะลองในขึ้นประดิษฐานบนเลี่ยง ทางการมอบให้ผมเชิญเครื่องทองน้อยเดินตามโกศ ริ้วขบวนมีราชวัตรฉัตรธง ปี่กลองชนะ เวียนรอบเมรุ ๓ รอบ แล้วเชิญโกศขึ้นสู่เมรุ ตั้งบนจิตกาธาน เพื่อรอเวลา ๑๗.๐๐ น. ตามกำหนดหมาย คุณลออ วาสภูติ ก็ได้พาพี่เลื่อนและผมขึ้นบนพลับพลา แนะนำซักซ้อมการเข้าเฝ้าล้นเกล้า ฯ ทั้งสองพระองค์ สอนกิริยาท่าทางเพื่อเข้าทูลเกล้า ฯ ถวายหนังสือ นอกจากหนังสือแล้ว ยังมีพระเครื่องชุดไตรภาคีของยุวพุทธิกสมาคมชลบุรี ๒ ชุด (๔ องค์) ใส่ถุงขอให้ร่วมนำขึ้นทูนเกล้า ฯ ถวายด้วย เมื่อซักซ้อมกิริยาท่าทาง เมื่อเวลาเข้าเฝ้าเป็นที่เข้าใจดีแล้ว ก็กลับลงมาคอยรอรับเสด็จพระราชดำเนินอยู่ ณ ที่จอดรถพระที่นั่ง
พอได้เวลา รถพระที่นั่งซึ่งมีตำรวจนำ ก็มาจอดตรงอัฒจันทร์ขึ้นพลับพลา ล้นเกล้า ฯ ทั้งสองพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับบนพลับพลา แล้วพระราชทานผ้าไตรทอดบังสุกุล
พอได้เวลากำหนดหมาย ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่เมรุ พระราชทานเพลิง เสร็จแล้วเสด็จกลับขึ้นประทับบนพลับพลา
เมื่อได้โอกาส พี่เลื่อนกับผมก็เข้าเฝ้าตามที่ซักซ้อมกันไว้ก่อนแล้ว เพื่อทูนเกล้าถวายหนังสือและพระ พี่เลื่อนเข้าเฝ้าสมเด็จ ฯ ส่วนผมเข้าเฝ้าในหลวง หมอบอยู่เฉพาะพระพักตร์ ในหลวงรับสั่งถามถึงของในถุงที่ทูนเกล้าถวาย ผมก็กราบบังคมทูลว่า “พระเครื่อง” จากนั้นก็รับสั่งว่า “ศพเจ้าคุณนั้น มีผู้ให้ความเห็นสองอย่าง คืออย่างหนึ่งให้เก็บไว้ อีกอย่างหนึ่งก็คือเผา แต่ฉันเห็นว่า การเก็บไว้นั้นมีทั้งผลดีและผลเสีย” ผมก็กราบบังคมทูลว่า “ถ้าเก็บไว้โดยมากก็เพื่อหาผลประโยชน์” ในหลวงรับสั่งว่า “ผู้ที่ไม่หาประโยชน์ก็มี หวังจะเก็บไว้บูชากราบไหว้จริง ๆ แต่ก็มีทั้งผลดีและไม่ดี ส่วนการเผานั้นมีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษ เราเก็บอัฐิรวมไว้แห่งเดียวกันเหมือนเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่”
ผมนึกได้ว่า คุณพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ บอกกับผมไว้เมื่อตอนเช้า ผมจึงกราบบังคมทูลว่า “อังคารนั้น……” พอเอ่ยปากกราบบังคมทูลคำแรกยังไม่ทันจบประโยค ก็ทรงรับสั่งทันทีว่า “อังคารก็เก็บรวมไว้ด้วยกับอัฐิ ไม่แบ่งแยก เก็บรวมไว้ให้ผู้เคารพนับถือกราบไหว้ การแบ่งแยกส่วนหนึ่งส่วนใดออกไปนั้น ผู้นำไปเก็บไว้บางราย ก็ทำให้เกิดบาป ไม่เป็นกุศล สู้เก็บรวบรวมไว้แห่งเดียว และสร้างอนุสาวรีย์ไว้เคารพกราบไหว้ไม่ได้”
เมื่อทรงรับสั่งเช่นนั้น ผมก็หมดห่วง หายวิตกในเรื่องอัฐิและอังคาร เพราะล้นเกล้า ฯ ทั้งสองพระองค์ทรงคุ้มครองทั้งสิ้น มิฉะนั้นผมก็คงยุ่งยากใจ แก้ปัญหาของผู้ที่อยากได้ทั้งหลายที่มุ่งหมายไว้แต่เริ่มต้น บัดนี้ก็เป็นอันสิ้นสุดลง
ต่อจากนั้น พี่เลื่อนและผมก็หมอบเฝ้าอยู่ครู่ใหญ่ ก็ถวายบังคมและถอยออกมา สักครู่ใหญ่ ทั้งสองพระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินกลับ
หลังจากข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย พ่อค้าประชาชนขึ้นเมรุทำการเคารพบูชา วางดอกไม้ธูปเทียน ทำพิธีเผาตามประเพณีนิยมแล้ว แขกผู้ใหญ่ก็กลับกัน ส่วนมากที่รอคอยเผาจริงก็มีไม่น้อย เมื่อเห็นเวลาสมควร เจ้าหน้าที่เคลื่อนศพกำลังจะเข้าสู่เตาเผาจริง พนักงานได้รับพระราชเสาวนีย์ว่า สมเด็จจะเสด็จมาพระราชทานเพลิงเผาจริงด้วยพระองค์เอง (นอกหมายกำหนดการ) ขอให้รอไว้ก่อนอย่าเพิ่งลงมือเผาจริง ประชาชนและญาติ ๆ จำนวนมากต่างก็คอยรอรับเสด็จ ครู่หนึ่ง เสียงสัญญาณตำรวจจราจร และรถตำรวจ นำรถพระที่นั่งของสมเด็จ ฯ ก็เข้ามาเทียบหน้าเมรุ ปรากฏว่า สมเด็จ ฯ ได้เสด็จลงจากรถพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่เมรุพระราชทานเพลิงเผาจริงอีกครั้งหนึ่ง ต่อจากนั้น ประชาชนและศิษยานุศิษย์และญาติ ๆ จำนวนมาก ก็ทยอยกันขึ้นเผาจริง ส่วนสมเด็จ ฯ เสด็จประทับอยู่หน้าพลับพลาข้างล่าง ทอดพระเนตรจนไฟมอดลงแล้วจึงมีรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ทำพิธีบัวสุกุลบนจิตกาธาน (ตามธรรมดาสามัญเรียกว่าบังสุกุลกองฟอน) ซึ่งตามหมายกำหนดการไม่มี เห็นจะเป็นด้วยสมเด็จ ฯ ทรงเป็นห่วงกลัวอัฐิของท่านเจ้าคุณพี่จะกระจัดกระจาย จึงรีบเสด็จมาทรงควบคุมอย่างใกล้ชิด การเสด็จครั้งนี้เป็นการส่วนพระองค์ นอกหมายกำหนดการ เจ้าหน้าที่ต้องรีบโทรศัพท์ไปให้ร้านที่รู้จักคุ้นเคย รีบนำผ้าไตรมาด่วน ๓ ไตร เพื่อทรงทอดผ้าบังสุกุล เมื่อได้ผ้าไตรแล้ว ก็เสด็จขึ้นเมรุ ทรงทอดไตรบังสุกุล เสร็จแล้วเสด็จพระราชดำเนินลงทางบันไดหลัง เพื่อประทับรถพระที่นั่งซึ่งมาจอดคอยอยู่ เมื่อเสด็จจวนถึงรถ ฯ เจ้าหน้าที่ก็เปิดประตู แต่ไม่เสด็จขึ้นประทับ เสด็จพระราชดำเนินกลับไปทางเก่า และทรงปรารภกับพี่เลื่อนว่า ได้กลิ่นหอมเหมือนกลิ่นร่ำอยู่ตลอดเวลา ใครได้กลิ่นบ้างไหม พี่เลื่อนก็กราบบังคมทูลตามความรู้สึก ทรงรับสั่งอยู่นานจึงเสด็จขึ้นประทับรถพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ
จกนั้นเจ้าหน้าที่จัดการเรื่องอัฐิและอังคาร เตรียมพร้อมไว้เพื่อรุ่งขึ้นตอนเช้าจะได้ทำพิธีสามหาบ ในคืนนั้น ทางการได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจมาให้ความอารักขาอัฐิและอังคาร ผลัดเปลี่ยนกันตระเวนทั้งรอบนอกและรอบใน มีตำรวจถึง ๔ หน่วย มีโรงพักพลับพลาไชย และพระราชวัง กองปราบ และสอบสวน โดยมีหน่วยบัญชาการอยู่ในบริเวณสุสาน มีข่าวจากนายตำรวจว่า เกรงจะมีผู้คอยแย่งอัฐิ เพราะมีคนให้ราคาแต่ละชิ้นสูงมาก จึงต้องระวังอย่างกวดขัน ควบคุมกันเป็นการใหญ่ ก่อนหน้านี้ผมไม่นึกว่าทางการจะจัดการเข้มแข็งถึงเพียงนี้ จึงได้ขอร้องคุณครูชุบบอกพ่อประทีปน้องชายคุณครู ขอแรงเพื่อน ๆ มาคอยเฝ้าระวังสัก ๗ – ๘ คน พอประมาณก่อนเวลา ๔ ทุ่ม พวกเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังซึ่งมีหน้าที่แปรรูปอัฐิให้เรียบร้อย เช้าจะได้ไม่ขลุกขลักตามที่เคยทำมาก่อน ยังไม่ทันจะจัดการอย่างใดลงไป ก็พอดีมีโทรศัพท์มาจากในวังว่า สมเด็จ ฯ มีพระราชเสาวนีย์ไม่ให้แตะต้องอัฐิ ให้ทุกคนออกจากห้องเตาเผา แล้วใส่กุญแจให้เรียบร้อย ให้เฝ้าอยู่แต่ภายนอก ย่ำรุ่งจะให้คุณพูนเพิ่มมาควบคุมการแปรรูป กลางคืนไม่ต้องทำอะไรทั้งหมด คืนนั้นผมได้สั่งอาหารและเครื่องดื่มน้ำอัดลมมาเลี้ยงตำรวจและเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ผมได้ถามพนักงานพระราชวังผู้จะทำการแปรรูปผู้นั้น ก็ได้ความว่า ไม่มีหน้าที่โดยตรง มีหน้าที่กั้นพระกลด สมเด็จ ฯ มีพระราชเสาวนีย์ให้มาทำงานนี้เป็นพิเศษโดยเฉพาะ ฐานเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย แต่ก็ไม่ต้องทำ เพราะทรงห้ามไว้แล้ว สมเด็จ ฯ ไม่เคยทรงเป็นห่วงและใส่พระราชหฤทัยเหมือนครั้งนี้
หลังอาหารแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้นั้นยังลงมานั่งคุยอีก ๒ -๓ ชั่วโมง จึงกลับขึ้นไปพักผ่อน ปล่อยหน้าที่เฝ้าให้เป็นของตำรวจ
การกำหนดพิธีสามหาบในตอนเช้านั้น หมายกำหนดการเดิม พระองค์เจ้าภานุพันธุ์ยุคล เสด็จแทนพระองค์ แต่ตอนดึกโทรศัพท์มาว่า สมเด็จ ฯ เสด็จมาด้วยพระองค์เอง ตอนเช้าเวลา ๗.๐๐ น.
