กลุ่มเช่าประมูล


กลุ่มประมูลซื้อขายพระ เครื่องราง
(facebook)

วิธีดูเขี้ยวสัตว์
แยกแยะเขี้ยว

กลุ่มหนึ่งตู้ม้า

LINE ID: 
spyamulet

FACEBOOK
หนึ่ง ตู้ม้า

สำหรับผู้สนใจ

ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย"หัวใจของผู้บูชา"ด้วยเช่นกัน

***เคล็ดความศักดิ์สิทธิ์***
จะให้ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย"หัวใจของผู้บูชา"ด้วยเช่นกัน
ยิ่งศรัทธามากเท่าไหร่ ยิ่งขลังมาก!!! 
ยิ่งมากคนบูชา ยิ่งมากความศักดิ์สิทธิ์

หลวงปู่ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ กนฺตสีโล วัดป่าบ้านคุ้ม ต.โคกสว่าง อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี



ประวัติและปฏิปทา
หลวงปู่ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ กนฺตสีโล
วัดป่าบ้านคุ้ม ต.โคกสว่าง อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี
จากหนังสือ มณีรัตน์ อัญมณีแห่งไพรสณฑ์
อัญมณีแห่งไพรสณฑ์
เฉกมณี
ล้ำพิสุทธิ์
วิมุตติเลิศ
ถือกำเนิด
ณ ภูผา
วนาสัณฑ์
พระผู้ทรง
ธรรมวิสุทธิ์
เอกอนันต์
มณีรัตน์
ฉายาท่าน
กนฺตสีโล
ปฏิปทา
ทั้งเมตตา
และอาจหาญ
คอยเจือจาน
ด้วยน้ำจิต
อันอักโข
หนุนพระศาสน์
แผ่กิ่งก้าน
ดังต้นโพธิ์
ให้เติบโต
แผ่ร่มเงา
ไปยาวนาน
เพชรน้ำเอก
อันหลีกเร้น
ในไพรสณฑ์
แม้น้อยคน
รู้จักนาม
ตามขนาน
สานุศิษย์
ระลึกคุณ
ตราบชั่วกาล
หลวงปู่ท่าน
ทองรัตน์
กนฺตสีโลฯ
ชาติกำเนิด
ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ กนฺตสีโล มีนามเดิมว่า ทองรัตน์ นะคะจัด ถือกำเนิดในครอบครัวใหญ่ ณ ลุ่มแม่น้ำศรีสงคราม เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๓๑ ที่บ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ต่อมาบิดาก็ได้พาครอบครัวย้ายมาตั้งหมู่บ้านใหม่ที่ดงพะเนาว์ พร้อม พ่อเฒ่าสามารถ พ่อเฒ่าหนูปานและชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ตั้งชื่อหมู่บ้าน ว่า "ศรีเวินชัย" ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเดิมประมาณ ๓ กิโลเมตร
ดงพะเนาว์แต่ก่อนป่าแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ หนาทึบเนืองแน่นด้วยสัตว์ป่านานาชนิด เป็นที่หลีกเร้นภาวนาของครูบาอาจารย์ พระกรรมฐานเป็นจำนวนมาก เชื่อกันว่า บริเวณดังกล่าว เคยเป็นเมืองและวัดเก่ามาก่อน จากการพบซากสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ โบสถ์พระพุทธรูปปางต่างๆ สมัยเก่าจำนวนมาก
โยมบิดา คือ หลวงกำจัด เป็นข้าหลวงใหญ่ปกครองท้องถิ่นในเขตนี้ โยมมารดา ชื่อ แก้วบุปผา แต่ก่อนการใช้นามสกุลยังไม่แพร่หลาย และยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่เด่นชัดเท่าที่ควร แล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละบุคคลจะเลือกใช้ จึงได้เลือกชื่อสกุลว่า "นะคะจัด"
นะคะ มาจาก นครพนม
จัด มาจาก ชื่อผู้เป็นบิดา
หลวงกำจัดมีบุตรธิดา ๙ คน คือ
๑. หมื่นชนชนะชัย (นายทะ นะคะจัด) ได้รับการแต่งตั้งให้ เป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านศรีเวินชัยเป็นคนแรก
๒. นายสีทัด นะคะจัด
๓. นายเทน นะคะจัด
๔. ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ กนฺตสีโล
๕. นางอูบแก้ว นะคะจัด
๖. นางหนูเทียน นะคะจัด
๗. นางเขียน นะคะจัด
๘. นางเม่ง นะคะจัด
๙. นางวะ นะคะจัด
แม่ใหญ่จันทิมา บุตรคนสุดท้องของหมื่นชนชนะชัย ญาติที่ใกล้ชิดของครูบาอาจารย์เฒ่า เล่าว่า หลังจากที่หลวงกำจัดได้นำหนุ่มทองรัตน์ไปบวช เคยได้เห็นท่านครั้งเดียว เมื่อคราวแม่ใหญ่อายุ ๒๗ ปี หลังจากนั้นไม่เคยเห็นท่านอีกเลย ได้ทราบข่าวภายหลังว่า ท่านได้มรณภาพที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๙
สมัยท่านเป็นหนุ่ม หนุ่มทองรัตน์เป็นคนร่างใหญ่กำยำ ห้าวหาญ ดุดัน เด็ดขาด น่าเกรงขามมาก ชอบเล่นตลกเฮฮา เป็นคนทำหน้าที่ เก็บส่วยให้หลวงกำจัด และเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว บ่อยครั้งที่คนรอบข้างต้องตะลึง เมื่อเห็นพฤติกรรมที่หนุ่มทองรัตน์ได้แสดงออกด้วยความห้าวหาญ เช่น มีอยู่บ่อยครั้ง สุนัขชอบขโมยกินข้าวที่แช่เตรียมจะนำไปนึ่งในตอนเช้า ก่อนมารดาหรือน้องสาวจะนึ่งข้าว พอไปดูก็เห็นแต่ภาชนะเปล่า ก็เอะอะโวยวายว่า
"หมาลักกินข้าวหม่าอีกแล้ว"
หนุ่มทองรัตน์ได้ยินเสียงบ่นหลายวันเข้า ด้วยความที่มีนิสัยเด็ดขาดเป็นทุนเดิม จึงได้จับสุนัขนั้นมาตัดปาก พร้อมพูดว่า
"นี่! มันจั่งบ่ได้กินหลายเที่ย" (นี่! มันจะได้ไม่กินหลายครั้ง)
และอีกคราวหนึ่งเมื่อถึงฤดูลงนา ควายแม่นาตกลูกได้ ๒-๓ เดือนยังไม่หย่านม ลูกควายจึงตามติดแม่แจเพื่อจะกินนม หนุ่มทองรัตน์ได้ปล่อยให้กินเป็นเวลานาน จนตะวันสายกว่าปกติ ลูกควายนั้นก็ไม่อิ่มสักที หนุ่มทองรัตน์คิดว่าคงจะสมควรแล้ว จึงได้นำแม่ควายเข้าคันไถเพื่อไถนา แต่ลูกควายนั้นก็ยังตามที่จะกินนมไม่เลิก ไล่สักกี่ครั้งก็ไปได้หน่อย เดี๋ยวก็กลับมา ไถนาก็ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันสักที
ด้วยความห้าวหาญและเด็ดขาดของหนุ่มทองรัตน์ จึงได้ปลดคันไถ ออกจากคอควายแม่นานั้น พร้อมกับฟาดลงที่หัวลูกควายนั้นเต็มแรง ยังไม่ทันที่ทุกคนที่อยู่ใกล้ๆ จะร้องห้าม ลูกควายนั้นได้ล้มทั้งยืนไปตาม แรงคันไถจนแน่นิ่ง
นายทุนผู้เป็นพี่ชายได้ร้องถามไปว่า "เฮ็ดให้มัน ฮือหยัง" (ตีมันทำไม)
หนุ่มทองรัตน์ได้ตอบอย่างหน้าตาเฉยว่า
"มันจั่งบ่ได้กินหลายเที่ย" (มันจะได้ไม่กินหลายครั้ง)
ครูบาอาจารย์เฒ่าเคยเล่าให้ลูกศิษย์คนสนิท พ่อใหญ่จารย์* กิ จันทร์ศรีเมือง บ้านหนองฮี อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม เมื่อคราวที่ออกบวชติดตาม เพื่อศึกษาข้อวัตรปฏิบัติกับครูบาอาจารย์เฒ่าว่า ในสมัยที่ท่านเป็นหนุ่ม มีความสามารถหลายด้าน เช่น ฝึกวัว เทียมเกวียนได้ไม่ยาก เมื่อเห็นท่านจะออกเดินทาง วัวนั้นจะเดินมาเทียมเกวียนเอง โดยไม่ต้องให้ไล่ให้ตี เมื่อจะผ่านห้วยผ่านหนอง บอกให้กระโดด ก็จะกระโดดตามที่สั่ง ที่บ้านมีวัวควายกว่า ๓๐๐ ตัว ต้องปล่อยไว้ตามทุ่งสามผง - ดงพะเนาว์ นานๆ ทีถึงจะต้อนเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อนำไปขาย จะต้อนเข้าไปในหมู่บ้านแต่ละครั้ง ต้องบอกชาวบ้านให้ปิดข้าวของ ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด เพราะฝุ่นจะฟุ้งมาก
* "จารย์" = สรรพนามเรียกคนลาสิกขาบทแล้ว
ชีวิตหนุ่มลูกทุ่ง
บ่อยครั้งที่มีงานบุญไม่ว่าในหมู่บ้านหรือหมู่บ้านใกล้เคียง หนุ่มทองรัตน์พร้อมบั้งทิงไม้ไผ่บรรจุเหล้าสาโทยาวเป็นเมตร ต้องได้สะพายไปร่วมงาน เพื่อเลี้ยงฉลองกันทุกที ตามแบบฉบับของหนุ่มชนบท ถึงแม้ว่าหนุ่มทองรัตน์จะมีนิสัยชอบกินชอบดื่ม แต่ไม่เคยมีประวัติชกต่อยกันแต่อย่างไร เป็นเหตุให้ไปที่ไหนต้องเป็นเป้าสายตาของสาวๆ ที่พบเห็น
ประเพณีอย่างหนึ่งที่ชายหนุ่มนิยมกันคือ "การสักขาลาย" และ หนุ่มทองรัตน์ก็เป็นหนึ่งที่สักลายเหมือนกัน เพราะนิยมกันว่า เมื่อชายใดที่สักขาลายแล้ว จะเป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั่วไป
ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย
มีครั้งหนึ่งครูบาอาจารย์เฒ่าเล่าให้หลวงพ่อพร สจฺจวโร ศิษย์ผู้ใกล้ชิดรูปหนึ่ง อยู่วัดบ้านแก่งยาง ตำบลคอแลน อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี ว่า ครั้งแรกบวชเป็นสามเณร แต่อยู่ได้ไม่นาน ต้องฝึกออกมาช่วยครอบครัวทำงาน สาเหตุที่ออกบวชครั้งที่สองคือ ท่านได้ไปจีบสาวต่างบ้าน สาวนั้นได้เกิดความชอบพอใจขึ้นมา และหลายครั้งได้คะยั้นคะยอให้ท่านนำญาติผู้ใหญ่ไปสู่ขอตามประเพณี ถ้าไม่ไปสู่ขอ สาวเจ้าได้ยื่นคำขาดว่าจะขอหนีตาม
หนุ่มทองรัตน์ได้คิดอยู่หลายวัน ถ้าจะปล่อยให้สาวหนีตาม ก็ไม่อยู่ในวิสัยของลูกผู้ชายอย่างหนุ่มทองรัตน์จะทำ ถ้าจะบอกปฏิเสธ ก็กลัวว่าสาวเจ้าจะเสียใจ และได้ตัดสินใจว่าจะยังไม่ขอแต่งงาน ถ้าขืนอยู่ต่อไปก็คงจะไม่พ้นอยู่ดี จึงบอกกับพ่อว่าให้พาไปฝากกับพระอุปัชฌาย์เพื่อบวช พ่อก็ไม่อยากให้บวช เพราะท่านเป็นกำลังสำคัญในบ้าน จึงอยากให้มีครอบครัวมากกว่าออกบวช แต่ก็ต้องยอมตามคำอ้อนวอน ด้วยเหตุผลที่ได้อ้างต่อพ่อว่า
"ยังไม่อยากมีเมีย"
พ่อจึงได้พาท่านไปฝากอุปัชฌาย์โดยไม่บอกให้ใครรู้ แม้แต่คนในบ้านก็ไม่มีใครรู้ว่าพ่อพาท่านไปบวชที่ไหน จนท่านบวชได้หลายพรรษาแล้ว ท่านได้หวนกลับบ้าน โยมพ่อโยมแม่และญาติพี่น้องบางคนได้ล้มหายตายจากไปก่อนแล้ว ชาวบ้านจึงได้รู้ว่า ท่านไปบวชกับพระอุปัชฌาย์คาร คนฺธีโย ที่วัดโพธิ์ไชย อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม (เดิมเป็นวัดโพธิ์ไทร ชาวบ้านเรียกว่าวัดทุ่ง ต่อมา หลวงบริหารชนบท เปลี่ยนเป็น วัดโพธิ์ไชย) มีพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโม วัดโพธิ์ชัย อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม เป็นพระกรรมวาจาจารย์
เมื่อสมัยที่พี่ชายของท่านคือ หมื่นชนชนะชัย บวช โยมพ่อก็ได้นำไปฝากกับพระอุปัชฌาย์รูปนี้ เพราะแต่ก่อนพระอุปัชฌาย์มีไม่มาก พระอุปัชฌาย์คาร คนฺธีโย ท่านปกครองในเขต ๓ อำเภอ คืออำเภอศรีสงคราม อำเภอบ้านแพง อำเภอท่าอุเทน ของจังหวัดนครพนม
ท่านบวชเมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๙ ในขณะที่อายุ ๒๘ ปี หลังจากบวชแล้ว ไม่เคยส่งข่าวกลับบ้านเลย และไม่ได้กลับบ้านด้วย เมื่อบวชแล้ว ท่านก็ได้ศึกษาค้นคว้าตำราต่างๆ เช่น นวโกวาท ตลอดจน ท่องปาฏิโมกข์ได้ และอยู่กับพระอุปัชฌาย์ได้ ๒ พรรษา ก็คิดอยากจะลาสิกขา จะอยู่ในอิริยาบถไหน ก็คิดแต่จะลาสิกขา กิจวัตรต่างๆ ที่พระใหม่ควรจะทำก็ทำโดยไม่บกพร่อง แต่ความอยากลาสิกขาไม่หายไป ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาของนักบวช แต่ที่ไม่ธรรมดาคือ จะทำอย่างไรเมื่อมีอารมณ์อยากลาสิกขา แล้วทำไม่ให้มันลาสิกขา จึงกราบลาพระอุปัชฌาย์เพื่อไปหาสถานที่วิเวกดูบ้าง
ยอมตาย แต่ไม่ยอมลาสิกขา
ครูบาอาจารย์เฒ่าเคยเล่าให้หลวงพ่อเดช กิตติปาโล (หลานครูบาอาจารย์เฒ่า) วัดโพธิ์ชัย บ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ฟังว่า เมื่อคราวท่านอยากลาสิกขา ในขณะนั้นบวชได้ ๒ พรรษา จึงได้ลาพระอุปัชฌาย์ หาสถานที่วิเวกเพื่อหาอุบายที่จะได้ไม่ลาสิกขา จากวัดพระอุปัชฌาย์ไปตามป่าตามเขา ยิ่งเดินก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งเหนื่อยก็ยิ่งอยากลาสิกขา เดินไปจนถึงภูพาน จึงได้หาสถานที่ปักกลด เดินจงกรม นั่งสมาธิ ทำความเพียรตามที่เคยได้ศึกษาตำรามา และเคยทำเองบ้าง แต่ไม่เข้าใจเท่าที่ควร ทำความเพียรอยู่ช่วงสองวันแรก ตื่นเช้ามาก็ออกบิณฑบาตกับชาวบ้านที่อยู่ตามกระท่อมตีนเขา พอได้ฉัน ยิ่งทำความเพียรก็ยิ่งทุกข์ เพราะอยากลาสิกขามาก
จึงได้ตั้งสัจจะกับตัวเองว่า
"มึงอยากสึกหลาย ให้มึงตายอยู่นี่"
แล้วมุ่งทำความเพียร เดินจงกรม นั่งสมาธิอยู่ ๖-๗ วัน ไม่ไปบิณฑบาต อาการอยากลาสิกขาจึงค่อยทุเลาลง แต่ยังไม่หาย ไม่ลงไปบิณฑบาตหลายวัน
โยมคิดว่าตายแล้วจึงขึ้นมาดู เห็นท่านเดินจงกรมอยู่ จึงกลับลงไปเอาน้ำเอาข้าวไปถวายท่าน ท่านก็ไม่ฉัน ญาติโยมได้อ้อนวอนให้ท่านฉัน จึงได้สนองศรัทธา และโยมได้พูดถึงหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นว่า ท่านทั้งสองนี้ปฏิบัติดี ปฏิบัติเอาจริงเอาจังมาก ใครก็ให้ความเคารพท่านมาก แต่ก่อนท่านเคยเดินธุดงค์ผ่านมาทางนี้ด้วย
ครั้นถามโยมได้ความว่า ท่านทั้งสองปกติก็พำนักอยู่ที่แถบจังหวัดสกลนคร นครพนม จึงได้ตั้งใจมุ่งตรงไปยังครูบาอาจารย์ทั้งสองเพื่อกราบขอฟังอุบายธรรม และได้ลงจากภูพานเพื่อเสาะแสวงหาองค์ท่านทั้งสอง
ผู้ชี้ทางสว่าง
ครูบาอาจารย์เฒ่าได้ติดตามสืบหาจนได้พบหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ขณะนั้นท่านพำนักอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร ซึ่งแต่ก่อนเป็นป่าที่เหมาะในการภาวนามาก จึงได้ไปกราบท่านขอพักอยู่กับท่าน ๓-๔ วันเพื่อขอรับฟังโอวาทจากท่าน หลวงปู่มั่นได้เมตตาให้อุบายในการปฏิบัติ และไล่ให้ไปปฏิบัติเอง ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ได้กราบลาหลวงปู่มั่น ออกปฏิบัติตามคำแนะนำตามลำพัง ยิ่งปฏิบัติไปในความรู้สึกมีแต่ความหนักไปหมด นั่งก็หนัก ยืนก็หนัก นอนก็หนัก แก้ไม่ตก จึงคิดถึงหลวงปู่มั่นขึ้นมาและกลับไปกราบท่านอีกครั้งหนึ่ง เมื่อไปกราบหลวงปู่มั่น ท่านก็ถามว่า
