กลุ่มเช่าประมูล
สำหรับผู้สนใจ
ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย"หัวใจของผู้บูชา"ด้วยเช่นกัน
***เคล็ดความศักดิ์สิทธิ์***
จะให้ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย"หัวใจของผู้บูชา"ด้วยเช่นกัน
จะให้ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย"หัวใจของผู้บูชา"ด้วยเช่นกัน
ยิ่งศรัทธามากเท่าไหร่ ยิ่งขลังมาก!!!
ยิ่งมากคนบูชา ยิ่งมากความศักดิ์สิทธิ์
พระอาจารย์จันทร์ศรี จนฺททีโป
พระธรรมเทศนา
โดย
พระอุดมญาณโมลี (พระอาจารย์จันทร์ศรี จนฺททีโป)
ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๕ (ธรรมยุต)
เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
แสดงในงานสวดพระอภิธรรมศพ
พระครูสถิตธรรมวิสุทธิ์ (หลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม)
เจ้าอาวาสวัดทิพยรัฐนิมิตร (วัดป่าบ้านจิก)
ณ ศาลาอเนกประสงค์ วัดทิพยรัฐนิมิตร จังหวัดอุดรธานี
วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘
พระอุดมญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป) เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ จ. อุดรธานี มาเยี่ยมในงานคารวะศพหลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม ในวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
|
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
กุสะลา ธัมมา อกุสะลา ธัมมา อัพยากะตา ธัมมาติ.
วันนี้เป็นวันที่คณะญาติโยมได้มาทำการสวดพระอภิธรรม ซึ่งเป็นธรรมเนียมสืบมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล คนโดยส่วนมากเข้าใจว่า การสวดพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์นั้นเป็นการสวดให้ผีตาย อันนี้เป็นความเข้าใจผิด ความเป็นจริง การสวดพระอภิธรรมนั้นเพื่อต้องการให้คนผู้ที่มีชีวิตได้คิดได้คำนึงถึงว่า การที่พระสวดพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์นั้น เป็นการแสดงถึงว่าผู้ตายนั้นไม่รู้สึกอะไร เช่นอย่างหลวงปู่ถิร ท่านละร่างกายคือสังขารล่วงไปเกือบจะครบ ๑๐๐ วัน แต่วันนี้ซึ่งมีเจ้าภาพได้มาอาราธนาหลวงปู่มาเพื่ออธิบายเรื่องการสวดพระอภิธรรมให้ฟังพอเป็นสังเขป
บรรดาญาติโยมทุกคนที่เป็นศิษยานุศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือหลวงปู่ถิร ซึ่งท่านจากไปไม่มีวันกลับ นับตั้งแต่ท่านได้บรรพชาอุปสมบทมาเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา ประวัติของท่านญาติโยมทั้งหลายก็คงได้อ่านแล้ว แต่พูดย่อ ๆ ว่า ท่านเกิดที่จังหวัดมุกดาหาร แล้วก็มาบวชที่วัดศรีเทพ จังหวัดนครพนม ซึ่งมีหลวงปู่พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) เป็นพระอุปัชฌาย์ พอได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระแล้ว ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมวินัยได้รับความเข้าใจในภาคปริยัติพอสมควร และต่อจากนั้นท่านได้ออกแสวงวิเวกหาที่สงัดสงบเพื่อละกิเลสซึ่งมันฝังอยู่ในจิตสันดานมาตั้งหลายภพหลายชาติ จนกระทั่งว่าจิตใจของท่านนั้นผ่องใสสะอาด ต่อมาก็ได้มาจำพรรษาที่วัดทิพยรัฐฯ นี้