เช้ามืด คุณพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ และพนักงานเจ้าหน้าที่แผนกต่าง ๆ มาเตรียมงาน คุณพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ก็ได้มาจัดการควบคุมการแปรรูปอย่างใกล้ชิด เก็บอัฐิและอังคารไม่ยอมให้หลงเหลือไปในที่ใด ผมได้เข้าไปสังเกตอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ในการทำพิธี คุณพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ ทำอย่างละเอียดถี่ถ้วน เรียบร้อย แม้ผ้าขาวคลุมกองอัฐิและอังคารก็มิให้เอาไปที่อื่นพ้นสายตา เกรงว่าผงละอองของอังคารและอัฐิจะติดไปด้วย กองอัฐิและอังคารกองอยู่บนผืนผ้าขาวปูอยู่บนจิตกาธานคลุมด้วยผ้าขาวอีกผืนหนึ่ง แล้วเอาผ้าเยียรบับสีเงินคลุมไว้บนผ้าขาวอีกชั้นหนึ่ง เพื่อความเรียบร้อยและสวยงาม
เมื่อถึงเวลาห้าโมงเช้า สมเด็จ ฯ พระบรมราชินีนาถก็เสด็จมาถึง เสด็จลงจากรถพระที่นั่ง แล้วเสด็จขึ้นเมรุ ทรงพิจารณาดูความเรียบร้อยแล้วก็ทรงจัดพิธี ทรงโปรยดอกพิกุลเงินพิกุลทองบนกองอัฐิและอังคาร (การโปรยดอกพิกุลเงินพิกุลทองได้ทราบว่าปกติใช้กับเจ้านายชั้นสูง) นับว่าเจ้าคุณพี่ได้รับพระมหากรุณาพระราชทานเกียรติอันสูงยิ่ง เวลานั้นผมรู้สึกตื่นเต้น ตื้นตันใจที่สุดในชีวิต เมื่อเห็นองค์สมเด็จ ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเก็บอัฐิด้วยพระหัตถ์จุ่มลงสรงในขันน้ำอบ แล้วทรงหย่อนลงในโกศรูปเจดีย์สำหรับใส่อัฐิ เมื่อทรงสรงน้ำอัฐิส่วนต่าง ๆ ทุกชิ้นแล้ว หากมีผงอัฐิและอังคารนอนก้นอยู่ในขัน ก็ทรงใช้นิ้วพระหัตถ์เขี่ยผงป่น ๆ ปาดลงในโกศรูปเจดีย์ จนแน่พระทัยว่าสะอาดแล้ว แสดงว่ามิได้ทรงรังเกียจ แม้แต่หลังจากนั้นก็มิได้ทรงล้างพระหัตถ์แต่อย่างใด เพียงแต่เอาพระหัตถ์ซ้ายขวาทรงถูกันแล้วเช็ดพระหัตถ์เท่านั้น
ตอนเปิดผ้าขาวคลุมอัฐิ พนักงานผู้หนึ่งได้นำผ้าขาวไปทางเตาเผา คุณพูนเพิ่มต้องวิ่งไปนำเอากลับมา และดุว่าบอกแล้วไม่ให้เอาออกไปจากที่นี่ ให้รวมกันใส่ไว้ในเจดีย์ เมื่อเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ห่ออัฐิและอังคาร รวมทั้งผ้าขาวที่รองและผ้าคลุมใส่ลงในโกศรูปเจดีย์ทั้งหมด
สมเด็จ ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จประทับทอดพระเนตร จนเจ้าพนักงานจัดการเรียบร้อยแล้ว ทรงโปรดให้ผนึกด้วยครั่งตามรอยฝาครอบใต้เจดีย์โดยรอบ แล้วได้ทรงมีพระราชเสาวนีย์ ให้ผู้เชิญเจดีย์โลหะบรรจุอัฐิเดินบนลาดพระบาท และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ใช้กลดกั้นเจดีย์โลหะบรรจุอัฐิ โดยใช้กลดสำหรับกั้นพระองค์ นำเสด็จพระราชดำเนินเชิญไปตั้งบนพลับพลา มีรับสั่งให้ข้าราชบริพารฝ่ายในและญาติเข้าไปคารวะ เริ่มพิธีเลี้ยงพระสามหาบ เสร็จแล้วทรงโปรดให้เจ้าหน้าที่ไปนิมนต์ท่านเจ้าคุณอุดม ฯ ขึ้นไปเฝ้าบนพลับพลา รับสั่งกับเจ้าคุณอุดม ฯ นานพอควร แล้วเจ้าคุณอุดม ฯ ก็ถวายพระพรลาออกจากพลับพรากลับลงมา
สมเด็จ ฯ เสด็จพระราชดำเนินออกมาที่เฉลียงหน้าพลับพลา ทรงชะโงกพระพักตร์รับสั่งกับผู้อยู่ข้างล่างว่า “ใครได้กลิ่นหอมเหมือนแป้งร่ำบ้าง” พระองค์ทรงรับสั่งว่า ได้กลิ่นแต่วานนี้ตลอดมา เมื่อประทับอยู่ในวังก็ยังได้กลิ่น บัดนี้ก็ยังได้กลิ่น ยังหอมตลอดเวลา
แล้วทรงโปรดให้เชิญเจดีย์โลหะบรรจุอัฐิ และอังคารเดินขึ้นบนลาดพระบาท ไปขึ้นรถยนต์ นำไปเก็บฝากไว้ที่กุฏิท่านเจ้าอาวาส โดยอ้อมไปขึ้นทางหลังวัด โปรดเกล้า ฯ ให้ใช้กลดกั้นเจดีย์บรรจุอัฐิ โดยใช้กลดติดสำหรับกั้นพระองค์เช่นเดียวกับเมื่อเชิญเจดีย์จากเมรุมาบนพลับพลา