"เป็นจั่งได๋การปฏิบัติ"
ครูบาอาจารย์เฒ่าบอกว่า ไม่รู้จะเอาอะไรมาบอกกับหลวงปู่มั่น เพราะไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น มีแต่หนักอย่างเดียว เดินก็หนัก นอนก็หนัก นั่งก็หนัก
หลวงปู่มั่นพูดเป็นเชิงดุว่า
"การปฏิบัติอยากแต่ให้มันสงบ เอาแต่ตัณหาเข้าไปทำ มันจะเห็นอะไร"
แล้วหลวงปู่มั่นท่านได้ไล่ให้ไปปฏิบัติอีก
ด้วยวิสัยที่ดุดัน เอาจริงเอาจังเป็นทุนอยู่แล้ว เมื่อท่านได้ยินหลวงปู่มั่นท่านดุ เหมือนกับว่า ท่านให้กำลังใจ จึงได้สะพายบาตรแบกกลดมุ่งหน้าสู่ป่าหนาดงทึบ คราวนี้เอาจริงยิ่งกว่าเดิม ทั้งเดินจงกรมนั่งสมาธิทั้งคืนทั้งวัน ให้เวลาในการพักผ่อนน้อย ฉันก็ลดน้อยลง จนมีอยู่วันหนึ่งขณะเดินจงกรมอยู่อาการที่ว่า "หนัก" ไม่รู้หายไปไหน กลับมีแต่ความเบากายเบาใจ เดินไปทางไหนเหมือนกับจะปลิวไป ไม่สามารถจะเล่าให้ใครฟังถูก ปฏิบัติติดต่ออยู่นาน อาการเบานั่นก็ยังเหมือนเดิม จึงคิดว่า
"นี่หรือ ที่ครูบาอาจารย์มั่นบอกว่าอาการของจิตสงบ"
และได้กลับไปหาหลวงปู่มั่นอีกครั้ง
เมื่อกลับไปกราบหลวงปู่มั่นคราวนี้ ท่านไม่ดุเหมือนเมื่อก่อนและกราบเรียนท่านว่า "ขะน้อยเห็นแล้วจิตสงบ"
"มันเป็นจังได๋ จิตสงบ" หลวงปู่มั่นถาม
"จิตสงบนั้นมันเบากายเบาใจ ในอิริยาบถได๋มันกะเบา บอกบ่ถืก"
ครูบาอาจารย์เฒ่าเล่าให้หลวงปู่มั่นฟังถึงอาการต่างๆ ที่ได้ประสบจากการทำความเพียรจนหมดสิ้น
คราวนี้หลวงปู่มั่นท่านได้แนะนำแนวทางปฏิบัติต่อ โดยท่านให้พิจารณาขันธ์ ๕ ให้เห็นเป็นไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาให้เห็นแล้วให้ย่อเข้ามา คือ กายกับใจ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นของไม่มีตัวตน แยกมันให้ออก
หลังจากได้คำอธิบายจากหลวงปู่มั่นแล้ว ก็กราบลาท่านอีก ได้ออกปฏิบัติเอง แล้วก็ได้นำอุบายที่หลวงปู่มั่นให้ มาพิจารณากลับไปกลับมา อยู่เป็นเวลานานหลายเดือน จนก่อนเข้าพรรษาที่ ๓ ก็ปรากฏสภาวะทุกอย่างลงตัว เกิดปีติขึ้นในจิตใจ สว่างโร่ทั้งกลางวันกลางคืน เห็นทุกสิ่งทุกอย่างไม่แตกต่างกันอย่างไร โลกทั้งโลกไม่สงสัยอะไร คิดอยู่ในใจว่า ถ้าจะมีปัญหาร้อยแปดพันปัญหา ก็ไม่สงสัย อาการของจิตใจในขณะนั้นนิ่งมาก ไม่มีอะไรทำให้หวั่นไหวได้อีกต่อไป ยิ่งในอาการดังกล่าวยากที่จะบรรยายถ่ายทอดให้คนอื่นรู้ได้ นอกจากตัวเอง ที่เรียกว่า "ปัจจัตตัง"
ท่านได้ธุดงค์ไปรูปเดียว ไปตามป่าบ้าง ภูเขาบ้าง ไปถ้ำใดเข้าได้หมด ด้วยความอาจหาญ ไม่คิดกลัวสัตว์ร้าย หรือสิ่งต่างๆ จะมาทางไหนก็ไม่กลัว จะบอกว่าทั้งความกลัวและความสงสัยต่างๆ ไม่เป็นเรื่องหนักใจอีกต่อไปก็ไม่ผิด
ลูกศิษย์รูปหนึ่งเคยได้ยินครูบาอาจารย์เฒ่าพูดอยู่เสมอว่า
"คำสอนถึงจะมีมากมายสักเพียงไร ก็ไม่เท่าการปฏิบัติให้เห็นเอง"
จึงได้ถามครูบาอาจารย์เฒ่าไปว่า
"ที่ว่าคำสอนไม่เท่าการปฏิบัติ มันเป็นอย่างไร ครับ"
ครูบาอาจารย์เฒ่าตอบว่า
"การที่ฟังจากคนอื่นพูด เป็นได้แค่แนวทางเท่านั้น ผู้อื่นไม่สามารถบอกผลการปฏิบัติเป็นคำพูดได้ สิ่งที่เกิดนั้นมันจะเกิดขึ้นเอง หากมีการปฏิบัติด้วยการทำกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์ ศีล สมาธิ ปัญญา จึงจะเกิดเอง เรื่องอารมณ์เล็กๆ น้อยๆ อย่าข้าม ถ้าศีลบริสุทธิ์ สมาธิและปัญญาจะก้าวหน้า นั่งสมาธิบางทีก็มีคำถามและคำตอบขึ้นมาพร้อม ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์ เข้าป่าเป็นพระกรรมฐานไม่ได้ ผีหักคอบ้าง เสือกินบ้าง พระที่ศีลไม่บริสุทธิ์ เสือกัดตาย ตามถ้ำตามเขาเห็นกระดูกกองถมไป"
สามพรรษาที่ถ้ำบังบด
หลวงพ่อกิ ธมฺมุตฺตโม วัดป่าสนามชัย อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ศิษย์ผู้ใกล้ชิดรูปหนึ่ง เล่าว่า
ในช่วงที่ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ได้ออกธุดงค์ ปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังอยู่นั้น ได้ทราบว่าหลวงปู่มั่นได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้ธุดงค์ตามท่านไป พอดีไปพบท่านที่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเข้าพรรษา จึงได้เข้ากราบท่านอีกครั้งหนึ่ง
หลวงปู่มั่นได้ถามถึงการประพฤติปฏิบัติของครูบาอาจารย์เฒ่า ท่านก็ได้เล่าถวายหลวงปู่มั่นตามที่ได้พบจากการปฏิบัติทุกอย่าง ปกติก่อนเข้าพรรษา หลวงปู่มั่นจะเรียกรวมลูกศิษย์เพื่อจัดพระเณรจำพรรษาในที่ต่างๆ หลวงปู่มั่นได้ให้ครูบาอาจารย์เฒ่าไปจำพรรษาที่ถ้ำบังบด โดยมีข้อแม้ว่าถ้าไม่ครบ ๓ พรรษาไม่ต้องลงมา ถ้ำนี้หลวงปู่มั่นได้เคยไปภาวนามาแล้ว เหมาะกับพระเณรที่มีภูมิจิตภูมิธรรมที่แข็งกล้าแล้ว จึงจะขึ้นไปภาวนาได้ และสถานที่แห่งนี้เคยมีพระธุดงค์ไปมรณภาพมาแล้วหลายรูป ถ้าไม่เก่งจริงคงจะกลับออกมายาก
เมื่อหลวงปู่มั่นแนะนำดังนั้น ท่านจึงได้รับและได้กราบลาท่านไปที่ถ้ำนั้นรูปเดียว เมื่อไปถึงถ้ำบังบด จึงได้หาสถานที่ปักกลด ทำทางเดินจงกรม แล้วภาวนาอยู่รูปเดียวตลอด ๓ พรรษา
ในคืนของวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ พรรษาแรก หลังจากเดินจงกรมตอนหัวค่ำแล้ว ได้เปลี่ยนอิริยาบถมานั่งสมาธิบ้าง ในขณะกำลังนั่งสมาธิสงบนิ่งอยู่นั่นเอง ได้ยินเสียงดังสนั่นกึกก้องไปทั่ว แยกไม่ออกว่าเป็นเสียงอะไร ราวกับฟ้าจะทลาย ภูเขาทั้งลูกถูกเขย่าให้สั่นสะเทือน คล้ายกับว่าจะถล่มลงมาทั้งลูก ทั้งเสียงคน เสียงสัตว์ร้องกันโกลาหลไปทั่ว จะเดินออกไปดูก็ไม่มั่นใจ ความกลัวที่ว่าหมดไปแล้ว ไม่รู้ว่ามาจากไหน ทั้งที่ๆ ก่อนมาเคยให้คำรับรองกับตัวเองว่าหมดความกลัวแล้ว พุทโธที่เคยบริกรรมหายหมด มีแต่ความกลัว
ครูบาอาจารย์เฒ่าเล่าให้ศิษย์ฟังว่า กลัวจนไม่รู้ว่าจะกลัวอย่างไร ขนและผมทุกเส้นมันลุก จนคิดว่ามันจะหลุดออกจากหัวเสียแล้ว จีวรสบงชุ่มไปด้วยเหงื่อ เมื่อถึงที่สุดของความกลัว ได้มีอะไรสักอย่างมากระซิบที่หูว่า
"ในสากลพิภพนี้ สรรพสัตว์ ตลอดทั้งเทพ พรหม ยม ยักษ์ ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนเคารพและยำเกรงต่อพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น เราเป็นลูกศิษย์พระตถาคตจะไปกลัวอะไร"
เมื่อได้ยินดังนั้น สติเริ่มกลับคืนมา แล้วเกิดความอาจหาญขึ้นในจิตในใจ ความกลัวค่อยเลือนหายไป ในที่สุดไม่รู้ความกลัวหายไปไหน คิดให้กลัว ก็ไม่กลัว คิดเห็นเสือ เห็นช้าง เป็นธรรมดาไปหมด ไม่มีอะไรที่น่ากลัวอีก มีความรู้สึกว่า อาการหายกลัวครั้งนี้ มีอานุภาพมากกว่าครั้งที่ผ่านมาหลายร้อยหลายพันเท่า เดินจงกรม นั่งสมาธิ มีแต่ความเยือกเย็น สบาย ข้าวปลาอาหารไม่หิว เป็นอยู่ ๗ วัน ๗ คืนนอนก็ไม่นอน
หลายวันต่อมาโยมขึ้นไปเยี่ยมท่าน เพราะเห็นท่านไม่ได้ลงไปรับบิณฑบาตหลายวัน คิดว่าท่านคงเป็นอะไรไปแล้ว
ญาติโยมได้ถามครูบาอาจารย์เฒ่าว่า "ไม่สบายหรือ ตาจึงแดง"
"สบายดี" ท่านตอบ
"ท่านไม่หิวข้าวหิวน้ำหรือ ไม่เห็นลงไปบิณฑบาต นึกว่าเป็นอะไรไปเหมือนพระรูปอื่นๆ"
วันต่อมา ท่านจึงได้ลงไปบิณฑบาตในหมู่บ้านใกล้เชิงเขา และฉันเพียง ๒ คำเท่านั้น ร่างกายเกิดไม่รับอาหาร ไม่ว่าจะฉันอะไรลงไปก็อาเจียนออกมาหมด หลายวันต่อมาร่างกายจึงปกติ และได้ปฏิบัติภาวนาอยู่ที่นั่นจนครบ ๓ พรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วจึงได้ลงมากราบหลวงปู่มั่นอีกครั้ง และเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้หลวงปู่มั่นฟัง
หลวงปู่มั่นจึงได้พูดให้ข้อคิดว่า
"ทองรัตน์ เดี๋ยวนี้จิตของท่านเท่ากับจิตของผมแล้ว ต่อไปนี้ท่านจะเทศน์จะสอนคนอื่น ก็จงสอนเถิด"
หลังจากออกเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ แล้วได้มาภาวนาอยู่ที่ถ้ำบังบดนี้ คิดเป็นเวลาก็ยาวนาน ประกอบกับผ้าจีวรฝ้ายที่ปั่นและทอเย็บด้วยมือ ถูกใช้นานหลายปี เกิดเปื่อยยุ่ยใช้การไม่ได้ เพราะปกติผ้าจีวรขาดธรรมดาก็หาผ้ามาปะมาชุนได้ บางครั้งหาด้ายและเข็มไม่มี ต้องใช้เปลือกไม้มาทุบใช้เป็นเส้นใยแทนด้ายเพื่อชุนไว้
ซึ่งในเรื่องพระธรรมวินัยนี้ ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านละเอียดมาก ถึงแม้อาบัติเล็กน้อยท่านก็ไม่มองข้าม ผ้าถึงจะเก่า สีจะหมองขนาดไหนก็ยังงามตามพระธรรมวินัย
ท่านจึงคิดจะไปกราบลาครูบาอาจารย์ เพื่อเดินทางกลับไปหาญาติโยมทางบ้านสามผง ดงพะเนาว์ เพราะไม่มีโยมปวารณาถวายผ้า จะขอคนผู้ไม่ใช่ญาติก็ไม่ได้
พอไปกราบหลวงปู่มั่นเพื่อจะลาท่านไปบ้าน หลวงปู่มั่นจึงพูดดังว่า
"เออ อยากได้อยากเห็นธรรมบ่แม่นบ้อ จั่งมาบวช สิมามัวกับญาติโยมอยู่หั่นบ้อ" (เออ อยากได้อยากเห็นธรรมไม่ใช่หรือ จึงได้ออกบวช จะไปมัวข้องเกี่ยวกับญาติโยมอยู่อีกหรือ)
และหลวงปู่มั่นก็ได้อนุญาตให้กลับบ้าน ครูบาอาจารย์เฒ่าทราบความปรารถนาดีของพ่อแม่ครูบาอาจารย์แล้ว จึงกราบลาท่านกลับบ้าน
กลับบ้านครั้งแรก
แม่ใหญ่จันทิมา ลูกสาวคนเล็กของพี่ชายคนโต (ผู้ใหญ่ทะ หรือหมื่นชนชนะชัย) เล่าว่า ปีที่ครูบาอาจารย์ท่านกลับบ้านครั้งแรกนั้น แม่ใหญ่อายุ ๒๗ ปี เมื่อกลับไปถึงบ้าน ไม่มีใครจำได้ แม้แต่ผู้เป็นพี่ชาย (ผู้ใหญ่ทะ)
ตอนเช้าครูบาอาจารย์เฒ่าผ่านไปรับบิณฑบาต และได้ยืนอยู่หน้าบ้านตั้งนาน ปกติก็ไม่มีพระมายืนหน้าบ้านสักที จนคนบ้านใกล้กันเขาเห็นท่าน หรือเขาอาจจะจำเค้าหน้าท่านได้ จึงร้องไปทางผู้ใหญ่ทะ
"พ่อเย่อ พ่อเย่อ บ่แม่นญาคูน้องชายพ่อเย่อบ้อ มายืนอยู่หน้าเฮือนเจ้านั่น" (คุณตา คุณตา ไม่ใช่พระน้องชายคุณตาหรือ ที่มายืนอยู่หน้าบ้านนั่น)
ผู้ใหญ่ทะจึงชำเลืองไปดู แต่ก็ยังไม่ปักใจเชื่อ จึงลงจากบ้านไปถามดู พอไปถึงก็นั่งพนมมือถาม
"ญาคูนิมนต์ มาแต่เสอขะน้อย" (พระอาจารย์นิมนต์ มาจากไหนครับ)
"อาตมาเป็นคนบ้านนี้ เป็นลูกพ่อใหญ่กำจัด มาพักอยู่วัดป่าฮั่น"
ครูบาอาจารย์เฒ่าตอบ และได้เดินบิณฑบาตต่อไป ปล่อยให้ผู้ใหญ่ทะนั่งงงงวยอยู่คนเดียว ยังคิดไม่ออกว่าพระรูปนี้คือใครกันแน่ มาแอบอ้างว่าเป็นลูกเป็นหลานพ่อใหญ่กำจัด ซึ่งเป็นพ่อของตน
เมื่อครูบาอาจารย์เฒ่าได้บิณฑบาตกลับวัด ผู้ใหญ่ทะได้เดินตามหลังครูบาอาจารย์เฒ่าจนถึงวัด เพื่อไปถามให้แน่ใจว่าเป็นลูกหลานพ่อใหญ่กำจัดจริงหรือ เมื่อไปถึงวัด ผู้ใหญ่ทะได้ซักถามว่า ท่านคือใครกันแน่
ครูบาอาจารย์เฒ่าจึงเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า
"อาตมาชื่อทองรัตน์ ปีนั้นพ่อได้พาไปฝากบวชอยู่กับพระอุปัชฌาย์ ที่วัดโพธิ์ไชย ท่าอุเทน"
ผู้ใหญ่ทะจึงยอมเชื่อว่า พระที่ไปบิณฑบาตเมื่อเช้านี้ คือน้องชายตนเอง จึงได้ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกัน ดีใจที่พระน้องชายยังมีชีวิตอยู่ คาดไม่ถึงว่าจะได้เจอน้องชายอีก ส่วนพ่อแม่และญาติบางคนได้ล้มหายตายจากไปก่อนหน้านี้แล้ว
พระครูอดุลย์ธรรมภาร วัดศรีวิชัย เล่าว่า
"ครั้งแรกที่ครูบาอาจารย์เฒ่าผ่านมาพักที่วัดนี้ ซึ่งเป็นวัดที่ครูบาอาจารย์วัง ครูบาอาจารย์มา เป็นผู้สร้าง แต่ก่อนวัดยังไม่มีศาลา มีแต่ผาม (ร้านที่ทำเพี่อกันแดด) กุฏิก็มีแต่กุฏิมุงหญ้าคา ๒-๓ หลัง เมื่อครูบาอาจารย์เฒ่ามาครั้งแรกจึงไปปักกลดใต้ร่มโพธิ์ท้ายวัด ซึ่งแต่ก่อนยังเป็นป่าอยู่"
ต่อมาผู้ใหญ่ทะได้จัดหาผ้าขาวที่ทางแม่บ้านปั่นและทอกี่เองเป็นผ้าฝ้าย มาถวายครูบาอาจารย์เฒ่าเพื่อทำจีวร ท่านได้เย็บจีวรด้วยมือ เสร็จแล้วได้นำไปย้อมด้วยน้ำฝาดแก่นขนุน ที่เคี่ยวได้ที่แล้ว จนเสร็จ
ส่วนทางผู้ใหญ่ทะเห็นพระน้องชายปักกลดอยู่ตามร่มไม้ ก็ได้ร่วมกับชาวบ้านสร้างกุฏิมุงหญ้าคาให้ กุฏิยังไม่ทันเสร็จ ครูบาอาจารย์เฒ่าก็ได้บอกลาธุดงค์ต่อไป ซึ่งเป็นปกติของครูบาอาจารย์เฒ่า ท่านไม่ชอบการก่อสร้างเสนาสนะเป็นที่ถาวร ถึงจะมีโยมขอสร้างให้ท่านก็จะพยายามบ่ายเบี่ยง ถ้าห้ามไม่ได้จริงๆ ท่านก็จะบอกว่าสร้างก็สร้าง แต่จะนิมนต์ให้อยู่ ท่านจะไม่รับว่าจะอยู่ตลอด อยากไปเมื่อไหร่ก็จะไป
หลวงพ่ออวน ปคุโณ เล่าว่า
ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ ท่านไม่ชอบสร้างวัดเป็นหลักแหล่ง ส่วนใหญ่อยู่ตามร่มไม้ กระท่อมมุงหญ้าคา พื้นปูด้วยไม้ไผ่สับง่ายๆ เมื่อท่านจากไปกระท่อมนั้นพังพอดี จึงยากที่จะตามรอยท่านเจอ แม้แต่ปัจจุบัน สถานที่ที่ท่านเคยจำพรรษาหลายแห่ง เช่น ฝั่งโขง เมืองลาว บ้านดงชน บ้านดงมะเกลือ บ้านไผ่ล้อม บ้านโนนหอม วัดห้วยศรีคูณ อำเภอนาแก เขมรตอนบน บ้านชีทวน บ้านโคกสว่าง บ้านคุ้ม แต่ละแห่งแทบจะไม่มีอะไรหลงเหลือให้รู้ว่าแห่งนั้นเคยมีพระมาจำพรรษา จะมีเฉพาะบ้านคุ้มและบ้านโคกสว่าง ที่มีเจดีย์องค์เล็กๆ ซึ่งชาวบ้านสร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิธาตุของท่านเท่านั้นเอง และที่วัดป่ามณีรัตน์ บ้านคุ้ม เป็นแห่งเดียวที่ท่านจำพรรษานานที่สุด
หลังจากครูบาอาจารย์เฒ่าเย็บจีวรเสร็จแล้ว ได้ออกธุดงค์ไปในที่ต่างๆ บางครั้งติดขัดเรื่องการภาวนา ก็อาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมาบ้าง เมื่อมีโอกาสจึงไปกราบเรียนหลวงปู่เสาร์ - หลวงปู่มั่นบ้าง ท่านมักปลีกวิเวกไปในที่ต่างๆ ตามป่า ตามถ้ำรูปเดียว ไม่ชอบคลุกคลีกับหมู่คณะ จึงเป็นเหตุให้พระสงฆ์องค์เณรส่วนใหญ่ไม่รู้จักท่าน นานๆ ท่านจึงจะเข้ากราบฟังอุบายธรรมจากหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่นทีหนึ่ง และถึงไปก็อยู่ไม่นาน พอได้ฟังอุบายธรรมก็ไปต่อ บางครั้งไม่พักค้างคืน โดยสถานที่ช่วงแรกของชีวิตนักบวช ท่านจะอยู่นครพนม สกลนคร ลาว พม่า มีบางครั้งที่ครูบาอาจารย์เฒ่าได้มีโอกาสธุดงค์ไปกับสหธรรมมิกร่วมครูบาอาจารย์เดียวกัน เช่น
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่ตื้อ อจลธมโม วัดอรัญญวิเวก อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม พระครูญาณโสภิต (หลวงปู่มี ญาณมุนี) วัดญาณโสภิตวนาราม อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา โดยเฉพาะที่ประเทศพม่า ท่านได้มีโอกาสเดินธุดงค์ร่วมกับพระครูญาณโสภิต
ด้วยความคุ้นเคยและเป็นศิษย์ร่วมพระอุปัชฌาย์เดียวกัน ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ กับหลวงปู่ตื้อ จึงชอบพูดสัพยอกกันอยู่บ่อยๆ ปกติหลวงปู่ตื้อเวลาท่านออกธุดงค์ตามสถานที่ต่างๆ ท่านมักจะมีอะไรติดไม้ติดมือกลับวัดเกือบทุกครั้ง โดยเฉพาะพระพุทธรูปปางต่างๆ หลายองค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ไชย อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม หลวงปู่ตื้อท่านเป็นผู้นำมา
ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์จึงพูดว่า
"ญาถ่านตื้อนี้ไปภาวนาหม่องได๋ ได้แต่พระกลับมา" (ท่านอาจารย์ตื้อนี้ไปภาวนาที่ไหนได้แต่พระกลับมา)
แต่ถึงจะพูดอย่างไร ทั้งสองท่านก็หาได้ถือโทษโกรธเคืองกันไม่
ครั้งหนึ่งครูบาอาจารย์เฒ่าได้เคยพูดกับลูกศิษย์ว่า
"ญาถ่านตื้อนี้ ต่อไปจะเป็นผู้มีชื่อเสียงบารมีมากรูปหนึ่ง"
และก็สมดังที่ท่านพูดไว้ดังที่พวกเราชาวพุทธทราบกันดี
ช้างยังเกรง
หลวงพ่ออวน ปคุโณ วัดจันทิยาวาส ตำบลนามะเขือ อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม เล่าว่า
มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลวงพ่ออวนได้ออกธุดงค์ในเขตฝั่งลาว และได้ทราบข่าวว่า ครูบาอาจารย์ทองรัตน์ท่านได้ธุดงค์ไปเยี่ยมญาติที่ฝั่งลาว (แม่ใหญ่จันทิมาเล่าว่า มีญาติที่เป็นพี่คนที่ ๓ ของครูบาอาจารย์เฒ่าคือนายเทน หลังจากมีเรื่องกับแม่ยาย เอากงหลาปั่นด้ายตีแม่ยาย แล้วหนีข้ามไปฝั่งลาว ไม่กลับมาอีกเลยจนถึงทุกวันนี้)
ครูบาอาจารย์ทองรัตน์ได้พักที่ป่าช้าดอนเจ้าปู่ บ้านนาขาม ซึ่งชาวบ้านได้ทำเป็นกุฏิไว้หลังหนึ่งสำหรับพระเณรที่ธุดงค์มาจะได้พัก หลวงพ่ออวนได้พาสามเณรไปกราบท่าน และขอพักกับท่าน ๕-๖ วัน
ในช่วงนั้น พอดีนายฮ้อยควาญช้าง ได้เดินทางมาจากเขตคำม่วน เพื่อนำช้างไปขายทางเวียงจันทน์ พอเดินทางมาถึงดอนเจ้าปู่ บ้านนาขามนั้น ช้างทั้ง ๑๖ เชือกไม่เดินทางต่อไปเอาเฉยๆ ถึงจะไล่จะตีอย่างไรช้างก็เอางวงกอดต้นไม้ไว้อย่างนั้น จนนายฮ้อยช้างหมดปัญญาจึงเข้าไปในหมู่บ้าน เพื่อหาพ่อเฒ่าจ้ำ หมอผีรักษาป่าช้า พ่อเฒ่าจ้ำแนะนำให้แต่งขันดอกไม้ธูปเทียน เพื่อไปขอขมาเจ้าที่ ขอทางผ่าน เพราะสงสัยว่าจะเป็นการกระทำของผีดอนเจ้าปู่นั้นแน่
พวกนายฮ้อยช้างจึงได้กลับไปแต่งขัน เพื่อขอขมาโทษต่อผีดอนเจ้าปู่ เมื่อขอขมาแล้วช้างนั้นก็ยังไม่ไป จนทุกคนหมดหนทาง มีคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยความสงสัยว่า
"รึว่าในดอนเจ้าปู่นี้ จะมีอะไรที่ทำให้ช้างกลัว"
จึงพากันเข้าไปในดอนเจ้าปู่ แล้วได้ไปเจอครูบาอาจารย์เฒ่าพอดี ต่างปรึกษากันว่า คงจะเป็นเพราะพระธุดงค์รูปนี้ที่ทำให้ช้างกลัว นายฮ้อยจึงพากันไปกราบครูบาอาจารย์เฒ่า ท่านได้ถามขึ้นว่า
"ไปหยังพวกหมู่เจ้ามาหยัง?"
"โอ้ย ช้างของพวกกระผมขี่ผ่านมาถึงที่นี่ ไม่รู้เป็นอะไร เอางวงรัดต้นได้ไว้หมดทุกตัว จะไล่จะตีอย่างไรก็ไม่ไป"
นายฮ้อยช้างพูด
"ช้างพวกโยมหิวหญ้าล่ะมั้ง?"
ครูบาอาจารย์เฒ่าถาม
"จะหิวอย่างไร พวกกระผมให้กินมาตลอดทาง ตั้งแต่เช้าถึงบ่าย"
นายฮ้อยช้างตอบ ครูบาอาจารย์เฒ่าได้พูดทีเล่นทีจริง จนพวกนายฮ้อยช้างต่างถอนใจ จะคิดหาวิธีอื่น ก็มองไม่เห็นว่าจะมีวิธีใดแก้ได้ ก็ยิ่งปักใจเชื่อ ว่าเป็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพระธุดงค์รูปนี้แน่นอน พวกนายฮ้อยช้างได้อ้อนวอนอยู่นาน
"หลวงพ่อโปรดช่วยพวกกระผมด้วย ผีปู่ตาก็บนบานศาลกล่าวแล้ว ก็ยังไม่ไป"
นายฮ้อยช้างพูด
"ไม่ใช่มันเหนื่อย มันโกรธหรือ"
ครูบาอาจารย์เฒ่าถาม
"ไม่ใช่มันโกรธมันเหนื่อยหรอก เลี้ยงก็เลี้ยงมาแล้ว"
นายฮ้อยช้าง ตอบ
"นั่นมันปล่อยแล้วนั่น ไปดูชิ"
ครูบาอาจารย์เฒ่าบอกเมื่อพวกพ่อค้าช้างออกไปดู เห็นช้างกินใบไผ่เฉยอยู่ ต่างก็เชื่อแน่ว่าเป็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ของครูบาอาจารย์เฒ่าอย่างแน่นอน จึงพากันมากราบขอขมาโทษครูบาอาจารย์เฒ่าที่ได้ล่วงเกิน แล้วได้พากันขี่ช้างมุ่งหน้าไปยังเวียงจันทน์ต่อไป
ดับไฟแค้น
พระครูอรัญญกิจโกศล (พุทธา พนฺธจิตโต) วัดป่าหนองยาว อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ได้ฟังสืบทอดมาจากหลวงพ่อสาย จารุวณฺโณว่า
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ครูบาอาจารย์เฒ่าไปภาวนาอยู่ป่าแห่งหนึ่ง ไม่ทราบแน่ชัดว่าที่ใด ด้วยอุบายที่แยบยลของครูบาอาจารย์เฒ่าทำให้คนกลับใจได้
คือมีพ่อค้าขายของสิ่งต่างๆ เดินทางไปขายของกับคณะ เดือนสองเดือนจึงจะกลับครั้งหนึ่ง ได้ปล่อยให้เมียเฝ้าบ้าน พร้อมญาติพี่น้องสามีนั้น เมื่อขายของหมดแล้วจึงได้เดินทางกลับ เพื่อนำเงินทองที่ได้มาฝากเมียผู้เฝ้าบ้าน คอยรักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ เพื่อบำรุงและบริหารการบ้านให้ไปได้ด้วยดี คอยสามีผู้กลับมาจากแดนไกล
แต่ในระหว่างการไปครั้งนี้ ผู้เป็นสามีไม่เอะใจเลย ว่าจะเกิดลางร้ายขึ้นกับตัวเอง เมื่อกลับมาถึงบ้าน แทนที่จะได้รับการต้อนรับจากแม่ศรีภรรยาเหมือนทุกครั้ง แต่สิ่งที่ได้รับตอบครั้งนี้คือความแค้น เมื่อทราบข่าวว่าเมียรักได้ขนทรัพย์สินที่หามาได้ตามชายชู้ไป ด้วยความแค้นที่ถูกเหยียดหยาม จึงได้รวบรวมพรรคพวกพร้อมอาวุธครบมือเพื่อชำระหนี้แค้น ได้รอนแรมไปตามหมู่บ้านและสถานที่ต่างๆ ที่คิดว่าเมียและชายชู้จะไปอาศัยอยู่
วันหนึ่งตอนบ่ายแก่ๆ เผอิญวันนั้น ครูบาอาจารย์เฒ่าได้ปักกลดและเดินจงกรมอยู่ชายป่าที่พ่อค้าจะผ่าน กลุ่มชายพ่อค้าตามหาเมียและชายชู้ไม่พบ เมื่อเห็นครูบาอาจารย์เฒ่า จึงคิดว่าพระธุดงค์รูปนี้ท่านเดินธุดงค์ตามที่ต่างๆ ท่านคงจะเห็นคนเดินผ่านไปเป็นแน่
ด้วยความที่มีจิตเลื่อมใสในพระเจ้าพระสงฆ์อยู่บ้าง จึงได้ซ่อนอาวุธไว้ก่อน แล้วปรับเครื่องแต่งตัวใหม่จากเสือร้ายกลายเป็นผู้ใฝ่ธรรม โดยนำผ้าขาวม้ามาพาดบ่า พร้อมกันไปกราบครูบาอาจารย์เฒ่าในขณะที่ท่านกำลังเดินจงกรมอยู่ ยังไม่ทันที่ชายเหล่านั้นจะได้ถาม ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านก็พูดขึ้นก่อนว่า
"ลูกเอ๋ย ตามที่พวกลูกจะไปทำอย่างนั้น มันเป็นบาปเป็นกรรมนะ ลูกเอ๋ย"
ชายเหล่านั้นถึงกับอึ้งหน้าเปลี่ยนสีไปเลย เมื่อได้ยินครูบาอาจารย์เฒ่าพูดดังใจอย่างนั้น เมื่อท่านได้โอกาสจึงได้พูดต่อไปว่า
"ปืนผาหน้าไม้ที่พวกลูกซ่อนไว้ ให้วางมันสา อย่าได้จับมันอีกเลย พ่อรู้หมด ที่พวกลูกมานี่เพื่อกิจอันใด ในใจของพวกลูกกำลังโหมด้วยไฟร้อน การแก้แค้นนั้น มันไม่ได้เป็นการแก้แค้นนะลูก แต่มันกลับเป็นการเพิ่มพูนบาปกรรมให้หลายขึ้น เมียของลูกที่หนีตามผู้ไปนั้น ในอดีตชาติที่แท้จริงเป็นคู่เวรคู่กรรมกันกับลูก หากว่าลูกตามเขามาได้ ก็จะได้นางผีร้ายกลับมา เขาทำกับลูกขนาดนี้ ลูกก็ยังเจ็บจนทนไม่ได้ แล้วจะนำเขามาทำไม ปล่อยเขาไปสา ลูกเอ๋ย พ่อว่า"
ในขณะที่ครูบาอาจารย์เฒ่าได้พูดเตือนสติอยู่นั้น ชายพ่อค้าได้นั่งก้มหน้าพิจารณาตามคำพูดของท่าน
เมื่อครูบาอาจารย์เฒ่าพูดจบ ชายพ่อค้านั้นถึงกับก้มกราบแทบเท้าครูบาอาจารย์เฒ่า ร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตันใจ ที่เกือบจะทำกรรมหนัก และเสียใจที่เมียบังอาจทำกันได้ขนาดนี้
เมื่อสงบสติอารมณ์ได้แล้ว จึงเอ่ยปากขอบวชติดตามครูบาอาจารย์เฒ่าในเวลาต่อมา ส่วนเพื่อนที่ติดตามไปด้วย ได้ร่ำลาสั่งเสียกันแล้วเดินทางกลับบ้าน ส่วนลูกศิษย์ที่กลับใจได้ของครูบาอาจารย์เฒ่า ท่านได้ไปฝากกับพระอีกสำนักหนึ่ง แล้วท่านได้ธุดงค์ต่อไป ตามจริตเดิมที่ท่านเคยทำมา คือไม่ชอบให้ใครติดตามไปด้วย และไม่ชอบติดตามใครไป ถ้าไม่จำเป็น
๑๐
อุปสรรคของการภาวนา
ครูบาอาจารย์เฒ่าได้เล่าประสบการณ์ในการภาวนาของท่าน ให้ลูกศิษย์ฟัง เพื่อเป็นอุบายสอนใจในการปฏิบัติ ด้วยว่าท่านได้เคยผ่านอุปสรรคแบบนี้มาก่อนแล้ว เช่น
ครั้งหนึ่งในขณะที่ท่านออกธุดงค์อยู่ที่ภูเขาลูกหนึ่ง ท่านได้ปักกลดและเดินจงกรมทั้งวันทั้งคืน ได้เกิดนิมิตเห็นยักษ์ตนหนึ่งรูปร่างใหญ่โตเท่าภูเขา น่ากลัวมาก ได้กระโดดมาขวางทางเดินจงกรม ครูบาอาจารย์เฒ่าซึ่งมีสติพร้อมอยู่ จึงได้ระลึกถึงคำตรัสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
"สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับ ถ้าไม่ดับถือว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งลวง"
ด้วยปัญญาอันแยบคายของครูบาอาจารย์เฒ่า จึงได้ตะโกนอยู่คนเดียวในป่าว่า
"ผีบ้าหน้าหมา มึงตั๋ว (โกหก) กู ยักษ์ผีบ้าหน้าหมา มึงตั๋วกู"
พูดอยู่อย่างนั้น จนนิมิตนั้นได้เลือนหายไปอีกครั้งหนึ่ง
ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านธุดงค์พักปักกลดที่ภูเขาลูกหนึ่ง ขณะที่เดินจงกรมอยู่นั้นได้มีใบไผ่ร่วงลงมามากมาย หมุนรอบเหนือทางเดินจงกรม แล้วใบไผ่นั้นก็กลายเป็นปลาหลดหน้าน้อยลอยหมุนอยู่อย่างนั้น อากาศก็กลายเป็นน้ำ ด้วยประสบการณ์ที่ได้เกิดขึ้นหลายครั้ง จึงเปรียบเสมือนอาวุธในการฟันฝ่าอุปสรรคน้อยใหญ่ให้ท่านได้เป็นอย่างดี ท่านได้ร้องตะโกนขึ้นอยู่คนเดียวว่า
"ใบไผ่ผีบ้าหน้าหมา โคตรพ่อโคตรแม่มึง มึงตั๋ว (โกหก) กู ใบไผ่กะเป็นใบไผ่ อากาศกะเป็นอากาศ มึงอย่ามาตั๋วกู สิ่งได๋เกิด สิ่งนั้นก็ดับ"
ท่านบริกรรมอยู่อย่างนั้น จนนิมิตนั้นเลือนหายไป ใบไผ่ก็ปลิวเป็นใบไผ่ตามธรรมดา ไม่เห็นว่าจะหมุนเป็นปลาอะไร อากาศก็เป็นอากาศเช่นเดิม
๑๑
ต่อสู้กามราคะ
การผ่านพ้นอุปสรรคแต่ละครั้ง ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นเป็นอย่างมาก ในการประหัตประหารกับอุปสรรคนั้นๆ บางครั้งต้องเอาชีวิตเข้าแลก และนี่ก็เป็นอุปสรรคอีกอย่างหนึ่งของครูบาอาจารย์เฒ่า ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า
ครั้งหนึ่งขณะเดินจงกรมอยู่ จิตเกิดฟุ้งซ่าน กามราคะเข้าครอบงำ ด้วยความที่การต่อสู้อุปสรรคแต่ละอย่าง ต้องห้าวหาญและเด็ดขาด อันเป็นคุณสมบัติประจำตัวองค์ท่าน ท่านคว้าขวานเก่าสนิมขึ้นเกรอะได้ ก็เดินตรงรี่ด้วยความฉุนเฉียวคล้ายจะไปฆ่าใครสักคน พอไปถึงขอนไม้ผุ ได้ใช้ขวานนั้นสับไปเต็มกำลัง พร้อมทั้งร้องทั้งด่าไปเหมือนกับระบายความโกรธว่า