วัดทิพยรัฐฯ เป็นสวนของนายตำรวจ ที่เอาชื่อทิพยรัฐมาก็คือชื่อเมีย คุณนายทิพย์ และก็เติม รัฐนิมิตร ขึ้นมา อันนี้หลวงปู่พระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ เป็นผู้ตั้งชื่อวัดให้ และได้เสนอไปยังกรมการศาสนา เมื่อกรมการศาสนาส่งชื่อเข้ามหาเถรสมาคม ท่านก็เห็นดีเห็นชอบ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ชื่อนี้และแจ้งมาให้ทราบ
ต่อมาท่านได้สร้างโบสถ์ขึ้น เป็นโบสถ์ที่ในสมัยก่อนท่านหลวงปู่ถิรได้มาอยู่ ไม่มีเสาเหล็ก มีแต่อิฐก่อกันไป ต่อมาภายหลังโบสถ์นั้นได้พังหรือเป็นไปตามธรรมชาติของสังขาร เมื่อนานเข้าก็ชำรุดทรุดโทรมไปธรรมดาของมัน ฉันใดก็ดี สังขารของมนุษย์เราทุกคนก็ย่อมเป็นเช่นนั้น อย่างหลวงปู่ถิรท่านก็รักษาสังขารมาได้เพียง ๘๙ ปีเศษๆ เป็นเหตุให้ท่านจากพวกเราไปโดยไม่มีวันกลับ ตั้งแต่วันที่หมดลมหายใจ ถึงแม้ว่าร่างกายของท่านมีรูป เวทนา สังขาร แตกดับไปแล้ว แต่คุณงามความดี คือธรรมะที่ท่านแนะนำสั่งสอนพวกเรา ให้ละชั่ว ประพฤติดี ตั้งใจปฏิบัติขัดเกลาจิตใจของตน ให้ละเว้นจากการทำความชั่ว ให้ตั้งใจบำเพ็ญกุศล ทำจิตใจของตนให้ผ่องใสตลอดไปนั้น ยังประทับอยู่ในดวงจิตของพวกเราทุก ๆ คน
ในการนี้ ที่เราได้สวดพระอภิธรรมทุกคืนหรือทุกเจ็ดวันก็ดี อันนี้เนื่องจากผู้ที่มีศรัทธาเลื่อมใสในท่านได้มาร่วมกันนิมนต์พระ ๔ รูปมาสวด เป็นการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ในคำสวดนั้น บทต้นว่า กุสลา ธมฺมา ธรรมอันเป็นกุศล อกุสลา ธมฺมา ธรรมอันเป็นอกุศล อพฺยากตา ธมฺมา ธรรมเป็นอัพยากฤต คือธรรมอันเป็นกลางๆ ในคำที่พระสวดไปเป็นภาษาบาลี ผู้ฟังก็ไม่เข้าใจ
นี่เอาเฉพาะหัวข้อย่อคือ กุศล ธรรมที่เป็นกุศลนั้น กุสละ แปลว่า ผู้ฉลาดมีศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ตั้งใจปฏิบัติขัดเกลาจิตใจของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมที่เป็นกุศลนั้น ก็คือศีล ๕ ประการที่เราได้รับเป็นประจำ ตั้งเจตนา คือจิตใจงดเว้นจากข้อห้ามทั้ง ๕ ที่เราทุกคนก็จำกันได้ ดังนั้น เมื่อเราละจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดประเวณี มุสาวาท และดื่มของมึนเมา มีสุราเมรัยเป็นต้น ทุกคนจำได้ แต่สำคัญคือการปฏิบัติตาม ได้แก่ เจตนาคือความตั้งใจงดเว้น ไม่ให้ผิดข้อห้ามของพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ ข้อนี้ ถ้าบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งรักษาได้ตลอดเป็นนิจศีล คือมีศีลประจำใจของตน เป็นผู้ที่มีหน้าตาเบิกบานแจ่มใส จะไปในที่ไหนก็มีก็มีผู้เคารพนับถือ อย่างคำสุดท้ายของการให้ศีลว่า สีเลน สุคตึ ยนฺติ บุคคลผู้ที่จะไปสวรรค์ได้ก็เพราะการรักษาศีล สีเลน โภคสมฺปทา การที่ผู้รักษาศีลจะได้โภคทรัพย์สมบัติ มีเรื่องสวนไร่นา เงินทองเป็นต้น ก็เพราะศีล สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ เมื่อปฏิบัติให้จิตของเราดับจากกิเลสอาสวะซึ่งดองอยู่ในจิตสันดานของเรา มีโลภ โกรธ หลง ฝังอยู่ในใจของเรา ให้ละไปวันละเล็กละน้อย จะสามารถที่จะดำเนินไปถึงพระนิพพานได้ นี่เป็นอานิสงส์แห่งการรักษาศีล