โปรดเกล้าให้คุณพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ เป็นผู้นำไปนมัสการและมอบกับท่านเจ้าอาวาสรักษาไว้ โดยจะจัดตู้มาใส่เจดีย์โลหะอีกชั้นหนึ่ง และได้จัดตำรวจมาเฝ้ากลางวันหนึ่งนายและกลางคืนสองนาย เพื่อรอเวลาจะสร้างอนุสาวรีย์ต่อไป เมื่อรับสั่งแล้วสมเด็จ ฯ ก็เสด็จกลับ ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อยตามรับสั่ง
รุ่งขึ้นจากวันนั้น ผมได้ไปนมัสการเรียนถามท่านเจ้าคุณอุดม ฯ ว่า สมเด็จ ฯ ทรงรับสั่งอะไรบ้าง
เจ้าคุณอุดม ฯ ก็บอกว่า สมเด็จ ฯ รับสั่งว่า ทรงเสียดายภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต เพราะทรงมีพระคุณต่อพระองค์ท่านและเจ้าฟ้าชายมาก ได้สอนให้เจ้าฟ้าชายได้รับประโยชน์ทางธรรมมากมายหลายอย่าง ส่วนสมเด็จ ฯ พระองค์ท่านก็ได้อาศัยหลักธรรมะปฏิบัติ ทำให้จิตใจสงบ บัดนี้สิ้นท่านไปแล้วก็คงเหลือพอที่จะพึ่งหลักธรรมะทางใจได้ ก็คือเจ้าคุณศาสนโสภณอีกองค์หนึ่ง
การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อเจ้าคุณพี่อย่างเหลือล้น ทำให้ผมมีความรู้สึกตื้นตันใจนึกถึงครั้งใด เกิดปีติน้ำตาแทบไหล นับว่าเป็นศิริมงคลอันสูงยิ่งแก่ตระกูล “จินตยานนท์” ตลอดชั่วลูกหลานสืบไป ไม่ลืมพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ขอจารึกไว้เป็นประวัติอนุสรณ์ของตระกูล “จินตยานนท์” ต่อไปภายหน้า สำหรับญาติพี่น้องของผมทุกคนก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ต่างก็รู้สึกตื้นตันใจที่ไม่สามารถจะบรรยายออกมาเท่าความรู้สึกภายในจิตใจในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้า ฯ ทั้งสองพระองค์ในครั้งนี้ตลอดไปอย่างไม่มีวันลืม
ตริ จินตยานนท์
๒๔ มีนาคม ๒๕๑๕
เมื่อจบตอนบันทึกของคุณตริ จินตยานนท์ เพียงเท่าที่บันทึกแล้ว ข้าพเจ้ามาคิดดูก็อยากทราบว่า มีผู้ใดที่ได้ไปรู้เห็นเวลาที่ท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ มรณภาพ อยากจะได้ความรู้เพิ่มเติมลงในบั่นปลายของเรื่องให้สมบูรณ์เรียบร้อย
ข้าพเจ้าจึงได้ไปนมัสการเรียนถามท่านอาจารย์พระครูปัญญาภรณ์โศภณ ที่วัดเทพศิรินทราวาส ก็ได้ทราบว่า นายแพทย์ไพบูลย์ บุษปธำรง เป็นนายแพทย์ผู้เดียวที่ท่านยอมให้ทำแผล ได้เข้าไปในกุฏิท่านพระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิตกับพระมาหาเพิ่ม และคุณโกศล ปัทมสุนทรในวันที่ท่านมรณภาพ
เมื่อทราบเช่นนั้น ข้าพเจ้าอยากทราบจากปากของนายแพทย์ไพบูลย์ และได้ไปที่สำนักแพทย์ไพบูลย์คลินิก ซึ่งอยู่ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ครั้งแรกข้าพเจ้าไปแต่ไม่พบหมอและไม่ทราบว่าเมื่อไหร่หมอจะกลับมา ครั้นจะรอก็ไม่มีเวลา ทั้งไม่แน่ใจว่าจะได้พบหรือไม่
ต่อมาข้าพเจ้าก็ได้ไปที่สำนักงานแพทย์ไพบูลย์คลินิกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๔ เวลา ๑๖.๐๐ น. ก็ได้ทราบว่าหมอจะมาประมาณ ๑๗.๐๐ น. หรืออาจช้าไปบ้าง ข้าพเจ้าจึงตกลงใจ ต้องรอเวลาพบหมอให้ได้ แม้จะต้องคอยนาน
ในที่สุดเย็นวันนั้น ข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสได้พบ พ.ต. นายแพทย์ไพบูลย์ บุษปธำรง ตามที่ได้ตั้งใจไว้ เมื่อหมอทราบความตั้งใจที่ข้าพเจ้าขอทราบเรื่องในการมรณภาพของท่านพระภิกษุพระยานรรัตน ฯ แล้ว หมอก็มีความยินดีและกรุณาเล่าแต่เริ่มต้นครั้งแรกว่า