"โคตรพ่อ โคตรแม่มึง มึงสิไปสร้างโลก โลกาทางได๋ มึงรู้จักอยู่บ้อ มันทุกข์ โคตรพ่อ โคตรแม่มึง"
ทั้งสับทั้งร้องตะโกน ทำอยู่อย่างนั้น จนตัวท่านเองหมดแรง ขอนไม้ก็ไม่ขาด เพราะขวานก็เก่าขึ้นสนิม แรงก็หมด ความกำหนัดจึงหายไป
๑๒
ครูบาอาจารย์เฒ่าหย่าศึก
ครูบาอาจารย์เฒ่ามักจะสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า การพูดคุย ถ้ามากเกินไป จะไม่เอื้อในการปฏิบัติ ยิ่งถ้าพูดโดยหยิบเอาธรรมะมาพูดคุยกัน ยิ่งจะเกิดอันตราย ถ้าผู้พูดคุยนั้นไม่มีความลึกซึ้งในข้อธรรมนั้นพอ ดังคำโบราณท่านว่า
"สิบสิข่า ซาวสิข่า ให้เอาขยุง เอายางตี อย่าได้เอาคัมภีร์ ตีต่างแทนค้อน" (สิบ ยี่สิบ จะตีจะฆ่ากันให้เอาไม้พยูง ไม้ยางตี อย่าได้เอาตำราตีแทนค้อน หมายความว่า อย่าอ้างตำรามาพูดเพื่อแข่งดีแข่งชนะกัน)
ในช่วงหนึ่ง ที่ท่านได้มีโอกาสเข้ากราบหลวงปู่มั่น บังเอิญว่า ในช่วงนั้นมีพระได้นั่งจับกลุ่มพูดคุยกัน ตามประสาพระยังใหม่ในพระธรรมวินัย เมื่อพูดไปถึงเรื่องพระธรรมวินัยเข้า เกิดขัดกันต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน เสียงเริ่มดังมากขึ้นเรื่อยๆ และได้มีพระรูปหนึ่ง ได้ไปหยิบหนังสือนวโกวาทมาให้ดูเป็นหลักฐาน เพื่อที่ตัวเองจะได้เป็นฝ่ายชนะ เพราะมีหลักฐานประกอบ
แม้กระทั่งเรื่องก็ยังไม่ยุติ มีท่าทีว่าจะบานปลาย จากการพูดคุยกลายเป็นการโต้แย้ง จากการโต้แย้งกลายเป็นการโต้เถียง เมื่อทำท่าจะวางมวยกัน ครูบาอาจารย์เฒ่าไม่รู้ท่านมาจากไหน เดินตรงรี่เข้ามา พร้อมกับคว้าหนังสือทำท่าเหมือนเช็ดก้น แล้วโยนทิ้งต่อหน้าพระทั้งสอง พร้อมกับพูดว่า
"ฮูขี้กูหนี่" (ตูดข้านี่)
แล้วพูดให้คิดต่ออีกว่า
"อย่าเฮ็ดคือครูบาจารย์ได๋ (อย่าทำเหมือนกับอาจารย์นะ) มันบาป"
ทำให้พระทั้งสองนั้นเปลี่ยนจากจะวางมวยกัน มายืนดูครูบาอาจารย์เฒ่าท่านเอาหนังสือเช็ดก้น ผลสุดท้ายพระทั้งสองจึงได้สงบศึกลง
๑๓
หอมผู้บ่าว
หลวงปู่กินรี จนฺทิโย วัดกันตศิลาวาส ตำบลฝั่งแดง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เล่าให้ศิษย์ฟังว่า
คราวใดที่ครูบาอาจารย์เฒ่าไปกราบฟังธรรมหลวงปู่มั่น ท่ามกลางหมู่สงฆ์ หลวงปู่มั่นท่านชอบเอ่ยชื่อ และยกตัวอย่างครูบาอาจารย์เฒ่า ให้พระเณรฟังบ่อยๆ และมีบางครั้ง ท่านต้องได้รับคำสั่งให้ตรวจดูพฤติกรรมของพระเณร ที่นอกลู่นอกทางพระธรรมวินัย จึงเป็นเหตุให้เป็นที่จงเกลียดจงชังแก่พระเณรไม่น้อย บ่อยครั้งในท่ามกลางสงฆ์ ที่หลวงปู่มั่นได้มอบหมายงานต่างๆ ให้ท่าน เพราะครูบาอาจารย์เฒ่าเป็นคนที่ไม่เกรงกลัวใคร ไม่ว่าจะร้ายสักเท่าใด ท่านตรงไปตรงมาตามพระธรรมวินัยอย่างสม่ำเสมอ
ครั้งหนึ่งหลวงปู่มั่นมองมาทางครูบาอาจารย์เฒ่า พร้อมกับเรียกชื่อท่านว่า
"ทองรัตน์"
"โดย" (ขอรับกระผม) ครูบาอาจารย์เฒ่าประนมมือรับ
"เดี๋ยวนี้ พระเณรเฮาบ่คือเก่าแล้วละ เครื่องใช้ไม้สอย สบู่ ผงซักฟอก อีหยังมันหอมเกินวิสัยสมณะที่จะใช้ บ่ฮู้จะแก้แนวได้แล้ว" (เดี๋ยวนี้พระเณรเราไม่เหมือนเดิม เครื่องใช้ต่างๆ เช่น สบู่ผงซักฟอก มันหอมผิดวิสัยที่สมณะจะใช้ ไม่รู้จะแก้ยังไงแล้ว)
ต่อมาวันหนึ่ง ครูบาอาจารย์ทองรัตน์นั่งอยู่ภายในวัด มีกลุ่มพระภิกษุ ๒-๓ รูปเดินผ่านท่าน กลิ่นสบู่หอมจนติดจมูก เหมือนกับที่หลวงปู่มั่นพูดจริงๆ
ครูบาอาจารย์เฒ่าร้องตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า
"โอ้ย หอมผู้บ่าวโว้ยๆ ๆ" (โอ๊ย หอมหนุ่มจังโว้ยๆ ๆ)
ทำให้พระกลุ่มนั้นแหยงกลัวท่านมาก ไม่กล้าสู้หน้าอีกเลย
พระครูกมลภาวนากร วัดภูหล่น อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ได้ฟังสืบทอดจากหลวงพ่อกิ ท่านเล่าว่า
ในเรื่องใช้สบู่ผงซักฟอก ครูบาอาจารย์ทองรัตน์ท่านเข้มงวดมาก โดยเฉพาะสบู่ ส่วนมากท่านจะไม่ใช้ ถ้าใช้ท่านจะให้ตัดแบ่งครึ่งก่อน และสบู่นั้นต้องไม่มีกลิ่นหอม เพราะท่านถือว่า ถ้าสบู่ที่ยังเป็นก้อนสมบูรณ์ทำให้จิตฟูด้วยกิเลสขึ้นมาได้
๑๔
ผงเข้าตา
ตามพระธรรมวินัยกำหนดไว้ว่า สิ่งที่อนุโลมไม่ต้องประเคนคือน้ำสะอาดบริสุทธิ์ ไม้เจีย (แปรงสีฟันทำด้วยไม้ข่อย ไม้คนทา ไม้ดีคนและไม้อื่นๆ ส่วนมากมีรสขม) ที่มีขนาดยาวไม่ต่ำกว่า ๔ นิ้ว และยาวไม่เกิน ๘ นิ้ว
ครั้งหนึ่งหลวงปู่ทองดีซึ่งเป็นสหธรรมิกของครูบาอาจารย์ทองรัตน์ ซึ่งปกติท่านจะกระทำการต่างๆ ด้วยความรอบคอบเสมอ แต่วันนั้นไม่ทราบด้วยสาเหตุอะไรจึงได้พลาด คือเมื่อฉันภัตตาหารเสร็จ พระเณรได้อุปัฏฐากตามสมณกิจ โดยถวายน้ำบ้วนปากและไม้เจีย เผอิญว่าไม้เจียสั้นไป ขณะแปรงฟันอยู่นั้นไม้เจียได้หลุดมือ ร่วงไปติดที่ลำคอ ทำอย่างไรก็ไม่ออก ต้องทนทรมานอยู่นาน จนครูบาอาจารย์ทองรัตน์ได้มาเจอเข้า เห็นอาการก็ทราบว่ามีอะไรติดคอหลวงปู่ทองดีอยู่
ครูบาอาจารย์เฒ่าเลยให้สติไปว่า
"โอ้ย! ญาถ่านดีเหลือ แต่ปฏิบัติมาได้ตั้งหลวงตั้งหลาย ละลายเหล็ก ละลายขางได้เป็นหยังบ่เอามาใช้"
หลวงปู่ทองดีจึงได้สติ ท่านนั่งกำหนดสติชั่วขณะ แล้วไม้เจียนั้นก็ได้มลายไปโดยไม่น่าเชื่อ
๑๕
มรรคผลไม่ได้อยู่ที่นิกาย
จากหนังสือ สุจิณโณนุสรณ์ ของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่ เล่าเรื่องญัตติกรรมว่า
เมื่อหลวงปู่แหวนออกปฏิบัติใหม่ๆ เกิดความสงสัยไม่สบายใจในเรื่องนิกายทั้งสอง ซึ่งในช่วงที่หลวงปู่แหวนไปอบรมกรรมฐาน กับหลวงปู่มั่นนั้นมีพระสงฆ์มหานิกายหลายรูปด้วยกัน ที่ยังไม่ญัตติกรรมเป็นธรรมยุต เมื่อเกิดการเคลือบแคลงสงสัยอยู่ พลอยเป็นเหตุให้การปฏิบัติติดขัดไปด้วย
วันหนึ่ง จึงเข้าไปกราบขอญัตติกับหลวงปู่มั่นหลายรูปด้วยกัน ผลปรากฏว่า บางรูปท่านไม่อนุญาต บางรูปท่านอนุญาต ส่วนหลวงปู่แหวนท่านได้รับอนุญาต ท่านให้เหตุผลที่ท่านไม่อนุญาตว่า
"ถ้าพากันมาญัตติเป็นพระธรรมยุตหมดเสียแล้ว ฝ่ายมหานิกายจะไม่มีใครแนะนำการปฏิบัติ มรรคผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับนิกายหรอก แต่มรรคผลนั้นอยู่กับการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตามพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแนะนำสั่งสอนไว้แล้ว ละในสิ่งที่ควรละเว้นในสิ่งที่ควรเว้น เจริญในสิ่งที่ควรเจริญ นั่นแหละทางดำเนินไปสู่มรรคผล-นิพพาน"
บรรดาศิษย์ฝ่ายมหานิกาย ที่ท่านอนุญาตให้ญัตติกรรมใหม่ในเวลานั้นมีหลายรูป และรูปที่ท่านไม่อนุญาต ก็มีครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์รวมอยู่ด้วย
๑๖
นิกายเดียวกัน
หลวงพ่อกิ ธมมุตตโม เล่าเรื่องเกี่ยวกับนิกายทั้งสองว่า ครั้งหนึ่งครูบาอาจารย์เฒ่าผ่านไปกราบหลวงปู่มั่น มีพระเณรนั่งวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องนิกายทั้งสอง และได้พูดดูถูกพระนิกายอื่นที่ไม่เหมือนกับพวกตน และยังพูดลามไปถึงครูบาอาจารย์เฒ่าว่า พระหลวงตารูปนี้เป็นพระมหานิกาย ไม่ได้ญัตติเป็นธรรมยุตเหมือนกับพวกพระเณรเขา พอดีครูบาอาจารย์เฒ่าได้ยิน ท่านเดินเข้าไปหาแล้วหันหลัง ถลกสบงขึ้นจนเห็นก้น พร้อมกับกล่าวว่า
"มาหยุดเข้าฮูขี้กูนี่" (มายึดเข้าตูดข้านี่) ทำให้พระเณรกลุ่มนั้นแตกกลุ่มไปคนละทิศละทาง เพราะเจอของจริงเข้าอย่างจัง
เรื่องระหว่างธรรมยุตกับมหานิกาย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาหลังพุทธปรินิพพานนานแล้ว ทำให้ผู้ไม่เข้าใจในเรื่องนี้ดีพอต้องไขว้เขวไปด้วย จนเกิดเรื่องเกิดราวกันมานับไม่ถ้วน ในสมัยครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ ก็มีเรื่องวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ไม่น้อย
เมื่อคราวที่ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ได้ศึกษาข้อวัตรกับหลวงปู่เสาร์ - หลวงปู่มั่นเป็นเวลาพอสมควร จนครูบาอาจารย์เฒ่าท่านได้ลิ้มรสอมฤตธรรมแล้ว จึงเกิดเรื่องนี้ขึ้น เพราะในตอนแรกท่านได้ไปกราบขออธิบายธรรมจากหลวงปู่ใหญ่ทั้งสองเป็นเวลาสั้นๆ แต่ไม่ถึงกับทำสังฆกรรมร่วมกัน มีอยู่วันหนึ่งท่านได้ไปกราบหลวงปู่มั่นเมื่อใกล้วันอุโบสถ พระเณรในวัดเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ บางรูปก็ว่าครูบาอาจารย์เฒ่าไม่ได้ญัตติเป็นธรรมยุต ไม่น่าให้ร่วมสังฆกรรมด้วย บางรูปก็ว่าในเมื่อข้อวัตรปฏิบัติเหมือนกัน แถมยังเป็นลูกศิษย์พ่อแม่ครูบาอาจารย์เดียวกัน ควรที่จะให้ร่วมสังฆกรรมด้วย
ก่อนถึงวันลงอุโบสถ หลวงปู่มั่นไม่รู้ท่านได้ยินมาจากใคร ว่าพระเณรกำลังกังวลในเรื่องนี้มาก กลัวว่าเมื่อร่วมสังฆกรรมแล้วจะไม่เกิดผลดีต่อคณะสงฆ์ทั้งสองฝ่าย เพราะเหตุเคลือบแคลงสงสัยในสังฆกรรมนั้น หลวงปู่มั่นจึงได้หาอุบายเพื่อให้พระเณรหายสงสัยหลวงปู่มั่นจึงถามครูบาอาจารย์เฒ่าในท่ามกลางสงฆ์ที่นั่งรวมกันฉันน้ำปานะว่า
"ท่านทองรัตน์สงสัยในสังฆกรรมอยู่บ้อ"
ครูบาอาจารย์เฒ่ากราบเรียนพร้อมกับพนมมือ
"โดย ข้าน้อยข้าน้อยบ่สงสัยหรอกข้าน้อย" (ขอรับกระผม กระผมไม่สงสัยหรอกขอรับ)
"เออ บ่สงสัยกะดีแล้ว ให้มาลงอุโปนำกันเด้อ" (เออ ไม่สงสัยก็ดีแล้ว ให้มาลงอุโบสถร่วมกันนะ)
หลวงปู่มั่นพูด ด้วยว่าครูบาอาจารย์เฒ่าก็ไม่อยากให้ครูบาอาจารย์ต้องลำบากใจ จึงพูดไปว่า
"โดย ข้าน้อยบ่เป็นหยังดอก ข้าน้อย ข้าน้อยขอโอกาสไปลงทางหน้าพู้นดอกข้าน้อย"
ครูบาอาจารย์เฒ่าตอบพร้อมกับพนมมือรับ
และต่อๆ มา เมื่อมีพระมหานิกายที่ไปกราบขอศึกษาประพฤติปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่เสาร์ - หลวงปู่มั่น ที่ยังไม่ญัตติเป็นธรรมยุต หรือไม่ประสงค์จะญัตติกรรมใหม่ ท่านก็บอกให้ไปศึกษากับครูบาอาจารย์ทองรัตน์ตลอด และหากมีพระสงฆ์ที่ไปขอศึกษาประพฤติปฏิบัติกับหลวงปู่เสาร์ - หลวงปู่มั่นที่ไม่ได้ญัตติ และจะไปขอญัตติใหม่ ท่านก็ไม่ญัตติให้ โดยท่านให้เหตุผลว่า ถ้าพากันมาญัตติหมด จะทำให้พระสงฆ์เกิดการแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่ามากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งหลวงปู่เสาร์ - หลวงปู่มั่น ท่านพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะคืนนิกายทั้งสองนั้นให้เป็นอันเดียวกัน
ครูบาอาจารย์ที่ไม่ญัตติเป็นธรรมยุตนิกาย ที่เป็นสหธรรมิก และเป็นลูกศิษย์ครูบาจารย์เฒ่าทองรัตน์ กนฺตสีโล แม่ทัพธรรมนายกองใหญ่ฝ่ายมหานิกาย สายบูรพาจารย์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต อาทิเช่น
๑. พระครูญาณโสภิต (หลวงปู่มี ญาณมุนี) วัดป่าสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
๒. หลวงปู่สีเทา บ้านแวง จังหวัดยโสธร
๓. หลวงปู่พรม บ้านโคกก่อง จังหวัดยโสธร
๔. หลวงพ่อบุญมาก ฐิตปญฺโญ วัดอำมาตย์ จำปาศักดิ์ ประเทศลาว
๕. หลวงปู่กินรี จนฺทิโย วัดกันตศิลาวาส อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
๖. พระครูภาวนานุศาสตร์ (หลวงพ่อสาย จารุวณฺโณ) วัดป่าหนองยาว อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
๗. ท่านเจ้าคุณพระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
๘. หลวงพ่อพรม กุดน้ำเขียว อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
๙. หลวงพ่อทา วัดถ้ำซับมืด อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
๑๐. หลวงพ่อปุ่น ฉนฺทโก วัดป่าฉันทาราม บ้านคำแดง จังหวัดยโสธร
๑๑. หลวงพ่อพร สจฺจวโร วัดบ้านแก่งยาง อำเภอบุณฑริก จังหวัด อุบลราชธานี
๑๒. หลวงพ่อกองแก้ว ธนปญฺโญ วัดป่าเทพบุรมย์ บ้านแก่งยาง อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
๑๓. หลวงพ่ออวน ปคฺคุโณ วัดจันทิยาวาส บ้านนามะเขือ อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม เป็นต้น
๑๗
อุบายเพื่อให้ได้ฟังเทศน์
หลวงพ่ออวน เล่าว่า
ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ หามีแต่ได้รับหน้าที่ให้ควบคุมดูแลพระเณรที่ปฏิบัติร่วมกันในสำนักหลวงปู่เสาร์ –หลวงปู่มั่น ในช่วงที่ได้มีโอกาสอยู่ร่วมปฏิบัติกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งสองอย่างเดียวก็หาไม่ แต่การทำทุกอย่างก็เพื่อควบคุม หรือเตือนสติพระเณรผู้กำลังจะพลั้งเผลอต่อพระธรรมวินัย ซึ่งผลที่จะตามมาก็คือความเศร้าหมองของพระเณรเอง