นอกจากนั้น ผู้ที่มีศรัทธายิ่งๆ ขึ้นไป ก็รักษาศีล ๘ ศีลอุโบสถ เฉพาะในพรรษา ๓ เดือน ผู้ที่มีศรัทธายิ่งขึ้นไป และมาบวชเป็นชี ตั้งใจรักษาศีล ๘ ตลอดไป เพื่อเจริญสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน ทำใจของตนให้ห่างพ้นจากความชั่วทั้งหลายเป็นต้น
ส่วน ทาน การให้นั้น มีโดยย่อคือให้โดยที่เรามีเจตนาอันเลื่อมใสในรัตนตรัย เรียกว่า อามิสทาน คือให้ปัจจัยทั้ง ๔ มีอาหาร ผ้าผ่อนท่อนสไบ ที่อยู่อาศัย ยาสำหรับแก้โรค ดังนี้เป็นต้น ถ้าเราทำด้วยเจตนาเพื่อจะบูชาพระรัตนตรัย คือ บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันเป็นสรณะที่พึ่งที่เคารพทางใจของเรานั้น เรียกว่า กุศลธรรม
กุศลธรรมนั้นท่านจำแนกไว้มีอยู่ ๓ อย่างโดยหัวข้อย่อ ๆ คือ กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ทำจิตใจของเราให้ซื่อสัตย์สุจริตต่อตน สมกับคาถาที่ว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ส่วนมารดาบิดาเป็นผู้ให้เราเกิดมา เมื่อท่านเลี้ยงเราโตแล้วท่านจากไปแล้ว เราก็ต้องพึ่งตนของเรา ส่วนคนอื่นก็เป็นแต่เพื่อนใกล้ชิดหรือเพื่อนสนิทกันเท่านั้น จะมีความสุข ความทุกข์ ก็เพราะตนกระทำเอาเอง
ทีนี้ อามิสทาน ได้แก่ เราให้อาหารผ้าผ่อนท่อนสไบเป็นต้น ธรรมทาน ได้แก่ การสนทนาปราศรัย ธรรมะซึ่งเราได้สดับรับฟังมาจากครูบาอาจารย์ หรือได้อ่านจากหนังสือที่ท่านผู้รู้แต่งไว้แล้วจับใจความว่า ต้องปฏิบัติจิตใจของตนให้ผ่องใสและปฏิบัติตาม เรียกว่า “การปฏิบัติธรรม” อันจะนำให้จิตใจของเรานั้นผ่องใสสะอาด วันละเล็กละน้อย นี่เรียกว่า “กุศลธรรม”
อกุศลธรรม คือ การกระทำบาป ทำความชั่วต่าง ๆ นานา ซึ่งท่านทั้งหลายก็รู้อยู่แล้วว่า ความชั่วกับความดี ความดีเป็นกุศล ความไม่ดีเป็นอกุศล เช่น ทำในทางชั่ว มีกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต จะทำอะไรก็คิดผิดทั้งนั้น เช่น คิดว่ามารดาบิดาครูบาอาจารย์ไม่มีบุญมีคุณ เป็นจิตมิจฉาทิฐิ คือมีความเห็นผิด อันนี้เรียกว่า อกุศล ที่พระท่านสวดไปนั้น
ส่วนการทำจิตใจของเราให้วางเป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปทางชั่วไม่เอนเอียงไปทางดี ทำใจให้เป็นอุเบกขา คือวางตนให้ตรงอยู่ ถ้าภาวนาก็ตั้งสติสัมปชัญญะรักษาจิตใจของตนที่พระพุทธเจ้าเคยแนะนำพร่ำสอนมา การภาวนามีหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ทางฝ่ายครูบาอาจารย์หลวงปู่มั่นซึ่งเป็นประธานหรือเป็นประมุขในการที่เจริญฝ่ายพุทโธ และท่านเป็นผู้ที่ได้สำเร็จมรรคผลธรรมอันวิเศษ ถึงแม้ว่าท่านจะละสังขารไปแล้วก็ดี แต่อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ อย่างตัวอย่างที่มีอยู่ที่วัดสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร แสดงให้เห็นว่าท่านหมดกิเลส ครูบาอาจารย์ทุกๆ ท่านที่ท่านปฏิบัติมา ก็ปรากฏว่ากระดูกของท่านนั้นเป็นพระธาตุหลายองค์ ซึ่งญาติโยมก็คงทราบกันดี ดังนั้น เราจึงมาตั้งใจปฏิบัติจิตใจของเรา เหมือนอย่างครูบาอาจารย์