เวลานั้นเป็นหมอประจำอยู่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ฯ และคิดอยากบวช จึงได้ถามท่านผู้รู้ดีในการบวชเรียนว่าจะบวชวัดไหน เพื่อเล่าเรียนศึกษาหาความรู้ทางธรรม ฉะนั้นจึงอยากหาอาจารย์ผู้ฝึกสอน ให้ความรู้ ชี้ทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เพราะการบวชเรียนเพียงระยะสั้น แต่ต้องการศึกษาธรรมให้มาก ให้รู้เท่าที่สามารถจะเรียนได้ ตามปกติส่วนมากผู้บวชมักจะนิยมวัดที่รู้จักกับพระดี หรือผู้ใหญ่ที่คุ้นเคยนับถือกับท่านสมภารเจ้าอาวาสวัดนั้น หมอเล่าต่อไปว่า แต่ผมอยากศึกษาเล่าเรียนหลักสัจธรรม จึงอยากหาวัดที่ดี อาจารย์ดี สอนดี เข้าใจดี เมื่อมีผู้ชี้แนะว่า ควรบวชวัดโน้นวัดนี้เพื่อศึกษาธรรมที่มีชื่อหลายวัด แต่ผมก็ไม่รู้จักพระตามวัดที่มีผู้แนะนำสักวัดเดียว
ต่อมาพลโท สมุท ชาตินันท์ อดีตเจ้ากรมแพทย์ทหารบกได้กรุณาพาผมมาฝากท่านพระครูปัญญาภรณ์โศภน และผมได้บวชอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาสมเอ พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นพระนวกะภิกษุ และผมเคารพท่ารพระภิกษุพระยานรรัตน ฯ เมื่อทราบถึงประวัติการปฏิบัติธรรมของท่าน มีความสะอาดบริสุทธิ์ มีพลังจิตเข้มแข็ง เช้าเย็นลงโบสถ์ไม่เคยขาด ผมก็เข้าไปกราบท่าน ก็ได้รับศีลรับพรจากท่านทุกครั้ง และผมก็เคารพบูชาท่านด้วยจิตใจเลื่อมใส ผมสังเกตว่าท่านเป็นเม็ดริมคอข้างซ้าย จึงคิดสงสัยว่าเป็นเนื้อร้าย แต่ท่านไม่ยอมให้แตะต้อง ไม่ยอมให้รักษา ท่านพูดว่าเมื่อเป็นเองก็หายเอง เม็ดนั้นก็ค่อยโตใหญ่ขึ้น พอกลางปี ๒๕๑๓ ฝีก็แตก ผมรู้ว่าท่านไม่ยอมให้รักษาและให้ทำแผล ท่านกลัวว่าจะไปทำลายเชื้อบัคเตรีก็จะเป็นบาป ผมจึงถวายยาเหลืองให้ท่านแต่ท่านไม่ยอมรับ ผมต้องอธิบายเรียนให้ทราบว่า ยานี้ไม่ได้ฆ่าเชื้อไม่ได้รักษาให้หาย เพียงแต่ทำให้ทุเลาความเวทนาเท่านั้น ผมได้พยายามอธิบายให้ท่านทราบถึง ๓ ครั้ง ท่านจึงรับยาเหลืองไว้ สังเกตดูว่า หากเราพยายามขอร้องท่าน จะขอทำแผลให้ท่าน และได้อ้อนวอนท่านครั้งที่ ๓ โดยเรียนให้ท่านทราบว่า การทำแผลก็ไม่ได้ทำให้หาย เพียงแต่บรรเทาความเวทนา และความสังเวชลงเท่านั้น ท่านก็ยอม ผมได้พบก้อนเนื้อเท่าปลายหัวไม้ขีด หลุดออกมาตามขอบริม ๆ ในระหว่างที่ถวายการทำแผลให้ท่าน ผมได้นำมาให้นายแพทย์ภิญโญ สิริยพันธ์ ที่สถาบันพยาธิทหารบก ปรากกว่าเป็นเนื้อร้าย SQUAMOUS CELL CARCINOMA ก่อนที่จะทำแผล ผมได้พบกับคุณจำเนียร ปัทมสุนทร หลานสะใภ้ท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ผมบอกว่า เวลานี้แผลที่คอพระภิกษุพระยานรรัตน ฯ ใหญ่ขึ้น เย็นวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๓ ผมรีบไปคอยท่านที่จะลงโบสถ์สวดมนต์เสร็จแล้ว ผมจึงได้ขอทำแผล เพราะรุ้สึกจะเป็นเนื้อร้าย ครั้นจะบอกตรง ๆ ว่าเป็นมะเร็งก็กลัวพระเณร อุบาสก อุบาสิกา และท่านทีเคารพจะพากันตื่นตกใจ
ท่านได้พูดกับผมว่า อาตมาให้หมอทำเป็นขวัญมือ เป็นคนแรก และให้ทำเป็นคนสุดท้าย จะไม่ให้ใครทำอีก พูดเสร็จท่านก็เอนกายลงกับอาสนสงฆ์ วันนั้นผมได้เห็นแผลที่คอท่านนั้น หากเป็นบุคคลธรรมดาสามัญแล้ว จะเจ็บปวดสาหัส ไม่สามารถจะทนได้ ที่จะไม่ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนทารุน และต้องล้มหมอนนอนเสื่อ สังขารไม่สามารถจะทนเดินไปไหนได้ แต่ท่านก็ยังมีอาการปกติ เหมือนเป็นธรรมดา คล้ายว่า ไม่มีความรู้สึกทรมานในการเจ็บปวดครั้งนี้ เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ที่ผมได้เห็นได้พบมา เมื่อผมถาม ท่านก็บอกว่า ไม่รู้สึกเจ็บปวด เฉย ๆ เพียงรู้ว่า เป็นเหมือนมีก้อนอะไรมาติดอยู่