มีอยู่บ่อยครั้งที่พระเณรที่เข้าศึกษาปฏิบัติธรรมกับพ่อแม่ครูบา-อาจารย์ทั้งสอง แต่ละองค์แต่ละท่าน ต่างมีความประสงค์ที่จะได้รับรสพระธรรม เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ แต่องค์ท่านก็ทรมานพระเณรเหล่านั้นโดยไม่อบรม ไม่เทศนา จนพระเณรทนไม่ไหว จึงไปกราบเรียนครูบาอาจารย์เฒ่า เล่าความประสงค์ให้ท่านฟังว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ฟังธรรมจากหลวงปู่มั่นสักที
ครูบาอาจารย์เฒ่าจึงบอกว่า" อยากฟังอีหลีบ้อ" (อยากฟังจริงๆหรือ)
เมื่อเห็นครูบาอาจารย์พูดอย่างนั้น พระเณรมองเห็นช่องทางที่จะได้ฟังเทศน์แล้ว พนมมือพูดเสริมเข้าไปอีกว่า
"พวกขะน้อยมาปฏิบัติกับพ่อแม่ครูบาจารย์ตั้งนมนาน แต่บ่เห็นครูบาจารย์เพิ่นสอนอีหยังจนขะน้อยสิใจออกหนีเมื่อแหล่วไล้ ขะน้อย" (พวกกระผมปฏิบัติกับหลวงปู่มั่นตั้งนานนมแล้ว ยังไม่เห็นองค์ท่านเทศน์สอนอะไรเลย กระผมคิดจะเปลี่ยนใจลากลับแล้ว ขอรับกระผม)
"บ่ยากตั๋ว เดี๋ยวมื่อแลงกะได้ฟังเทศน์เพิ่น" (ไม่ยากเดี๋ยวตอนเย็นก็ได้ฟังท่านเทศน์)
ครูบาอาจารย์ทองรัตน์รับปาก หลังจากนั้นเมื่อถึงเวลาออกรับบิณฑบาต และบังเอิญวันนี้มีโยมเอาแตงกวาใส่บาตร เมื่อได้โอกาส ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ซึ่งเดินตามหลังหลวงปู่มั่น ก็ได้เดินล้วงเอาแตงกวาในบาตรนั้นออกมากัดเคี้ยวกินเฉย เมื่อหลวงปู่มั่นหันกลับมาดู ก็ปิดปากไว้ เมื่อท่านหันกลับก็เคี้ยวต่อ ผลปรากฏว่า ตอนเย็นได้เรื่อง เพราะหลวงปู่มั่นท่านได้เทศน์ให้พระเณรฟัง สมความปรารถนา
มีอีกคราวหนึ่งที่เล่าสืบทอดกันมาว่า
มีเหตุการณ์ที่พระเณรอยากฟังเทศน์เหมือนกัน แต่คนละกลุ่ม คนละเวลากัน ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ท่านก็ได้เอื้อเฟื้อต่อพระเณรที่ต้องการฟังเทศน์หลวงปู่มั่น คือตอนกลางวันได้ไปต่อยมวยชกลมใต้ถุนกุฏิหลวงปู่มั่น จนแน่ใจว่า หลวงปู่มั่นท่านได้ยินว่ามีพระเณรไปต่อยมวยใต้ถุนกุฏิท่าน ตกตอนเย็นมาก็ได้ผลตามคาดหมาย เมื่อหลวงปู่มั่นท่านมาเทศน์ให้พระเณรฟังอย่างเต็มอิ่ม
ทำให้พระเณรเห็นความสำคัญยกย่องครูบา-อาจารย์เฒ่าทองรัตน์ ว่ามีความกล้าหาญเป็นเลิศ เพราะไม่มีใครกล้าทำในสิ่งดังกล่าว และยิ่งกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ด้วยแล้ว พระเณรต่างไม่กล้าใหญ่ เพราะมีความเคารพยำเกรงต่อครูบาอาจารย์มาก
๑๘
"เฮ้ย บ่างใหญ่มาแล้วโว้ย"
เรื่องของการปฏิบัติกรรมฐานนี้ ทุกคนมีโอกาสสัมผัสผลจากการปฏิบัติกันทุกคน แต่ละคนจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป บางคนถ้าสติไม่เท่าทันกับอุปสรรคที่เกิดขึ้น อาจต้องยอมแพ้อุปสรรคนั้นได้ หรือบางคนอาจจะไปติดกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ละอย่างจะเป็นสิ่งขวางกั้นหรือเป็นสิ่งฉุดรั้งให้การเดินทางเนิ่นช้าลง บางท่านถ้ารู้วิธีแก้ก็สามารถเดินทางต่อไปได้ถึงที่หมายเร็ว บางท่านต้องใช้เวลานานหลายปีก็มี ฉะนั้นจึงจำเป็นที่นักปฏิบัติใหม่ๆ ต้องมีครูบาอาจารย์เป็นผู้ชี้ทางให้ นี่ก็เป็นอุปสรรคอันหนึ่ง ที่หลวงปู่กินรีเล่าให้ฟังว่า
ในคืนวันหนึ่ง มีพระชรารูปหนึ่งได้นั่งสมาธิภาวนาอยู่จนจิตใจสงบ ปรากฏว่าตัวท่านเป็นร่างใหญ่ (กระรอกบิน) บินไปมาในสวนมะพร้าวแห่งหนึ่ง เกิดปีติขึ้นในจิตในใจว่า การปฏิบัติของตนเองได้คืบหน้าไปมาก จนสว่างไปบิณฑบาต อาการนั้นก็ยังเป็นอยู่จนไม่อยากพูดกับใคร พอบิณฑบาตมาถึงวัดด้วยอาการปกติอยู่นั่นเอง ครูบาอาจารย์เฒ่าได้ร้องตะโกนใส่ด้วยเสียงอันดังว่า
"เฮ้ยๆ บ่างใหญ่มาแล้วโว้ยๆ ๆ"
พระชรารูปนั้นเลยได้สติกลับมา จึงรู้ว่าตนเองถูกนิมิตหลอก เอา
มีอีกครั้งหนึ่ง หลวงพ่อกิ ธมฺมุตฺตโม เล่าให้ฟังว่า
ช่วงในพรรษาไม่แน่ใจว่าในปีใด ครูบาอาจารย์เฒ่าได้จำพรรษากับหลวงปู่เสาร์ และพระเณรจำนวนหนึ่ง พระเณรทุกรูปต่างตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติทำความเพียร ไม่มีใครจะพูดกับใคร
จนในวันหนึ่งมีพระรูปหนึ่งปฏิบัติจนหลงว่าตนเองเหาะได้ ในขณะที่เอะอะโวยวายอยู่นั้น หลวงปู่เสาร์ได้บอกครูบาอาจารย์เฒ่าว่า
"เอาแมะ ทองรัตน์ เอาแมะ"
ครูบาอาจารย์เฒ่าลุกขึ้นได้ อัดกำปั้นใส่กกหูพระองค์นั้นเต็มแรง พระองค์นั้นเซถลาไปตามแรงกำปั้นล้มลงกับพื้น จึงค่อยสร่างและได้สติกลับมา
๑๙
ช่วยได้แค่ให้สติ
ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่ชอบใจ ย่อมนำมาซึ่งความโศกเศร้าเสียใจเป็นธรรมดา ลูกศิษย์รูปหนึ่งของครูบาอาจารย์เฒ่าเล่าว่า
ท่านได้มีโอกาสออกธุดงค์ ร่วมกับครูบาอาจารย์เฒ่าพร้อมพระเณรจำนวนหนึ่ง ในขณะที่ได้ธุดงค์ผ่านทุ่งนาแห่งหนึ่ง ที่กระท่อมได้มีคนร่วมกันจัดงานบางอย่าง และในขณะที่กำลังจะเดินผ่านกระท่อมหลังนั้น ได้มีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง ร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายปริ่มว่าใจจะขาด วิ่งตรงมาที่กลุ่มพระกรรมฐานนั้น ได้กราบนิมนต์ท่านให้ไปที่กระท่อม แล้วอ้อนวอนครูบาอาจารย์เฒ่าทั้งน้ำตา ให้ช่วยลูกที่เพิ่งตายไปไม่นานให้กลับฟื้นมีชีวิตใหม่ด้วย
ครูบาอาจารย์เฒ่าได้พูดด้วยเสียงอันดังเหมือนกับได้โกรธกันมาก่อนว่า
"ให้มันตายเหมิดโคตร เหมิดแนว เหมิดพ่อ เหมิดแม่มันพู่น" (ให้มันตายหมดทั้งตระกูลมันเลย)
หญิงคนนั้นได้หยุดร้องไห้และมองตาขวางใส่ครูบาอาจารย์เฒ่า เหมือนกับโกรธครูบาอาจารย์เฒ่ามาเป็นร้อยปี เมื่อครูบาอาจารย์เฒ่าท่านได้โอกาส จึงเทศน์พรรณนาถึงความทุกข์ต่างๆ เพื่อให้หญิงคนนั้นคลายความโศกเศร้า จนในที่สุดหญิงคนนั้นได้คลายจากอาการสะอื้น และนั่งฟังเทศน์ด้วยอาการสงบ มองดูสีหน้าเหมือนกับคนไม่เคยร้องไห้มาก่อน ครูบาอาจารย์เฒ่าจึงได้พาพระเณรเดินทางต่อไป
๒๐
ควายป่ายังขยาด
เมื่อครั้งที่ญาติโยมจะทำพิธีถวายศาลาโรงธรรมที่บ้านสามผง ในงานครั้งนี้ได้นิมนต์ครูบาอาจารย์มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญ คือ ท่านเจ้าคุณอุบาลี (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านก็ได้รับกิจนิมนต์ไปเป็นประธานด้วย หลวงปู่มั่นจึงได้พาครูบาอาจารย์เฒ่าพร้อมพระเณร ๔-๕ รูป เพื่อไปรับท่านเจ้าคุณที่ท่ารถ เพราะสมัยนั้นรถหายาก และเข้าไม่ถึง
ในระหว่างคณะได้เดินทางกลับ พระเณรที่ไปด้วยกันทุกรูปต่างตกใจ ยืนทำอะไรไม่ถูก เพราะข้างหน้ามีควายป่าตัวเขื่อง ยืนจังก้าขวางทางอยู่ ทันใดนั้น ครูบาอาจารย์เฒ่าได้ขอโอกาสเดินนำขบวนตรงรี่ไปที่ควายตัวนั้น พร้อมยกขาอันแข็งแกร่งและว่องไว ถีบเข้าที่ชายโครงควายตัวนั้นอย่างแรง เสียงดังตึบ ควายป่าตัวนั้นตกใจ วิ่งนำหน้าควายป่าตัวอื่นที่กำลังกินโป่งอยู่แตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง
แต่ก่อนสถานที่แห่งนี้เป็นดินโป่งที่สัตว์ป่าชอบลงมากินเป็นประจำ และมีบึงอยู่หลายบึงด้วยกัน บางช่วงเป็นป่ารกทึบ ครูบาอาจารย์มาพักวิเวกแถวนี้เป็นจำนวนมาก
ตามคำบอกเล่าว่า ที่เรียกว่าสามผง เพราะวันหนึ่งมีนายพรานออกล่าสัตว์ที่โป่งนี้ ได้ยิงกวางตัวหนึ่งจนบาดเจ็บ วิ่งไปไม่ไกลก็ล้มลง ทุกคนที่วิ่งตามกวาง คิดว่ากวางตัวนั้นคงหมดแรงและมั่นใจแล้ว เลยชะล่าใจ พอเดินเข้าไปใกล้ กวางตัวนั้นได้ลุกขึ้นแล้วกระโดดสามครั้ง ทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว ทุกคนออกหาอย่างไรก็ไม่พบ คิดว่ากวางตัวนั้นคงมีอิทธิฤทธิ์ ต่อมาได้มีการสร้างกระต๊อบขึ้น ๒-๓ หลังใกล้โป่งนั้นเพื่อพักแรมในคราวไปล่าสัตว์ ต่อมาได้ขยายใหญ่จนเป็นบ้านเป็นเมือง จึงเอานิมิตหมายครั้งนั้นมาเป็นชื่อบ้าน เรียกว่า "บ้านสามผง"
๒๑
วัดถ้ำจำปา
ยายกง แสนสุข บ้านวังไฮ ตำบลภูวง อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร เล่าว่า หลวงปู่เสาร์ท่านได้มาสร้างวัดถ้ำจำปา บ้านคันแท ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านวังไฮมากนัก บางครั้งหลวงปู่เสาร์ท่านก็ลงมาบิณฑบาตที่บ้านวังไฮ และฉันอยู่ศาลาเชิงภู แล้วจึงกลับขึ้นภู บางปีก็มีหลวงปู่มั่นมาจำพรรษาด้วย แต่ก่อนบ้านวังไฮยังไม่มีวัดป่า บางวันญาติโยมก็ขึ้นไปถวายจึงหันที่ศาลาเชิงภู ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านวังไฮมากนัก
๒๒
สร้างวัดป่าบ้านวังไฮ
ในปี พ ศ.๒๔๖๖ ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ได้มาจำพรรษาที่บ้านวังไฮ สมัยนั้นยายกง อายุ ๑๒-๑๓ ปี ได้มาช่วยผู้ใหญ่ขนดินขุดบ่อน้ำด้วย ในพรรษานั้นมีแม่ชี ๓ คน คือ คุณแม่ชีบิน คุณแม่ชีจันทรา คุณแม่ชีเขียว กับพระ ๒ รูป คือครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ และครูบาอาจารย์เจิม พร้อมด้วยสามเณรอีกหนึ่งรูป
ในพรรษาถัดมา พ.ศ. ๒๔๖๗ แม่ใหญ่คำมาก็ได้จัดองค์กฐินสามัคคีขึ้น เพื่อทอดถวายพระที่จำพรรษา แต่ก่อนท่านจะไม่ให้มีเจ้าภาพกฐิน ทุกคนในบ้านจึงช่วยกันจัดหาผ้าขาวซึ่งเป็นผ้าทอเอง ในพรรษาจะมีพระเกือบ ๑๐ รูป เท่าที่จำได้มี ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ ครูบาอาจารย์เจิม ครูบาอาจารย์โคตร เมื่อทอดถวายผ้ากฐินแล้ว ท่านก็จะพากันเย็บเป็นไตรและย้อมเสร็จภายในวันนั้น
บ่อยครั้ง ครูบาอาจารย์เฒ่าจะพาพระเณรไปกราบหลวงปู่เสาร์ที่วัดถ้ำจำปา หลังจากนั้นท่านก็เดินธุดงค์ต่อไป ต่อมาวัดวังไฮก็มีพระสงฆ์อื่นแวะมาพัก หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดภูจ้อก้อ จังหวัดมุกดาหาร ท่านเคยเล่าว่า ท่านเคยมาพักที่วัดนี้อยู่ครั้งหนึ่ง เป็นวัดของครูบาอาจารย์ทองรัตน์ท่านสร้างไว้
ปัจจุบันวัดป่าวังไฮได้ย้ายจากที่เดิมไปติดกับลำห้วยบักอี่ ยังมีเหลือบ่อน้ำซึ่งยายกงมีส่วนร่วมในการขุด พอให้ทราบว่าที่บริเวณดังกล่าวเคยมีพระมาจำพรรษา
๒๓
เคารพในสิ่งที่ควรเคารพ
พระครูกมลภาวนากรได้ฟังสืบทอดมาจากหลวงพ่อกิท่านเล่าให้ฟังว่า
ในคราวหนึ่ง ครูบาอาจารย์เฒ่าได้มีโอกาสออกเดินธุดงค์ กับหลวงปู่มั่นและพระเณรที่ภูเขาแห่งหนึ่ง ทุกรูปต้องปีนเขาเพื่อข้ามไปอีกที่หนึ่ง พระเณรขอโอกาสที่จะสะพายบาตรบริขารของหลวงปู่มั่นแต่หลวงปู่ท่านไม่ให้โอกาส
เมื่อขึ้นเขาที่สูงชันมากได้ประมาณครึ่งทาง เผอิญบาตรของหลวงปู่มั่นได้หลุดจากบ่าองค์ท่าน และกลิ้งลงตามเขา ผ่านหน้าพระเณร ๒-๓ รูป ทุกรูปก็เฉย เพราะเคารพในครูบาอาจารย์มาก แม้แต่บริขารของใช้ของครูบาอาจารย์ ก็ไม่กล้าแตะต้องถ้าไม่จำเป็น แล้วในขณะนั้น ถ้าจะเอามือจับก็ไม่ทัน แต่ถ้าจะเอาเท้าเหยียบก็ไม่กล้า อีกทั้งกลัวกลิ้งลงเขาเหมือนบาตร เลยปล่อยให้บาตรหลวงปู่มั่นกลิ้งลงตามความสูงชันของภูเขา
พอบาตรกลิ้งไปถึงครูบาอาจารย์เฒ่า ท่านรีบใช้เท้าเหยียบสายถลกบาตรของหลวงปู่มั่นไว้ได้โดยไม่รั้งรอ
หลวงปู่มั่นจึงพูดขึ้นว่า
"เออ บ่มีผู้ใด๋สิคิดส่อยครูบาจารย์หรอก ทองรัตน์" (เออ ไม่มีใครคิดช่วยอาจารย์หรอก ทองรัตน์)
๒๔
ประเพณีที่ฝากไว้
วัดป่าเมธาวิเวก เดิมเป็นสถานที่คั่นกลางระหว่างที่นา ๒ แปลง มีทิศตะวันตกติดกับลำห้วยแคน ชาวบ้านต่างมีความพยายามที่จะเข้าทำประโยชน์จากสถานที่แห่งนี้ ต่างคนต่างพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ต้องมีอันเป็นไปทุกราย บางครั้งแม้แต่มาหาหน่อไม้ หาฟืน พอตกเย็นต้องเจ็บป่วย หลายคนที่ต้องจบชีวิตลงเนื่องจากการล่วงละเมิดความอาถรรพ์
ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ครูบาอาจารย์โสมซึ่งเป็นหนึ่งในศิษย์หลวงปู่มั่น และเป็นสหธรรมิกของหลวงปู่กินรี ได้เดินธุดงค์มาแถบนั้นพอดี ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันไปนิมนต์ท่านให้มาพำนักปักกลดดูบ้าง ลำพังชาวบ้านแล้ว ไม่มีใครก้าวย่างเข้าไปในเขตนั้นมานานแล้ว ท่านก็รับและมาพำนักให้ระยะหนึ่งแล้วก็จากไป
ในระหว่างนั้นหลวงปู่กินรี จนฺทิโย ท่านได้มาเป็นสมภารที่วัดดำรงเมธยาราม และได้เอาสามเณรยศ มาภา ซึ่งเป็นหลานมาบวชอยู่ด้วย เพื่อสอนศีลธรรมและหนังสือไปด้วย ซึ่งแต่ก่อนบ้านหนองฮียังไม่มีโรงเรียน ชาวบ้านที่ต้องการรู้หนังสือ จึงอาศัยเรียนจากครูบาอาจารย์ที่ได้มีโอกาสบวช แล้วออกจากบ้าน เพื่อไปแสวงหาความรู้มาจากที่อื่น แล้วนำมาถ่ายทอดกันเป็นทอดๆ หลังจากที่หลวงปู่กินรีได้นำวิชาความรู้มาสอนลูกหลานให้มีความรู้อ่านออกเขียนได้แล้ว ในเวลาต่อมาชาวบ้านที่มีลูกชายจึงได้นำมาฝากเป็นลูกศิษย์วัดเพิ่มมากขึ้นบ้างก็บวชเป็นพระเณรแล้วลาไปศึกษาพระธรรมวินัยในสำนักต่างๆก็มาก