อย่างหลวงปู่ถิร ท่านได้สดับตรับฟังและปฏิบัติปฏิปทาตามปฏิปทาของหลวงปู่มั่นเป็นลำดับมา แต่ตามปกติเมื่อท่านหยุดจากการเที่ยวป่าดงพงไพรแล้ว ก็มาตั้งหลักอยู่ที่วัดนี้ ได้สร้างถาวรวัตถุขึ้นเป็นอันมาก โดยเฉพาะคืออุโบสถคือโบสถ์ สร้างได้วิจิตรพิสดาร จนกระทั่งขยายออกไปถึงกุฎีพระสงฆ์ ศาลาการเปรียญ และเมรุเผาศพ เพราะฉะนั้น วัดทิพยรัฐฯ นี้พร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง แต่สำคัญคือ ผู้ที่จะมาเป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อไปนี้จะต้องเป็นผู้มีการทะนุบำรุงรักษาวัตถุที่ท่านได้ก่อสร้างไว้นี้ ถ้านับเป็นเงินแล้วก็หลายพันล้านบาทที่สร้างวัดนี้ให้เจริญรุ่งเรืองทันกับสมัยเขา
ดังนั้น ญาติโยมที่มาบำเพ็ญกุศลในวันนี้ ก็เนื่องจากมีศรัทธาเลื่อมใสในคำสอนธรรมะของหลวงปู่ถิร จึงได้พร้อมใจกันมาทำบุญอุทิศให้ดวงวิญญาณของท่าน ถ้าแม้ว่าเทวดาอารักษ์ทราบแล้ว ก็ส่งบุญกุศลที่ลูกศิษย์ลูกหาได้กระทำในวันนี้ ไปให้ดวงวิญญาณของหลวงปู่ถิรรับทราบ แล้วจะได้อนุโมทนาในทานของเราทั้งหลาย
ดังนั้น ที่หลวงปู่ได้มาบรรยายถึงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ โดยยกแต่บทต้นมาพูดให้ฟัง ก็ขอให้ทุกคนเข้าใจว่า การสวดพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์นั้นเป็นการสวดให้คนผู้ที่มีชีวิตอยู่ฟัง ไม่ใช่สวดให้คนตายฟัง โดยส่วนมากพระที่สวดก็ไม่เข้าใจว่าสวดเพื่ออะไร
สวดเพื่อสอนผู้ที่เป็นเจ้าภาพได้มาทำบุญนั้นให้เข้าใจ ไม่ใช่สวดให้ผู้ตายฟัง ดังนั้น จึงขอแสดงความยินดีกับพวกญาติโยมทั้งหลาย ด้วยอำนาจบุญกุศลที่ทุก ๆ คนได้บำเพ็ญมาตั้งแต่รู้เดียงสาจนกระทั่งถึงวันนี้ แล้วน้อมเอามาพิจารณา นับตั้งแต่เราเกิดมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ทุก ๆ คนตกอยู่ในไตรลักษณ์ คือ อนิจฺจตา ความเป็นของไม่เที่ยง ทุกฺขตา ความเป็นทุกข์ อนตฺตาความเป็นของไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ต้องตกอยู่ด้วยกันทุกคน มีเกิด แล้วก็มีแก่ มีเจ็บแล้วก็มีตาย ความตายเป็นที่สุดของชีวิต สัตว์ทุกจำพวก ไม่ว่ามนุษย์สัตว์เดรัจฉาน เกิดมาแล้วก็ต้องแปรปรวนตายเสียทุกคน แต่ว่าจะต่างกันก็คือช้าหรือเร็วเท่านั้น
ดังนั้น จึงขออำนวยอวยพรให้ทุกท่านจงปราศจากทุกข์โศกโรคภัยไข้เจ็บ ให้อายุมั่นขวัญยืน ได้เป็นผู้อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาให้พัฒนาถาวรสืบไป ประกอบด้วยพรชัยทั้ง ๔ ประการ มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ตลอดกาลนานทุก ๆ ท่าน เทอญ.
พระพุทธ
4
พระธรรม
4
พระสงฆ์
4
อุบาสก
4
อุบาสิกา
4
ปกิณกะ
4
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น
(Atom)