เมื่อทำแผลให้ท่านเสร็จเรียบร้อย ท่านก็สวดมนต์อุทิศแผ่ส่วนกุศลถวายแก่พระมหากษัตริย์ในวงศ์จักรีทุกพระองค์ เสร็จแล้วท่านยังนั่งพูดกับผู้ที่ยังไม่กลับ มีทั้งพระและฆราวาสยังอยู่ในโบสถ์ ท่านยังพูดกับผมว่า “หมอ อันความตายและความพลัดพรากจากกันนั้นเป็นธรรมดา และเป็นไปตามธรรมชาติเขาตายกัน นับแต่ครั้งปู่ย่าตายาย แต่โบราณกาลตลอดมา ถ้าเราพิจารณาให้ดีก็จะรู้ว่า การตายไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าสยดสยองอย่างคนส่วนมากคิด คนเราเกิดมาก็ต้องมีสังขารเป็นที่อาศัย สังขารก็มีเวลาอยุ่อย่างจำกัด ย่อมจะมีเสื่อมมีทรุดโทรมเป็นไปตามกาลเวลา ความตายไม่ได้เป็นสิ่งที่หายไปไหน หากเป็นเพียงเปลี่ยนจากภพหนึ่งไปเกิดอีกภพหนึ่ง อุปมาเหมือนหมอกับอาตมาซึ่งอยู่ในเวลาปัจจุบันเดี๋ยวนี้กำลังสนทนา เวลาดับผ่านไปทุกวินาที ทุกชั่วโมง และหมอได้ทำแผลให้อาตมา ประเดี๋ยวหมอก็จะต้องกลับไปบ้าน และอาตมาก็กลับไปกุฏิ และทุกคนก็พากันกลับไปที่อยู่ของตน
นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราต้องจากกัน เราได้พลัดพรากกัน แต่เรายังมีชีวิต มีสังขารร่างกาย เมื่อเราไปแล้ว แต่ที่นี่ ที่เราได้มาร่วมสนทนา ก็จะว่างเปล่า ไม่มีหมอ ไม่มีอาตมา และไม่มีใคร เพราะต่างแยกกันไป รุ้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่ทุกคน อาตมาก็อยู่กุฏิหลังจากที่ได้นั่งสนทนากัน แต่เวลานั้นก็ได้ผ่านดับไป ตามโมงยาม เวลาไม่กลับมาอีก เป็นอดีต หมอก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องนึกว่าวันนี้ ได้ไปทำแผลให้อาตมา และได้สนทนากันในโบสถ์ทีวัดเทพศิรินทราวาส แต่เวลานั้นได้ผ่านไปเป็นอดีต ไม่กลับมาใหม่ เราก็มีแต่ความทรงจำเหลือไว้เท่านั้น แต่เราก็คิดถึงกันได้ทางใจ การตายก็เหมือนกัน เป็นการจากไป ไม่ได้สูญไปไหน ยังคงอยู่ หากแต่เปลี่ยนสภาวะปัจจุบันนี้ ไปอยู่อีกสภาวะหนึ่ง ซึ่งยากที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย ๆ และเราก็ยังสามารถระลึกถึงกันได้ อย่าเข้าใจว่าสูญสิ้นไป ความตายความเกิดนั้น มีอยู่ตลอดเวลา”
ผมได้พิจารณาดูแล้ว คำพูดของท่านนั้น รู้สึกว่าท่านกำลังจะเบื่อสังขารที่จะอยู่ต่อไป
ต่อมาได้ทราบตอนเช้าวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๔ หลานของท่านอาจารย์ได้นำอาหารมาส่งเวลา ๘.๐๐ น. ได้เห็นท่านยืนอยู่บนกุฏิตรงหน้าต่างและโบกมือแล้วท่านสั่งว่า ให้เอาอาหารนั้นให้เอากลับไปเถิด วันนี้ท่านไม่ฉันอาหาร และสั่งให้ช่วยบอกพระที่อยู่ใกล้กุฏิของท่านว่า วันนี้ท่านจะไม่ลงโบสถ์ การไม่ลงโบสถ์ของท่านนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้พระเณรและประชาชนที่เลื่อมใสเคารพนับถือบูชาท่านด้วยจิตศรัทธาพากันวิตกไม่สบายใจ
และเมื่อตอนเย็นท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ท่านก็ยังไม่ลงโบสถ์ พระเณรและประชาชนต่างก็เป็นทุกข์ เพราะท่านเคยบอกว่า ถ้าท่านขาดทำวัตรเมื่อใด ก็หมายถึงอาตมาสิ้นลมเมื่อนั้น ฉะนั้น เย็นวันศุกร์ที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ก็มีผู้วิตกเป็นห่วงท่านมาก เวลานั้นมีผมที่ไปเยี่ยมท่านอยู่ด้วยและเป็นหมอคนเดียวที่ท่านเคยกล่าวย้ำถึง ๓ ครั้งว่า หมอคนเดียวที่จะทำแผลให้อาตมเป็นคนแรกและเป็นคนสุดท้าย ยังดังก้องอยู่ในหูไม่รู้ลืม ทำให้ผมรู้สึกวิตก ยิ่งเป็นโรคเนื้อร้าย หรือมะเร็งแล้วก็ไม่มีเว้นว่าตนดีคนชั่ว ฉะนั้นผมกับคุณโกศล ปัทมะสุนทร หลานชายท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ และพระมหาเสริม ซึ่งพระมหาเสริม ท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ สั่งให้เข้ากุฏิได้ถ้ามีอะไรผิดปกติ สำหรับผมในฐานะเป็นหมอ เคยทำแผลให้ท่าน ส่วนพระเณรและอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายก็ยังอออยู่หน้ากุฏิ คอยฟังข่าวอาการของท่านด้วยความเป็นห่วงและร้อนใจ เพราะท่านห้ามผู้อื่นเข้าทุกคน ก็เคารพคำสั่งของท่านไม่ละเมิด