พ่อใหญ่ธรรมรส แสงผา อดีตพระธรรมรส โอภาโส ซึ่งเคยได้ศึกษาพระธรรมวินัยตลอดทั้งหลักภาษาไทยกับหลวงปู่กินรี เมื่อศึกษาได้ขั้นหนึ่งแล้ว หลวงปู่ได้ส่งไปเรียนขั้นสูงต่อไปจากสำนักอื่น จนพระธรรมรสมีความรู้ความสามารถพอจะถ่ายทอดได้ จึงกลับถิ่นฐานเดิม และกราบเรียนปรึกษากับหลวงปู่กินรี เพื่อขอให้สร้างอาคารเรียนในวัด เพื่อลูกศิษย์วัดจะได้มีที่ศึกษาเล่าเรียนเป็นหลักเป็นแหล่งบ้าง
ด้วยหลวงปู่กินรีเป็นผู้ที่มองการณ์ไกล จึงได้แนะนำให้ไปสร้างในสถานที่ที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนหนองฮีในปัจจุบัน พระธรรมรสจึงถือได้ว่าเป็นครูคนแรกของโรงเรียน และได้ถ่ายทอดสืบต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกวันนี้เมื่อมีคนต่างถิ่นเข้าไปในวัด มักจะเห็นลูกศิษย์วัดมาให้การปฏิสันถารเป็นประจำ เพราะในอดีตที่ผ่านมา เรื่องความเคารพความผูกพันระหว่างพระเณรและเด็กได้ถูกปลูกฝังสืบทอดกันมามิได้ขาด
ประเพณีอันงดงาม ที่ชาวหนองฮีได้ถูกปลูกฝังมาจากอดีต ที่ยังตราตรึงต่อผู้พบเห็นในปัจจุบันอีกอย่างคือ ความสามัคคีพร้อมเพรียงกัน ถึงแม้บ้านหนองฮีจะเป็นหมู่บ้านใหญ่ แยกออกเป็น ๔ หมู่ มีวัด ๓ วัด โรงเรียน ๒ โรงเรียน แต่ความสามัคคีของชาวบ้านจะแบ่งแยกกันก็หาไม่ เมื่อมีงานที่บ้านไหน ทุกหมู่ต่างต้องไปร่วมด้วยช่วยกันหาได้แบ่งแยกไม่ โครงการต่างๆ ที่ทางราชการจัดตั้งขึ้น ไม่ว่าโครงการสาธิตการตลาด ตลอดถึงโครงการอื่นๆ หลายโครงการ บ้านหนองฮีต้องถูกบรรจุชื่อเข้าไปแทบทุกโครงการ
พ่อใหญ่ยศ มาภา อดีตสามเณรยศ เล่าว่า หลวงปู่กินรีท่านเป็นคนเคร่งครัดมาก โดยเฉพาะเรื่องอาบัติเล็กน้อย ท่านไม่มองข้าม เช่น การประเคนของ ถ้าวันไหนมีแต่ผู้หญิงมาวัดเพื่อถวายของ ท่านจะไม่รับเด็ดขาด แม้จะทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืนก็ทิ้งไป ทำให้แม่ออกเกรงท่านมาก วันๆ อย่าแม้แต่คิดที่จะทำตัวสนิทสนมกับท่าน แม้แต่ผู้เป็นมารดาบังเกิดเกล้าก็ไม่มีเว้น
หลังจากท่านรักษาการสมภารได้ ๓ ปีก็ออกปฏิบัติต่อไป จะกลับมาบ้างก็ชั่วครั้งชั่วคราว จะจากบ้านแต่ละครั้ง โยมมารดาไม่เคยได้สั่งเสียทันทุกที เพราะท่านไม่เคยบอกล่วงหน้า และไม่ต้องการให้ใครติดตามด้วย แม้แต่สามเณรยศซึ่งเป็นหลานแท้ๆ ก่อนท่านออกไปธุดงค์ ท่านได้นำมาฝากไว้กับหลวงปู่วิเศษ ที่วัดป่าเมธาวิเวก ซึ่งหลวงปู่วิเศษท่านได้มาอยู่สืบต่อจากหลวงปู่โสม
ปี พ.ศ.๒๔๗๗ ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ได้มีโอกาสมาแวะ และพักจำพรรษาที่วัดป่าเมธาวิเวก ครูบาอาจารย์เฒ่าถือได้ว่าเป็นบูรพาจารย์สำคัญ ของเหล่าอุบาสกอุบาสิกาบ้านหนองฮีอีกรูปหนึ่ง เพราะประเพณีอันดีงามและเด่นหลายอย่าง ที่ทำให้บ้านหนองฮีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่นการตักบาตร ทุกเช้าชาวบ้านจะพร้อมกันออกทำบุญตักบาตร ไม่ว่าหญิงหรือชายจะนั่งลงเวลาจบข้าวใส่บาตร จะหงายมือใส่บาตร เวลาพระเณรเดินผ่านก็จะถอดรองเท้า ถอดหมวก นั่งลงพร้อมกับพนมมือจนกว่าพระเณรจะเดินพ้นไป
เมื่อมาจำพรรษาที่วัดป่าเมธาวิเวก ในวันพระช่วงกลางพรรษา ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ ต้องการจัดให้มีการเทศน์ขึ้น แต่ทางวัดป่าเมธาวิเวกไม่มีสถานที่ เลยไปจัดเทศน์ที่วัดในบ้าน คือวัดดำรงค์เมธยาราม มีการเทศน์ตลอดคืน ญาติโยมพากันไปฟังเทศน์เป็นจำนวนมาก และไม่มีใครลุกก่อนที่จะมีการเทศน์จบ ตลอดคืน เมื่อญาติโยมง่วงนอน ครูบาอาจารย์เฒ่าจะขึ้นเทศน์แทนเพื่อให้ญาติโยมหายง่วง เมื่อหายง่วงแล้ว รูปอื่นจึงจะขึ้นเทศน์ต่อ
สาเหตุที่ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์มาจำพรรษาที่วัดป่าเมธาวิเวก เพราะต้องการมาเยี่ยมญาติโยมของลูกศิษย์ คือหลวงปู่กินรี หลวงปู่กินก็ได้ไปกราบและปฏิบัติธรรมกับครูบาจารย์เฒ่าอยู่บ่อยๆ
ในช่วงที่ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์มาจำพรรษานั้น หลวงปู่กินรีได้ออกธุดงค์ไปที่อื่นแล้ว เวลานั้นมีแม่ชีพักอยู่ที่วัดนั้น ๔ คน
การเทศน์สอนคณะชีของครูบาอาจารย์เฒ่านั้น แม่ชีเลียนเล่าว่า
ส่วนมากท่านจะสอนเน้นการปฏิบัติภาวนาให้รู้หน้าที่ของตนเอง
"เฮาเป็นชีให้รู้จักหน้าที่เจ้าของ อย่าคิดจะไปฮั่นมานีคือผู้ชาย เขาเป็นหญิง หน้าที่ของเขาเก็บผักหักฟืน อุปัฏฐากอุปถัมภ์พระสงฆ์องค์เจ้า"
ท่านจะไม่ให้โอกาสชีติดต่อกับพระสงฆ์ เท่าที่จำได้ในพรรษาที่ครูบาอาจารย์เฒ่ามาจำพรรษาที่บ้านหนองฮี ได้มีโอกาสตอบคำถามท่านประมาณ ๒ ครั้ง และไม่เคยพูดคุยกับท่าน หรือแม้กระทั่งพระเณรเลยแม้แต่ครั้งเดียว
หลังจากที่พระเณรฉันเสร็จ จะแยกย้ายกันทำความเพียร เป็นโอกาสที่เหล่าแม่ชีจะได้มีโอกาสอุปัฏฐากสงฆ์คือ ตักน้ำใช้น้ำฉันให้เต็มตุ่มแล้วต้องรีบหนีไป กลัวจะเจอกับพระเณร แม้แต่การประเคนสิ่งของ หลวงปู่กินรีท่านก็ได้ฝึกไว้คือ ถ้ามีเฉพาะแม่ชีหรือผู้หญิง ท่านจะไม่รับสิ่งของนั้น แม้จะรับด้วยผ้าท่านก็ไม่ทำ
แม่ชีสุวันดี (โยมแม่ของหลวงปู่กินรี) แม่ชีคำ แม่ชีเลียน (หลานของหลวงปู่กินรี) ผู้ได้มีโอกาสอุปัฏฐากและติดตามไปกราบครูบาอาจารย์เฒ่าในที่ต่างๆ หลายที่ เช่น บ้านชีทวน บ้านคุ้ม การไปมาสมัยก่อนยังไม่มีรถยนต์มาก ถนนจะมีเฉพาะทางเกวียน ในปีที่ครูบาอาจารย์เฒ่ามาจำพรรษามีพระเณร ๕-๖ รูป
หลังจากออกพรรษาแล้ว ครูบาอาจารย์เฒ่าได้ออกธุดงค์ต่อไป และนานๆ จะมาแวะครั้งหนึ่ง จะมีแต่ครูบาอาจารย์ชา (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) เท่านั้นที่แวะมาเยี่ยมเยียนครูบาอาจารย์หลวงปู่กินรีบ่อยๆ การมาแต่ละครั้งท่านจะต้องนำของใช้ต่างๆ ไปให้
ชีวิตชีสมัยก่อน ถึงเวลาตอนบ่าย ต้องตักน้ำใช้ ตักน้ำล้างเท้าถวายครูบาอาจารย์ การตักน้ำก็ตักตอนที่ครูบาอาจารย์ไม่อยู่ และจะไม่ได้พูดคุยกันกับครูบาอาจารย์ ถ้าครูบาอาจารย์ไม่ถามจะไม่พูดเด็ดขาด ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ท่านเน้นเรื่องนี้มาก บางครั้งครูบาอาจารย์ถาม ต้องรีบก้มหน้าพนมมือพูด โดยไม่มองหน้าท่าน
๒๕
ติดตามหลวงปู่เสาร์กลับมาตุภูมิ
พ.ศ. ๒๔๗๘ ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์จำพรรษาอยู่ที่วัดห้วยศรีคูณ อำเภอนานนก จ.นครพนม ที่วัดนี้เองครูบาอาจารย์เฒ่าได้ผู้ที่สืบทอดพระศาสนาเพิ่ม คือ พระกิ โสธโร (ต่อมาได้ญัตติเป็นธรรมยุต เปลี่ยนฉายาเป็น ธมฺมุตตโม) โดยหลวงพ่อบุญมาก ฐิติปญฺโญ เป็นผู้นำไปฝากจากมาตุภูมิ บ้า้นหนองผำ เมืองจำปาศักดิ์ ประเทศลาว
ช่วงออกพรรษา หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้ส่งข่าวให้ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์นำลูกศิษย์ไปรวมกันที่วัดศรีวันชัย เพื่อฉลองศาลาที่เพิ่งสร้างเสร็จ ซึ่งพระอาจารย์บุญมาและอาจารย์ยังเป็นผู้สร้างวัดนี้ โดยหลวงปู่เสาร์ได้ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ในราวเดือนธันวาคม เพื่อประชุมปรึกษาหารือ เกี่ยวกับการที่หลวงปู่เสาร์ มีความประสงค์จะกลับไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่บ้านเกิด คือบ้านข่าโคม อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เพราะได้จากมานาน และยังไม่ได้ทำประโยชน์ให้กับถิ่นมาตุภูมิเลย จึงได้ปรึกษาศิษยานุศิษย์ และมีข้อตกลงว่า หลวงปู่เสาร์ควรปรึกษากับท่านเจ้าคุณศาสนดิลก วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนารามในปัจจุบัน) และท่านเจ้าคุณศรีธรรมวงศาจารย์ วัดสุปัฎนารามก่อน
หลวงปู่เสาร์จึงให้ลูกศิษย์ติดต่อโทรเลขเพื่อปรึกษาท่านเจ้าคุณทั้งสอง ซึ่งท่านเจ้าคุณทั้งสองก็เห็นดีด้วย และในช่วงเดือนสาม หลวงปู่เสาร์จึงได้ส่งข่าวให้ลูกศิษย์ที่กระจายอยู่ในสถานที่ต่างๆ ให้มารวมกันอีกครั้งหนึ่ง ที่วัดเกาะแก้วอัมพวัน เพื่อร่วมประชุมปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งปกติทุกปีก็มีการเรียกประชุมในวันมาฆบูชาอยู่แล้ว
๒๖
สามีจิกรรมร่วมกันเป็นประจำทุกปี
หลวงพ่ออวนเล่าว่า
ในการประชุมกันที่วัดเกาะแก้วในปีพ.ศ. ๒๔๗๙ เป็นปีสุดท้ายที่หลวงปู่เสาร์ท่านออกปฏิบัติศาสนกิจแถบอีสานตอนเหนือ หลังจากการประชุมแจกแจงแบ่งสายงานออกเผยแผ่แล้ว หลวงปู่เสาร์ได้ลงไปที่บ้านข่าโคมเลย ส่วนหลวงปู่มั่นจะทำหน้าที่อยู่เขตอีสานเหนือ เลยไปถึงภาคเหนือ
ในปีนี้มีครูบาอาจารย์ทั้งลูกศิษย์มหานิกายและธรรมยุตมารวมประชุมกันเป็นจำนวนมาก หลวงพ่ออวนก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย ซึ่งจะนัดประชุมทุกปี ไม่ก่อนวันมาฆบูชาก็หลังวันมาฆบูชาเล็กน้อย จะมีที่ร่วมประชุมใหญ่ ที่วัดเกาะแก้ว ซึ่งไม่ห่างจากองค์พระธาตุพนมมากนัก หรือที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร ซึ่งทั้งสองวัดนี้ เป็นวัดที่บูรพาจารย์ทั้งสององค์เป็นผู้ดำริสร้าง
หลวงพ่ออวนเล่าถึงสาเหตุของการดำริสร้างวัดเกาะแก้วอัมพวัน อาจจะเป็นเพราะว่า ที่แห่งนี้อยู่ใกล้ชุมชน และเป็นศูนย์กลางที่ลูกศิษย์ลูกหาจะไปมาสะดวก ประกอบกับเมื่อมีการรวมกันแต่ละครั้ง จะมีพระภิกษุสามเณรมารวมกันเป็นจำนวนมาก การขบฉันต้องอาศัยชุมชนบิณฑบาตเป็นหลัก
บางทีถ้ามีญาติโยมมารวมกันมาก ท่านจะมีการเทศนาให้ญาติโยมทั้งหลายฟัง หลังจากร่วมประชุมกันเสร็จเป็นเวลาค่ำคืน บางปีจะมีการเทศน์ตลอดคืน จะเปลี่ยนองค์เทศน์ไปเรื่อยๆ โดยจะมีพ่อแม่ครูบาอาจารย์เสาร์ ครูบาอาจารย์มั่นเป็นหลัก ถ้ารู้สึกว่าดึกหน่อย ญาติโยมเริ่มมีอาการง่วง ก็จะนิมนต์ครูบาอาจารย์เฒ่าขึ้นเทศน์ เพราะท่วงทำนองการเทศน์ของท่านเสียงดังฟังชัด ท่านมีมุกที่ทำให้ญาติโยมตื่นตัวได้ จะหมุนเวียนกันขึ้นเทศน์ โดยการเทศน์แต่ละองค์จะเทศน์จากประสบการณ์ที่ได้ประพฤติปฏิบัติมา
หลวงพ่อกิ เล่าว่า หลวงปู่เสาร์ได้สั่งให้ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ไปจำพรรษาที่บ้านชีทวน โดยส่งว่า
"ท่านทองรัตน์ ปีนี้ให้ไปจำพรรษาอยู่บ้านชีทวน บ้านชีทวนผมเคยไปอยู่ เป็นที่สำคัญที่หนึ่ง เป็นที่ๆ มีคนมีความรู้ความฉลาดหลาย คนดีก็มีหลาย คนขี้ฮ้ายกะมีมาก ผู้อื่นไปอยู่ไม่ได้ ส่วนผมจะไปจำอยู่บ้านข่าโคมซึ่งเป็นบ้านเกิด และถ้าไปถึงให้ไปรวมกันที่วัดบูรพารามในเมืองอุบลฯ ก่อน"
เมื่อตกลงกันได้แล้ว ก็แยกย้ายกันเดินธุดงค์ลงมาเมืองอุบลราชธานีเป็นหมู่คณะ ๕ รูปบ้าง ๑๐ รูปบ้าง ส่วนครูบาอาจารย์กิมากับครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ ได้เดินมาสองรูป
เมื่อถึงวัดบูรพารามแล้ว หลวงปู่เสาร์ได้แบ่งสายอีกทีหนึ่ง ให้ครูบาอาจารย์ดีจำพรรษาที่บ้านกุดแห่ ครูบาอาจารย์ทองอยู่บ้านสวนงัว ครูบาอาจารย์บุญมากอยู่วัดป่าเรไรบ้านท่าศาลา หลวงปู่เสาร์อยู่บ้านข่าโคม ส่วนครูบาอาจารย์ทองรัตน์อยู่ที่บ้านชีทวน
พ่อใหญ่จารย์เพ็ง คำพิพาก (หลานหลวงปู่เสาร์) ปัจจุบันอยู่ที่อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เล่าว่า
ได้บวชเป็นสามเณรในสำนักของหลวงปู่เสาร์ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๙ ซึ่งเป็นพรรษาแรกที่หลวงปู่เสาร์ได้พาพระเณรกลับมาตุภูมิ ได้บวชเป็นพระระหว่างปี ๒๔๘๐ – ๒๔๙๐ ได้อาศัยแนวการประพฤติปฏิบัติที่ได้รับจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์จึงได้มีความเข้าใจ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในเพศนักบวช แต่ด้านการประพฤติปฏิบัติก็ไม่เคยทิ้ง เพราะมีลูกหลานอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง ทุกวันจะปฏิบัติเป็นส่วนตัว จะออกมาเฉพาะเวลารับประทานอาหารเท่านั้น รู้ตัวดีว่าตัวเองนี้มีโอกาสน้อย จะประมาทไม่ได้แล้ว และมีความคิดว่า
"ธรรมะไม่ได้อยู่ที่วัดเสมอไป หากแต่อยู่ที่เจ้าของ อยู่ที่ทุกคนที่รู้จักธรรมะ"
และเล่าต่อไปว่า หลังจากครูบาอาจารย์เสาร์ได้ออกปฏิบัติศาสนกิจตามจังหวัดต่างๆ แล้ว บั้นปลายชีวิตจึงได้กลับมาที่บ้านเกิด และมาตั้งวัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม วัดป่าหนองอ้อเดิมเป็นสนม (ดินหล่ม) มีหนองน้ำเป็นหย่อมเหมือนปัจจุบัน และเป็นป่าดอนเจ้าปู่ ของบ้านข่าโคม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙ หลวงปู่เสาร์ได้ธุดงค์มาจากวัดบูรพารามในตัวเมืองอุบลฯ พร้อมกับครูบาอาจารย์ทองรัตน์และพระเณร ได้มาที่บ้านข่าโคม อยู่ได้ระยะหนึ่ง หลวงปู่เสาร์ได้ไปกรุงเทพฯ เพื่อไปฝากสามเณรพุธ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาละวัน ให้เรียนหนังสือกับเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) วัดสระปทุม ขณะนั้นองค์ท่านหลวงปู่เสาร์ชราภาพมากแล้ว ต้องถือไม้เท้าไป
เมื่อหลวงปู่เสาร์เข้ากรุงเทพฯ เจ้าจอมมารดาทับทิมซึ่งกำลังประชวรอยู่ ได้ให้คนมานิมนต์หลวงปู่เข้าวังเพื่อเทศน์โปรด เพราะทราบกิตติศัพท์ของหลวงปู่เสาร์จากสามเณรนาค ที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่รูปหนึ่ง ซึ่งเจ้าจอมฯ อุปถัมภ์ในการบวชพระ และเจ้าจอมได้เป็นผู้อุปถัมภ์วัดป่าหนองอ้อ บ้านขาโคม เรื่อยมา
เมื่อออกพรรษาแล้ว วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ปี ๒๔๘๐ คณะเจ้าจอมฯ มีผู้ติดตามเช่น คุณหวัด คุณนายชม คุณนายพริ้ง เป็นต้น พร้อมทั้ง พระนาค พระมหาสมบูรณ์ ได้นำกฐินมาจอดที่วัดป่าหนองอ้อ และเจ้าจอมฯได้อุปถัมภ์ในการอุปสมบทให้แก่สามเณรเพ็ง คำพิพาก อีกรูปหนึ่งในวันนั้นด้วย
๒๗
บ้านชีทวน
พ่อใหญ่กัณหา สุทธิพันธ์เล่าว่า
พ่อใหญ่พร้อมกับญาติโยมบ้านชีทวน เมื่อทราบว่าหลวงปู่เสาร์กลับมาพำนักที่บ้านข่าโคม จึงได้ร่วมกันนำผ้าไหมไปถวายหลวงปู่เสาร์เพื่อบังสุกุลเย็บจีวร เมื่อทำพิธีเสร็จ ได้กราบอาราธนานิมนต์ท่านให้ไปจำพรรษาที่บ้านชีทวนอีกครั้งหนึ่ง เพราะแต่ก่อนท่านเคยธุดงค์ไปพำนักและสั่งสอนที่บ้านชีทวน จนญาติโยมส่วนใหญ่เข้าใจแนวทางการปฏิบัติ ต่อมาท่านได้ออกธุดงค์ไปตามทิศต่างๆ วัดนั้นจึงว่างจากพระกรรมฐานไปนาน ในสมัยก่อนการจะหาพระปฏิบัติกรรมฐานนี้ยากมาก บางหมู่บ้าน เมื่อชาวบ้านเห็นพระกรรมฐานต่างก็กลัวกัน หลบเข้าป่าไปคนละทิศละทาง เข้าไปบิณฑบาตในบางหมู่บ้านแทบจะไม่ได้ข้าวฉัน เพราะคนกลัวพระกรรมฐาน
หลวงปู่เสาร์ เมื่อเห็นญาติโยมยังให้ความศรัทธา ที่จะนำข้อประพฤติปฏิบัติไปใช้ เพื่อพัฒนาตนเอง จึงได้บอกญาติโยมไปว่า ถ้าจะให้ท่านไปจำพรรษาที่บ้านชีทวนท่านไปไม่ได้ เพราะรับนิมนต์ญาติโยมทางบ้านข่าโคมไว้แล้ว
ญาติโยมที่มีศรัทธาเป็นทุนอยู่เดิมแล้ว ได้พยายามกราบอ้อนวอนทุกวิถีทางที่จะนิมนต์พระกรรมฐานไปเป็นที่พึ่ง เป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณ หรือท่านอาจจะหยั่งดูความศรัทธาของญาติโยมก็ยากที่จะเดาได้ จึงไม่บอกรับง่ายๆ เมื่อทราบแน่ว่าความศรัทธาในพระศาสนาของญาติโยมที่บ้านชีทวนยังแน่นแฟ้นดี จึงให้ความหวังกับพ่อใหญ่กัณหาและญาติโยมที่ไปด้วยกันว่า
"ถ้าจะเอาพระไปเดี๋ยวนี้ ยังไม่ได้ เพราะพระยังไม่มา"
ญาติโยมก็เห็นพระมีตั้งเยอะตั้งแยะ ทำไมหลวงปู่จึงบอกว่ายังไม่มา ญาติโยมกลัวว่าจะไม่ได้พระเณรไปจำพรรษา ซึ่งเหลือเวลาเพียง ๓ วันก็จะเข้าพรรษาแล้ว ได้ถามหลวงปู่ไปว่า
"หลวงปู่ขะน้อย พระอยู่ในวัดมีหลายองค์อยู่ แบ่งให้ไปก่อนบ่ได้บ้อขะน้อย"
หลวงปู่ได้บอกปฏิเสธและบอกว่า
"บ้านชีทวนเป็นบ้านเจ้าคัมภีร์ใหญ่ ถ้าให้พระที่มีภูมิจิตภูมิธรรมไม่แก่กล้าพอ เกรงว่าจะเอาไม่อยู่ ให้รออีกสัก ๒ วัน ท่านจึงจะมาถึง"
ในช่วงนั้นครูบาอาจารย์เฒ่าไม่ทราบว่าไปธุระที่ไหน ญาติโยมเมื่อได้ยินหลวงปู่เสาร์รับปากว่าจะให้พระไปจำพรรษาด้วย แม้ว่าเป็นเวลาที่ใกล้จะเข้าพรรษาเต็มที ต่างพากันดีอกดีใจ และลาท่านกลับบ้าน
ทุกคนได้ตั้งความหวังและดีใจกันเป็นที่สุด ที่จะได้พระกรรมฐานไปจำพรรษาใกล้บ้าน เมื่อกลับถึงบ้าน ต่างก็จัดสถานที่ ซ่อมแซมกุฏิวิหาร ทำความสะอาดวัดให้เป็นที่รื่นรมย์เหมาะแก่การพำนักของแขกสำคัญที่จะมาพักด้วย
เมื่อครบ ๒ วัน ญาติโยมบ้านชีทวนต่างมุ่งหน้าไปยังบ้านข่าโคมพร้อมภัตตาหาร ต่างออกเดินทางแต่เช้ามืด เมื่อไปถึงและได้ถวายภัตตาหารแล้ว จึงได้กราบเรียนถามถึงพระที่จะรับไปจำพรรษาที่บ้านชีทวน
๒๘
ได้รับมอบหมายให้ไปจำพรรษาที่บ้านชีทวน
หลวงปู่เสาร์จึงบอกว่า
"นั่น พระที่ท่านจะไปจำพรรษากับพวกเจ้า"
หลวงปู่เสาร์ชี้ไปทางครูบาอาจารย์เฒ่า ญาติโยมรู้สึกพอใจ ที่หลวงปู่เสาร์ท่านได้จัดพระให้ ถึงแม้ไม่ใช่หลวงปู่เสาร์ ก็ยังดีกว่าไม่ได้ และกราบนิมนต์ครูบาอาจารย์เฒ่า เพื่อเดินทางไปจำพรรษาที่บ้านชีทวนพร้อมพระอีก ๓ รูป
ในระหว่างที่จำพรรษาที่บ้านชีทวนนั่นเอง ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ต้องเจออุปสรรคปัญหาหลายประการ อย่างที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์เสาร์ท่านบอกไว้ก่อนมาไม่มีผิด พ่อใหญ่กันหา โยมอุปัฏฐากผู้ใกล้ชิดได้เล่าให้ฟังว่า
"ปัญหาแต่ละอย่าง ถ้าไม่ใช่ครูบาอาจารย์ทองรัตน์คงจะอยู่ไม่ได้ เพราะมันหนักและยุ่งยากมากในการแก้ทิฐิคน"
ปัญหาอันดับแรก เช่น เมื่อกราบอาราธนาท่านไปจำพรรษา โยมก็ได้แบ่งแยกกันเป็นสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งบอกว่า
"เป็นพระเป็นเจ้าไปอยู่ป่า นั่งหลับหูหลับตาสิเห็นหยัง แม้แต่คนตาดีๆ มืนตาเบิ่ง มันยั๋งบ่เห็น" (เป็นพระเป็นเจ้าอยู่ในป่า นั่งหลับหูหลับตามันจะเห็นอะไร แม้แต่คนตาดีๆ ลืมตาดูมันยังไม่เห็น)
ส่วนอีกฝ่ายก็บอกว่า
"ซ่างเขา คนเขาเว่า เขาบ่เห็นนำเฮา" (ช่างเขา คนเขาพูดเขาไม่เห็นกับเรา)
พวกผู้หญิงชอบเอาครุ (ถังน้ำสานด้วยไม้ไผ่พอกด้วยชัน) ไปตักน้ำในบ่อของวัดป่า ครูบาอาจารย์ก็บอกว่า
"แม่เอ๊ย อย่าเอาครุลงตักน้ำในส้าง (บ่อน้ำ) เด้อ ให้เอาครุที่ลูกหาให้นั้นตัก"
พวกโยมที่เป็นปฏิปักษ์ท่าน หาว่าครูบาอาจารย์เฒ่าหวงน้ำ โยมอุปัฏฐากก็ได้ถามครูบาอาจารย์ว่า
"เป็นหยัง ครูบาจารย์จั๋งห่ามแนวนั่น หรือแพงน้ำบ่" (ทำไมพระอาจารย์จึงห้ามเอาถังลงตักน้ำในบ่อ หรือว่าหวงน้ำรึ)
ได้รับคำตอบเป็นที่พอใจว่า
"เมื่อพวกแม่ เอาครุคาวปูคาวปลาตักน้ำ เมื่อพระเจ้าพระสงฆ์ไปตักน้ำนั้นมากินมาฉัน พระนั่น เพิ่นกะเป็นอาบัติตั๋วพ่อ" (พวกผู้หญิงเอาครุที่มีคาวปูคาวปลาติดอยู่มาใช้ตักน้ำ คาวปูคาวปลาก็จะปนลงไปในน้ำบ่อ เมื่อพระนำเอาน้ำดังกล่าวมากินมาฉัน ก็จะเป็นอาบัติโดยไม่รู้ตัว)
อดีตพ่อกำนันใจ เชื้อปทุม บ้านชีทวน เล่าว่า ครูบาอาจารย์จะใช้สรรพนามแทนตัวว่า "ลูก" จะพูดกับญาติโยมทั้งผู้หญิงผู้ชายว่า "พ่อ" "แม่" หมดทุกคน และเคยถามท่านเป็นการส่วนตัว ท่านได้ให้คำตอบว่า
"ที่ใช้คำพูดอย่างนั้น ต้องการหัดให้ลูกเขา รู้จักพูดกับพ่อแม่ ด้วยคำพูดที่สุภาพ"
น่าจะเป็นไปได้ที่เด็กสมัยก่อน เวลาพูดกับผู้ใหญ่มักพูดใช้นำหน้าสรรพนามว่า "อี" เช่น อีพ่อ อีแม่ พี่ชายก็ "บัก" พี่สาวก็ "ไอ้นั่น ไอ้นี่" ซึ่งฟังดูแล้วไม่สุภาพ
๒๙
ต้องยกให้ทองรัตน์
หลังจากได้มอบหมายให้ไปจำพรรษาที่บ้านชีทวนแล้ว ก่อนไปหลวงปู่เสาร์ได้สั่งกำชับว่า บ้านชีทวนนี้เป็นบ้านที่มีการศึกษามาก เป็นมหาก็เยอะ เรื่องที่จะไปพูดเฉยๆ ไม่มีอุบาย จึงยากที่คนเหล่านั้นจะเชื่อ เคยส่งพระไปหลายรูปแล้ว ต้องหันหลังกลับอย่างไม่เป็นท่าเพราะถูกลองภูมิ แม้แต่หลวงปู่เสาร์สมัยที่ไปสร้างวัดใหม่ๆ ยังเคยถูกลองดีมาแล้ว หลวงปู่เสาร์ได้บอกว่า
"ถ้าบ่แม่นท่านทองรัตน์ บ่มีไผสิเอาอยู่" (ถ้าไม่ใช่ท่านทองรัตน์แล้ว ไม่มีใครสอนคนบ้านนี้ได้)
ในช่วงที่มาพักกันในแถบนี้ มีหลวงปู่เสาร์อยู่บ้านข่าโคม ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์อยู่บ้านชีทวน ครูบาอาจารย์บุญมากอยู่บ้านท่าศาลา วัดป่าเรไร ครูบาอาจารย์ทอง อยู่บ้านสวนงัว
ในพรรษาลูกศิษย์ทั้งมหานิกายและธรรมยุตนิกายที่ไปจำพรรษาอยู่วัดต่างๆ ต่างก็มาลงอุโบสถร่วมกันที่วัดป่าหนองอ้อ ต่อมาพระผู้ใหญ่ทางเมืองหลวงทราบข่าวว่า มีพระธรรมยุตกับมหานิกายร่วมลงอุโบสถกัน จึงได้แจ้งมายังหลวงปู่เสาร์ ให้พระทั้งสองนิกายงดลงอุโบสถร่วมกัน หลวงปู่เสาร์เลยบอกว่า ถ้าทางการเขาไม่ให้รวม ก็ให้ลูกศิษย์แต่ละวัดลงอุโบสถกันเอง เมื่อมีงานจึงมาร่วมปรึกษาประชุมกัน
โยมบ้านชีทวนในสมัยนั้น หาผู้ที่เห็นความดีครูบาอาจารย์เฒ่าท่านยากมาก เพราะครูบาอาจารย์เฒ่า ท่านจะสอนทุกวิถีทาง ที่จะให้โยมรู้จักการทำบุญทำทาน เช่น บ้านไหนที่เตรียมจะใส่บาตรแล้วลืมมองดูพระ ท่านก็จะยืนรอ แล้วร้องบอกให้มาใส่บาตร และรอจนโยมคนนั้นมาใส่บาตร ท่านจึงจะไปรับบาตรบ้านหลังอื่น ท่านจะไม่ถือโทษโกรธเคือง เมื่อไปบิณฑบาต ท่านจะทำความคุ้นเคยกับญาติโยมทุกคน แม้แต่วันไหนฝนตก ท่านก็บอกว่า
"แม่ไม่ต้องลงมาจากบ้านหรอก มันเปียก ลูกจะไปรับเอง"
จนบางคนคิดรังเกียจท่าน หาว่าเป็นพระเป็นเจ้าทำตัวประจบญาติโยม แต่ท่านไม่เดือดร้อนแต่อย่างไรถ้าบ้านไหนไม่เคยใส่บาตร ท่านก็พยายามให้โยมคนนั้นใส่จนได้
บางครั้งเห็นกล้วยสุกอยู่บนต้น ท่านก็พูดกับโยมว่า
"แม่! กล้วยมันสุกคาเครือ บ่อยากได้บุญบ้อ คันอยากได๋กะเอามาใส่บาตรตี้" (แม่! เห็นกล้วยสุกอยู่บนต้น ไม่อยากได้บุญบ้างหรือ ถ้าอยากได้ก็เอามาใส่บาตรบ้างสิ)
ท่านยืนรอจนโยมนำกล้วยมาใส่บาตร เมื่อถึงวัดท่านก็ไม่ฉัน ถือว่าของนั้นได้มาไม่บริสุทธิ์ขัดต่อธรรมวินัย แต่ที่ทำไปเพื่อสอนให้คนรู้จักเสียสละ
มีโยมบางคนเห็นท่านไปที่บ้านทุกวันก็บอกว่า
"ข้าวยังไม่สุก"
วันต่อมาท่านได้แบกฟืนไปให้พร้อมทั้งพูดว่า
"เอ้า! แม่ฟ้าวเร่งไฟเข้า ลูกสิท่า" (เอ้า! แม่รีบเร่งไฟเข้า ลูกจะรอ)
ท่านรอจนข้าวสุก โยมนำมาใส่บาตรแล้วท่านจึงไป กลับมาถึงวัดท่านก็เอาออก ไม่ฉัน
แม่ชีเลียนเล่าว่า
แม่ชีคำที่เคยประพฤติปฏิบัติร่วมกันที่บ้านหนองฮีและได้มีโอกาสติดตามไปกราบครูบาอาจารย์เฒ่าในที่ต่างๆ เล่าให้ฟังว่า
บางครั้ง ถ้าบ้านไหนไม่เคยเข้าวัดให้ทานเลย ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านจะสั่งให้แม่ชีไปขอเอาอะไรก็ได้ หมากพลู บุหรี่ ตามแต่จะให้ พอได้มา จะไม่ใช้ประโยชน์จากของที่ได้มาจากการร้องขอ
การกระทำดังกล่าว ทำให้โยมบางคนที่ไม่เข้าใจ ต่างก็แกล้งหาเรื่องใส่ท่านต่างๆ นานา บางครั้งเมื่อท่านออกไปบิณฑบาตก็พูดใส่ท่านว่า ท่านทำตัวไม่เหมาะสม แต่ท่านไม่สนใจ บางคนทนไม่ได้จริงๆ ถึงกับเอาค้อนตอกสิ่วใส่บาตรให้ท่าน เมื่อไปถึงวัด ท่านพูดกับพระเณรว่า
"โยมเขาคิดว่าทางวัดป่าบ่มีค้อนตอกสิ่ว เขาเลยใส่บาตรให้"
๓๐
ได้อาหารประหลาด
ทุกวัน ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านก็บิณฑบาตตามปกติ เหมือนไม่มีอะไร หลายวันต่อมา โยมคนนั้นทำทีมาใส่บาตรเหมือนเดิม มีข้าวและห่อใบตองกล้วยอย่างดี ห่อใหญ่เป็นพิเศษ
ขากลับวัด ครูบาอาจารย์เฒ่าก็ได้พูดกับพระเณรว่า โยมคนที่เอาค้อนตอกสิ่วใส่บาตรให้ วันนี้เขาเอาอะไรหนอใส่บาตรให้ ห่อใหญ่ผิดปกติ
เมื่อไปถึงวัด ทุกวันครูบาอาจารย์เฒ่าจะจัดอาหารออกจากบาตร ถ้ามีอาหารส่วนไหนที่ว่าไม่ถูกตามธรรมวินัย เช่น ของนั้นเอ่ยปากขอมา อาหารดิบ ท่านจะเลือกออกไม่ฉัน เมื่อเลือกเสร็จจะแบ่งให้พระเณรได้ฉันทุกรูป
วันนี้ก็เช่นกัน ท่านเลือกอาหารเสร็จ จะแกะอาหารแบ่งแจกพระเณร แต่ผิดสังเกตว่าวันนี้ได้ห่อใบตองซึ่งห่อใหญ่ผิดปกติ ประกอบกับโยมคนนี้ได้ต่อว่าท่านหลายครั้งแล้ว ท่านเลยค่อย ๆ แกะไม้กลัดห่อใบตองนั้นออก
ทันใดนั้น สิ่งที่ไม่คาดว่าจะเป็นไปได้ก็เป็นไปได้ เมื่ออาหารประหลาดมีสี่ขากระโดดออกมาจากห่ออย่างรวดเร็ว
ด้วยความว่องไวเป็นทุนเดิมของครูบาอาจารย์เฒ่า ท่านรีบตะครุบอาหารประหลาดนั้นไว้ได้พร้อมกับพูดว่า
"เอ้อ สะมามัวเขาบ่ใส่บาตรให้พ่อน้อเจ้าน้อ เกือบเจ้าไปเข่าหม้อต้มเขาแล้วน้อ" (หากว่าเขาไม่เอาเจ้าใส่บาตรพ่อนะ เจ้าคงจะเข้าหม้อให้เขาต้มเสียแล้ว)
เสร็จแล้วให้สามเณรนำอาหารประหลาด คือกบนั้นไปปล่อย
๓๑
ตัวโลกธรรม
วันต่อมา ท่านออกบิณฑบาตตามปกติ ไม่ผิดสังเกตอะไร โยมคนที่ใส่กบให้ท่านเมื่อวานนี้ก็มายืนมองท่านด้วยอาการขำขำ แต่ท่านทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และต่อมาเมื่อท่านออกไปรับบิณฑบาตตอนเช้า ได้มีคนเขียนบัตรสนเท่ห์ใส่บาตรท่าน เมื่อกลับถึงวัด ท่านได้ห่มจีวรพาดสังฆาฏิอย่างดี เอาบัตรสนเท่ห์นั้นให้พระเณรอ่านว่า
"เอ้า ลูกอ่าน อมฤตธรรมแน่นี่ เทวดาเขาใส่บาตรมา หาฟังยากตั๋ว"
พระเณรได้อ่านไป ตัวท่านได้พนมมือฟังไป ใจความมีว่า