พระมหาเสริมเมื่อเข้าไปแล้ว ในกุฏิของท่านไม่มีไฟใช้นอกจากจุดเทียนส่อง ท่านมหาเสริม ต้องใช้ไฟฉายส่องทาง ท่านมหาก็เปิดมุ้งของท่านเข้าไปดู นึกว่าท่านคงหลับ ก็เห็นท่านจำวัดในท่าปกติหงายมือคงจะพนมอยู่เหนืออกก่อนหมดลม เมื่อพิจารณา มหาเสริมสะดุ้งตกใจ เวลาผ่านไปสักครู่ท่านก็ตั้งสติได้ มาตามให้ผมเข้าไปในกุฏิเป็นคนที่ ๒ ติดตามด้วยคุณโกศล เมื่อผมได้เข้าไปตรวจดู ก็รู้ว่าท่านสิ้นลมไปนานแล้ว เพราะมือที่พนมอยู่ ตกห่างจากตัวแต่ก็ยังมีท่าพนมมือ เราต่างก็หันมามองดูตากันว่าเราจะทำอย่างไรดี แล้วตกลงกันว่า เราจะต้องปิดเป็นความลับไว้ก่อนอย่าเพิ่งเปิดเผยให้ผู้อื่นทราบ เรารู้กันแต่เพียง ๓ คน และควรปิดคุณจำเนียรไม่ให้รู้เรื่องนี้ เพราะผู้หญิงหากรู้เรื่องอย่างนี้แล้ว คงเสียอกเสียใจปิดความลับไม่อยู่ เรื่องก็จะแตก ความตั้งใจที่จะปอดเป็นความลับก็จะเสียหมด การที่เราตกลงใจปิดเป็นความลับก่อนเหตุผลก็คือ ในวันรุ่งขึ้นที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๔ พวกสานุศิษย์ของท่านพระครูอุดมคุณาทร มีมุทิตาจิตจัดงานฉลองแสดงความยินดีที่ท่านอาจารย์พระครูอุดมคุณาทร ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระอุดมสารโสภณ ฉะนั้นหากท่านเจ้าคุณอุดมสารโสภณทราบเรื่องการมรณภาพของพระภิกษุพระยานรรัตน ฯแล้ว ท่านคงไม่ยอมให้พวกศิษย์มีการฉลองเด็ดขาด เพราะท่านเจ้าคุณอุดม ฯ ท่านเคารพนับถือพระภิกษุพระยานรรัตน ฯ มาก ทั้งถือว่าภิกษุพระยานรัตน ฯ มีพระคุณกับท่านมากมาย งานที่ลูกศิษย์ลูกหาเตรียมการลงทุนลงแรงไว้อย่างใหญ่โตก็จะต้องเลิกล้ม เสียพิธีและเสียน้ำใจแทนที่จะแสดงความยินดี
เมื่อคิดแล้วว่า ถึงเวลาจำเป็นที่จะยอมให้ข่าวนี้แพร่ออกไปก่อนงานฉลองไม่ได้ ผมจะต้องแสดงละครฉากพิเศษ ซึ่งเราทั้งสามจะต้องร่วมใจกัน แต่คิดว่าท่านมหาเสริมท่านเป็นสงฆ์ ท่านไม่ต้องร่วมแสดง เพียงแต่ไม่ต้องพูด ผมรับบทแทนทุกอย่าง แต่การแสดงครั้งนี้ เพื่อยังประโยชน์ส่วนรวม เมื่อเราตกลงกันแล้ว ผมก็ต้องเป็นตัวเอกในฐานะผมเป็นแพทย์จะต้องแสดงกิยาท่าทางให้แนบเนียน เพื่อมิให้พระเณร และผู้ที่เคารพทั้งชายหญิงที่กำลังรอคอยฟังข่าวอย่างร้อนรนที่หน้ากุฏิ ซึ่งต่างก็มีความรู้สึกไปต่าง ๆ การแสดงของผมในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่คำพูดและกิริยาท่าทางกับจิตใจไม่ตรงกัน แต่ก็ต้องแสดงด้วยความจำเป็น เมื่อผมได้แง้มประตูค่อย ๆ เดินออกมาเป็นคนแรก ทั้งพระทั้งเณรและพวกสัปบุรุษและสีกากำลังกระหายที่จะรอฟังข่าวรายงานของผม ถึงอาการท่านเจ้าคุณ ฯ จะเป็นอย่างใด
เมื่อผมเดินออกมาก็ต้องแสดงกิริยาและสีหน้ายิ้มย่อง แสดงในปฏิกิริยา เพื่อแสดงให้ทราบว่า ไม่มีอะไรน่าวิตกทุกข์ร้อน เมื่อเห็นกิริยาท่าทางของผมแล้วก็มีเสียงถามถึงอาการ ผมก็บอกไปว่า หายเป็นห่วงได้ ไม่ต้องเป็นทุกข์เป็นร้อนไปเลย ผมทำแผลให้ท่านแล้ว ท่านต้องการพักผ่อนอีกวันก่อน ขออย่าให้ทุกคนรบกวนท่านโดยทำเสียงดัง ความจริงก็มีหลายท่านเป็นห่วง เพราะท่านไม่ได้ฉันอาหาร แต่การอดอาหารสำหรับท่านเจ้าคุณนร ฯ นั้นเกือบจะเป็นของธรรมดา ผิดแต่ที่ท่านไม่ลงโบสถ์เช้าเย็นเท่านั้น ฉะนั้นการที่จะพูดเพื่อให้เข้าใจจึงไม่ยากนัก เพียงบอกว่าพรุ่งนี้เช้าก็จะไม่ให้ลงโบสถ์ เย็นก็พอจะทราบว่าท่านลงโบสถ์ได้หรือไม่ คำพูดพร้อมด้วยหน้าตายิ้มแย้มไม่มีอะไรแฝงไว้ให้สงสัย น้ำหนักคำพูดของผมผู้เป็นหมอทำให้ทุกท่านที่ที่นั้นต่างก็โล่งใจ คลายวิตก เชื่ออย่างสนิทสนม ตลอดทั้งท่านท่านเจ้าคุณอุดมสารโสภณ ก็ไม่ได้สงสัย เมื่อผมได้พูดและบอกตามบทละครที่แสดงด้วยความจำเป็นแล้ว ผมก้ออกมาขึ้นรถกลับบ้าน แสดงให้เห็นว่าผมไม่มีอะไรเป็นห่วง หน้าตายิ้มแย้ม ผู้คอยฟังข่าวอาการของท่านก็ทยอยกันกลับ คลายความเป็นห่วงลงบ้าง นับว่าละครที่ผมแสดงฉากนั้นด้วยความไม่สบายใจแต่ก็สำเร็จเรียบร้อย ทำให้ทุกคนเชื่อได้
เมื่อผมขับรถออกมาแล้วก็นึกคิดและละอายใจที่จำเป็นต้องปิดบังความจริงไว้ ผมไม่ได้กลับบ้านอย่างผมแสดง ผมพยายามขัวรถวกเวียนถ่วงเวลาจนเกือบเที่ยงคืน แล้วผมก็วกกลับมาที่วัด จอดรถไว้ห่างไกล เป็นเวลาเงียบสงัด ผู้คนในวัดหลับนอนกันแทบหมดแล้ว ผมต้องคอยแอบไปหาท่านเจ้าคุณใหญ่ ท่านเจ้าอาวาส และท่านพระครูปัญญาภรณ์โศภน ได้แจ้งให้ท่านทราบเหตุผลว่า ผมได้ปิดบังเรื่องของเจ้าคุณนรรัตน ฯ ท่านได้มรณภาพแล้ว
ท่านเจ้าคุณใหญ่ฟังด้วยความสงบและเห็นใจที่ต้องทำเช่นนั้น เพื่อให้งานฉลองท่านเจ้าคุณอุดมสารโสภณผ่านไปก่อน เพราะพวกลูกศิษย์ต่างก็กำลังชื่นชมยินดี เมื่อรุ่งขึ้น งานเริ่มแต่เช้าถึงเวลาบ่าย งานฉลองท่านเจ้าคุณอุดม ฯ ผ่านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงคิดว่าถึงเวลาแจ้งข่าวการมรณภาพของท่านเจ้าคุณนรรัตนฯ ให้ทราบ แล้วต่างก็ได้แพร่ออกมาภายนอกในบ่ายวันเสาร์ที่ ๙ นั่นเอง
ความจริงท่านมหาเสริมกับผม ไปเห็นท่านนอนหงายอยู่ในท่าสงบ ผมได้พิจารณาดูสิ่งแวดล้อมและเหตุผลแล้ว เห็นร่างท่านอยู่บนเสื่อมีผ้าห่ม เอามุ้งลงและมีไม้ทับไว้ทุกด้านเป็นระเบียบเรียบร้อย เหมือนท่านจะรู้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว ตอนเช้า ๘.๐๐ น. ท่านยังยืนที่หน้าต่างบอกกับหลานผู้ส่งอาหารว่า วันนี้งดฉันให้เอากลับไป ทั้งท่านยังให้ช่วยบอกพระที่อยู่ใกล้เคียงให้บอกว่า วันนี้ท่านงดไม่ลงโบสถ์ ท่านคงมรณภาพหลังจาก ๘.๐๐ น. ไปแล้ว
ข่าวลือกันต่อ แพร่ออกมาจากผู้ไม่รู้ ไม่เห็น ได้แต่เดาผิด ๆ ว่าท่านมรณภาพในห้องน้ำทั้งยังบอกว่า พระมหาเสริมกับผมได้พรางเรื่องไว้ โดยจัดแจงช่วยกันยกร่างที่หมดลมของท่านขึ้นไปชั้นบน เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง พระมหาเสริมกับผมไม่ได้เคลื่อนไหวร่างของท่านเลย ผมขอรับรองด้วยความสัตย์จริง คนที่ไม่ได้เห็นมักจะเดาผิด ๆ ทำให้คนเข้าใจผิด ๆ ถ้าไปได้เห็นภายในกุฏิของท่านแล้วคงจะไม่พูดเช่นนั้น ผมขอพูดด้วยเกียรติลูกผู้ชาย เราไม่ได้ยกร่างของท่านเคลื่อนที่ไปไหนเลย ในกุฏิไม่มีไฟฟ้าใช้ มีแต่เทียน เวลานั้นประมาณ ๑ ทุ่ม แม้จะเดินตัวเปล่าก็แทบจะคลำกันแล้ว ดีไม่ดี หกล้ม นี่แหละครับ มีคนมักจะกุข่าวให้เข้าใจผิด ไม่นึกถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
ข้าพเจ้าฟังหมอเล่าแล้วพิจารณาดูก็เห็นใจจึงบอกว่า “ผมเชื่อที่หมอพูดนั้นเป็นความจริง เพราะคนพูดเขาไม่ได้เห็น คนที่เห็นเขาคงไม่พูด ผมเชื่อเพราะเหตุผลอขงหมออย่างหนึ่ง และอีกอย่าง ที่ผมแน่ใจว่า ท่านเป็นพระปฏิบัติธรรม บรรลุชั้นสูง ท่านรู้เวลา ท่านมาถอดกลอนไว้ล่วงหน้าก่อน ซึ่งตามปกติท่านจะใส่กลอน แสดงว่าท่านได้เตรียมพร้อมจะสละร่างไป ท่านเป็นผู้ที่ไม่ประมาท มีสติ ย่อมไม่มรณภาพในห้องน้ำแน่นอน ฉะนั้นผมจึงคิดว่า คนที่พูดไม่เห็น คนที่เห็นไม่พูด หากผู้ฟังแล้วคิด พิจารณาด้วยสติปัญญา หาเหตุผลด้วยตนเองแล้ว ไม่มีใครเชื่อ หากผู้ฟังแล้วไม่คิด มักเป็นคนเชื่อง่ายก็คงมี เป็นเรื่องธรรมดาของแต่ละบุคคล และส่วนมากในยุคปัจจุบัน ความจริงย่อมหนีความจริงไม่พ้น”
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น
(Atom)