"พระผีบ้า เป็นพระเป็นเจ้า ไม่มีสำรวม ไม่มีศีล ไม่มีวินัย ประจบสอพลอขอของจากชาวบ้าน พระแบบนี้ถึงจะเหาะเหินเดินอากาศได้ ก็ไม่นับถือเป็นพระ ให้รีบออกจากวัดไป ถ้าไม่ไปจะเอาลูกตะกั่วมาฝาก"
พอพระเณรอ่านจบ ท่านได้พนมมือสาธุจนพระเณรได้ยินทุกรูป และท่านได้พูดว่า
"เอาเก็บไว้ใต้แท่นพระบูชาเด้อ โลกธรรมแปดมันนี่เองแต่ก่อนได้ยินแต่ชื่อว่า มีลาภ - เสื่อมลาภ มียศ - เสื่อมยศ มีสรรเสริญ - มีนินทา มีสุข - มีทุกข์ โอ๊ยของดีตั๋วนี่ สาธุ...พ่อได้ฟังแล้วแก่นธรรมเพิ่งมามื่อนี่ (วันนี้) เอง เก็บไว้เก็บไว้"
วันต่อมาท่านได้ออกบิณฑบาตเหมือนเดิม โยมที่เอาบัตรสนเท่ห์ใส่บาตรเมื่อวาน ยืนยิ้มหน้ารั้วบ้านที่ท่านเดินผ่าน พระเณรสังเกตดูอาการท่าน ก็ไม่เห็นอาการโกรธเคืองโยมคนนั้นแต่อย่างใด
๓๒
น้ำตาผู้เห็นผิด
๒-๓ วันต่อมา ครอบครัวของโยมคนนั้น เกิดความวุ่นวายขึ้น ทั้งตบทั้งตีกัน จนในที่สุดโยมคนนั้นเกิดเป็นบ้าขึ้น อยู่บ้านก็หวาดระแวงว่าจะมีคนมาฆ่า ต้องไปหลบซ่อนอยู่ในป่า ถึงญาติพี่น้องจะตามไปเกลี้ยกล่อมอย่างไร ก็ไม่ยอมกลับบ้าน พูดได้คำเดียวว่ากลัวคนจะมาฆ่า
สุดท้ายญาติพี่น้องต้องนำขันดอกไม้มาขอขมาต่อครูบาอาจารย์เฒ่า ถึงท่านจะบอกว่าไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อน แต่ญาติของโยมคนนั้นก็ไม่เชื่อ ผลสุดท้ายครูบาอาจารย์เฒ่าจึงได้โอกาสเทศนาให้ฟังถึงโทษและกรรมต่างๆ ที่ใส่ร้ายคนอื่น แล้วบอกให้ญาติของโยมคนนั้นกลับ
พอกลับไปถึงบ้าน โยมคนที่ใส่ร้ายท่านก็มีอาการปกติดี
ชาวบ้านทนดูเหตุการณ์ต่างๆ ที่ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านถูกแกล้งไม่ไหว จึงได้ถามท่านว่า
"ขอโอกาสขะน้อย ครูบาจารย์บ่เคียด บ่ขมเขาบ้อ ที่เขาแกล้งทุกมื่อทุกเว่น แม้นขะน้อยสิหนีมันแต่ดน บ่อยู่ให้เขาแกล้งดนปานนี้ดอก" (ขอโอกาสครับ ครูบาจารย์ไม่โกรธเขาเหรอที่เขาแกล้งต่างๆ ทุกวี่ทุกวัน ถ้าเป็นกระผมจะหนีไปนานแล้ว ไม่อยู่ให้เขาย่ำยีนานขนาดนี้หรอก)
และท่านได้พูดว่า
"ท่าไทบ้านชีทวนบ่ไห้นำ สิบ่หนี" (ถ้าชาวบ้านชีทวนไม่ร้องไห้ตาม จะไม่ยอมหนี)
๓๓
จ้องจับมาตั้ง ๓ ปี
การที่คนมีการศึกษามาก แต่ไม่เข้าใจในการศึกษาอย่างถ่องแท้ ความรู้ที่เรียนมานั้น อาจจะกลายเป็นอาวุธห้ำหั่นตนเอง หลังจากที่ครูบาอาจารย์เฒ่าได้รับคำบัญชาจากหลวงปู่เสาร์ ให้ไปจำพรรษาที่บ้านชีทวนแล้ว ครูบาอาจารย์เฒ่าได้พยายามอย่างยิ่ง ที่จะทำให้คนมองดูตนเองให้เห็น บางครั้งต้องเอาความกล้าหาญ เข้าแลกกับความเห็นผิด บางครั้งก็เอาชีวิตของตัวเอง เข้าแลกกับความถูกต้องก็ยอม
ทั้งพระทั้งโยมที่ไม่เข้าใจท่าน ต่างต้องหาความผิดจากท่านให้ได้
มีพระอาจารย์รูปหนึ่งชื่อ อาจารย์สี ท่านเป็นคนเคร่งวินัยมาก ที่มาอยู่กับครูบาอาจารย์เฒ่า ก็มาเพื่อจะมาหาเรื่องจับผิดครูบาอาจารย์เฒ่า และตลอดเวลาที่อยู่กับครูบาอาจารย์เฒ่ามา ๓ ปี ก็หาข้อจับผิดไม่ได้
มีอยู่วันหนึ่ง ครูบาอาจารย์เฒ่าเห็นอาจารย์สีท่านนั่งอยู่ใกล้พอจะมองเห็นรางปัสสาวะ ครูบาอาจารย์เฒ่าแกล้งเดินไปปัสสาวะ และบ้วนน้ำลายลงในรางปัสสาวะ บังเอิญอาจารย์สีซึ่งจ้องจะจับผิดครูบาอาจารย์เฒ่าอยู่แล้ว เลยรีบเดินไปต่อว่าครูบาจารย์เฒ่าว่า
"ไหนว่าเคร่งวินัย ทำไมถึงบ้วนน้ำลายลงรางปัสสาวะ ไม่รู้หรือว่ามันผิดวินัย"
ครูบาอาจารย์เฒ่าเลยตอบไปว่า
"ผมสงสารท่าน ที่มาคอยจับผิดผมตั้ง ๓ ปี ถ้าว่าผมผิด ท่านซ่อนอะไรไว้ใต้อาสนะนั่ง ท่าน ท่านไม่รู้หรือว่า ศัสตรานั้นมันคู่ควรกับสมณะหรือเปล่า"
อาจารย์สีเมื่อได้ฟังอย่างนั้นถึงกับหน้าเปลี่ยนสี ด้วยคิดไม่ถึงว่าครูบาอาจารย์เฒ่าท่านจะรู้ว่าตนเองซ่อนมีดไว้ใต้อาสนะ
๓๔
ภิกขุคือผู้ขอ
ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ต้องเอาด้วยกล เมื่อความไม่พอใจได้ระอุขึ้นคนแล้วคนเล่า จนเรื่องได้ไปถึงฝ่ายปกครองเบื้องสูง และได้ลงมาตัดสินด้วยตนเอง พระบางรูปได้พูดถึงการประพฤติตัวไม่เหมาะสมต่างๆ นานาของหลวงปู่เฒ่า บ้างก็บอกว่าทำตัวไม่เหมาะสม เพราะไปขอของชาวบ้าน บ้างก็ว่าเวลาเข้าไปในบ้านไม่สำรวม
พระมหาเถระฝ่ายปกครองก็ได้ถามแต่ละข้อที่ว่ามาว่า
"ถูกไหม"
ครูบาอาจารย์เฒ่าได้พนมมือตอบ
"โดย ขะน้อย" (ถูกขอรับ) ทุกคำถาม
เมื่อจบแล้วได้ถามครูบาอาจารย์เฒ่าว่า
"เมื่อเป็นอย่างนี้ จะมีข้อแก้ตัวอย่างไร ท่านทองรัตน์"
ครูบาอาจารย์เฒ่าตอบว่า
"ภิกขุคือใคร ถ้าแปลออกมาก็คือ ผู้ขอ ไม่ใช่หรือ ที่ขอก็เพราะไม่มี ถึงขอ ถ้าไม่ขอก็หาอยู่หากินเอง เขาก็เรียกคฤหัสถ์ญาติโยมเท่านั้นแหละ ถ้าว่าการกระทำของกระผมผิด จะฆ่าจะแกงกระผมก็ยอม"
ทุกรูปที่ประชุมต่างก็อึ้ง ไม่มีใครพูดอะไรอีก เพราะมองไม่เห็นความผิดที่ครูบาอาจารย์เฒ่าทำ
๓๕
โจรกลับใจ
ในระยะต่อมา ชาวบ้านที่เคยเป็นปฏิปักษ์กับท่าน เริ่มเปลี่ยนแนวความคิดใหม่ เริ่มเห็นความดีของท่าน ครั้งหนึ่งท่านได้พูดให้ชาวบ้านฟังว่า เมื่อคืนได้นิมิตเห็นหญิงตายท้องกลมอุ้มลูกมาหาท่านเพื่อขอส่วนบุญจากท่าน ให้ท่านช่วยบอกญาติทำบุญอุทิศให้ด้วย
ท่านเล่าว่า ได้ถามไปว่า
"มึงเป็นเผดมานี่จั๊กปีแล้ว" (แกเป็นเปรตมาแล้วกี่ปี)
หญิงนั้นได้พาลูกนั่งพนมมือตอบครูบาอาจารย์เฒ่าว่า
"ผู้ข่าได้แต่งงานอยู่กินกับอ้ายคำหล้าจนมีท้อง แล้วได้ตายลงในขณะลูกอยู่ในท้อง และอ้ายคำหล้าเผิ่นไปเอาเมียใหม่อยู่บ้านหัวดอน บ่มีไผเฮ็ดบุญให้ผู้ข่า ขอฝากหลวงปู่ได้บอกพี่น้องของผู้ข่าแน่" (ดิฉันได้แต่งงานอยู่กินกับพี่คำหล้าจนตั้งท้อง และได้ตายลงในขณะที่ลูกอยู่ในท้อง และพี่คำหล้าเขาไปมีเมียใหม่ที่บ้านหัวดอน ไม่มีใครทำบุญอุทิศให้ดิฉันเลย ดิฉันขอฝากหลวงปู่ได้โปรดบอกญาติของดิฉันให้ทราบด้วย)
เมื่อครูบาอาจารย์เฒ่าเล่าเรื่องดังกล่าวให้ชาวบ้านฟัง ชาวบ้านก็ว่าเป็นจริงดังหญิงเปรตนั้นพูด คือหลังจากเมียนายคำหล้าตายท้องกลม นายคำหล้าก็ได้มีเมียใหม่ที่บ้านหัวดอน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านชีทวน
หลังจากชาวบ้านบางคนได้กลั่นแกล้งครูบาอาจารย์เฒ่าแล้วกลายเป็นบ้า บางครั้งก็มีการล้มตายโดยไม่มีสาเหตุติดต่อกัน บางครั้งคนในครอบครัวอยู่ดีๆ เกิดมีปากเสียงกันขึ้น ทั้งที่ไม่เคยมีเรื่องมีราวกันมาก่อน เรื่องประเภทนี้ ได้เกิดขึ้นกับคนที่แกล้งครูบาอาจารย์เฒ่ามากขึ้นเรื่อยๆ จนชาวบ้านในละแวกนั้น เกิดความเกรงกลัวต่อผลกรรม ที่ตนเองกระทำต่อครูบาอาจารย์เฒ่า ต่างคนต่างนำดอกไม้ธูปเทียน มากราบขอขมาโทษกับครูบาอาจารย์เฒ่า บางคนไม่เคยทำกับท่าน แต่ก็กลัวว่าสิ่งที่ตนเองกระทำมาอาจจะล่วงเกินท่านก็ได้ ก็มาขอขมาท่านเหมือนกัน ถึงท่านจะพูดกับแต่ละคนว่าท่านไม่ได้ทำอะไรให้ใคร ญาติโยมเขาก็ไม่ยอมฟัง ในที่สุด ความเกรงกลัวต่อผลกรรมที่ตนเองกระทำต่อครูบาอาจารย์เฒ่าได้แพร่กระจายมากขึ้น
จนในที่สุดโยมคนที่แกล้งท่าน โดยเอากบ เอาค้อนตอกสิ่วใส่บาตรให้ท่านก็เกิดความกลัวเหมือนกัน ได้นำขันดอกไม้มาขอขมาโทษต่อท่านเหมือนกับทุกคน และโยมคนนั้นได้ร้องห่มร้องไห้เสียใจในสิ่งที่ตนเองทำลงไป ถึงแม้ว่าท่านจะบอกว่าไม่ถือโทษโกรธเคืองใคร โยมคนนั้นก็ไม่ละความพยายาม ที่จะให้ท่านรับขันขอขมาจนได้
ต่อมาโยมคนนั้นไม่ทราบมีอะไรดลใจ ได้เข้าวัดมาอุปัฏฐากท่านทุกวันอย่างไม่มีใครคาดถึง และเมื่อท่านได้ออกธุดงค์ไปกับหลวงปู่เสาร์ที่เมืองโขงประเทศลาว ได้มาพำนักอยู่ที่บ้านคุ้ม โยมคนนั้นเมื่อทราบข่าวก็ได้ย้ายครอบครัวไปอยู่กับท่านที่บ้านคุ้ม ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านมักเรียกโยมคนนั้นว่า "มหาแก้ว" เพราะเดิมโยมชื่อ แก้ว เคยบวชเรียนอยู่นานจนได้เปรียญธรรม ๔-๕ ประโยค
๓๖
สิ่งมีพิษใต้อาสนะ
หลังจากสถานการณ์ที่เคยตึงเครียด เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีแล้ว ชาวบ้านเริ่มให้ความเคารพนับถือครูบาอาจารย์เฒ่า และได้นิมนต์ท่านไปในงานต่างๆ ดังเช่น งานบุญกลุ้มข้าวที่บ้านชีทวน ได้นิมนต์พระเณรไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านเตรียมจัดอาสนะสงฆ์ให้นั่งตามลำดับพรรษา เมื่อจวนจะถึงเวลาเจริญพระพุทธมนต์ พระเณรต่างเดินทางมาร่วมงานและนั่งตามอาสนะของตน
ครูบาอาจารย์เฒ่าก็มาตามนิมนต์เช่นกัน ด้วยการล่วงรู้มาก่อนอย่างไรไม่อาจทราบได้ เมื่อมาถึง แทนที่ครูบาอาจารย์เฒ่าจะเข้านั่งอาสนะที่จัดไว้ ครูบาอาจารย์เฒ่ากลับไปนั่งที่อื่น และพูดคุยกับญาติโยมไปเรื่อย เมื่อพระเณรทุกรูปได้เข้านั่งอาสนะหมดทุกรูปแล้ว ญาติโยมได้นิมนต์ให้ครูบาอาจารย์เฒ่าขึ้นนั่งอาสนะ ครูบาอาจารย์เฒ่าก็พูดเรื่องอื่นๆ เรื่อยไป จนญาติโยมนิมนต์ ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง
เมื่อเห็นว่าญาติโยมนิมนต์หลายครั้งแล้ว ครูบาอาจารย์เฒ่าเลยพูดว่า
"ทำไมจึงอยากให้นั่งนักล่ะ ไม่รู้หรือว่าอาสนะนั้นมันมีอะไรอยู่"
ญาติโยมก็บอกว่า ไม่มีอะไร ปกติดีนี่
ครูบาอาจารย์เฒ่าจึงบอกให้โยมดูดีๆ ซิ
เมื่อญาติโยมไปพลิกอาสนะดูถึงกับตกใจไปตามๆ กัน เมื่อรู้ว่า มีงูตัวเขื่องขดตัวอยู่ใต้อาสนะนั้น
๓๗
สร้างวัดที่บ้านชีทวน
ต่อมาโยมส่วนใหญ่เข้าใจเจตนาท่านดีแล้ว ทุกคนให้ความเคารพศรัทธาท่านมากขึ้น พ่อใหญ่กัญหา พ่อใหญ่เตือน พร้อมชาวบ้านที่ได้นิมนต์ท่านมาอยู่จำพรรษาที่บ้านชีทวน ประสงค์จะได้สร้างวัดถวายท่าน โยมหลายคนได้ถวายที่ดินให้ท่าน บางคนมีที่ดินอยู่ไกลวัด แต่อยากถวาย ต้องแลกเปลี่ยนแย่งกันถวายให้ท่าน เมื่อตกลงกันได้แล้ว พ่อใหญ่ สารวัตร และกำนันเตือน จึงนำเรื่องไปกราบเรียนครูบาอาจารย์เฒ่าท่าน เพื่อนำเรื่องดังกล่าวขอขึ้นจดทะเบียนเป็นวัดให้ถูกต้อง
ในเรื่องการสร้างวัดนี้ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านไม่อยากให้สร้าง ท่านบอกว่า
"บ่ต้องสร้างหรอกพ่อ นาลูกมีแล่ว นาฝั่นนี้ลูกมีแล่ว"
พร้อมกับชี้ไปที่บาตร (ไม่ต้องสร้างวัดหรอกพ่อ ลูกมีนาแล้ว - นาแปลงนี้หมายถึงบาตร)
๓๘
แนวการอบรมธรรมะของครูบาอาจารย์เฒ่า
หลวงพ่อเทียบ ถิรธมฺโม ซึ่งเคยบวชอยู่กับครูบาอาจารย์เฒ่าในพรรษานั้น ท่านให้อ่านพุทธประวัติ ให้อ่านสวดมนต์แปลฉบับหลวง อ่านเจ็ดตำนานแปล ประวัติอนุพุทธ ๘๐ องค์ ซึ่งหนังสือเหล่านี้มหาเพียร พลเกื้อ ปธ.๖ วัดบวรนิเวศ ศึกษาธิการอำเภอเขื่องใน ลูกบ้านชีทวนเป็นผู้นำมาถวาย
ในวันพระใหญ่ ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ ท่านเทศน์สอนโยมเกี่ยวกับศีล ๕ ให้โยมตั้งใจงดเว้นข้อห้าม ๕ ข้อนี้ให้ได้ เพราะด้วยอานิสงส์ของศีล จะทำให้เป็นผู้มีโภคทรัพย์บริบูรณ์ มีความสุขกายสุขใจ สามารถก้าวไปสู่มรรคผลนิพพานได้ ส่วนคนไม่มีศีลเป็นคนบาป ผลของบาปจะเผาลนไปชั่วชีวิต และจะติดตามไปทุกภพทุกชาติ ท่านจะเน้นให้ธรรมะในแนวรักษาศีล ๕ ศีล ๘ อยู่เสมอ
ครูบาอาจารย์เฒ่ามักสอนว่า
คนที่ทำอกุศลกรรมไว้มาก ทำบาปไว้มาก ไม่รักษาศีล ๕ จะมีคติกรรมนิมิต หรือกรรมนิมิตอารมณ์ มาปรากฏให้เห็นก่อนตาย เช่น เห็นแห อวน มีด ปืน เห็นสัตว์ที่เราฆ่า อารมณ์ที่สั่งสมไว้ เป็นอารมณ์ของอกุศลกรรม จะปรากฏก่อนตาย กรรมนิมิตฝ่ายอกุศลธรรมจะนำไปสู่อบายภูมิ
ถ้ารักษาศีล ๕ ทำบุญกุศล ตักบาตร ถวายสังฆทาน ทอดผ้าป่า สร้างกุฏิ ศาลา สร้างโบสถ์ จะเห็นโบสถ์ เห็นพระพุทธรูป เห็นเทวดา กรรมนิมิตฝ่ายกุศลจะมาปรากฏ ตายไปจะขึ้นสู่สุคติโลกสวรรค์
ท่านเตือนญาติโยมทั้งหลายว่า อย่าได้ประมาท ให้ฝึกภาวนาตายก่อนตายไว้ทุกๆ วัน คืนนี้แหละ ตี ๔ ตี ๕ ต้องตายก่อนสว่าง จะเตรียมตัวตายกันอย่างไร?
ก่อนนอนไหว้พระสวดมนต์แล้ว สมาทานศีล ๕ ด้วยตนเองสำรวมศีล ๕ ข้อใดไม่บกพร่องแล้ว ดีใจ ปลื้ม ปีติยินดี บริกรรม พุทโธ เม นาโถ ธัมโม เม นาโถ สังโฆ เม นาโถ นอนด้วยความมีสติ หายใจเข้าภาวนาว่า "พุท" หายใจออกภาวนาว่า "โธ" ให้หลับไปด้วยอารมณ์ "พุทโธ" ฝันก็ฝันดี มีนิมิต ก็มีนิมิตดี ตายไปก็ตายดี ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์แน่ ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์อีก เกิดใหม่ก็จะดีกว่าเก่า เพราะมีพุทธานุสติเป็นอารมณ์ก่อนตาย ให้พากันอย่าประมาท ยืน เดิน นั่ง นอน ให้มี "พุทโธ" เป็นอารมณ์อยู่ทุกขณะทุกอิริยาบถ เป็นผู้ตายก่อนตาย เป็นผู้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
๓๙
อบรมพระด้วยศีล สมาธิ ปัญญา
ครูบาอาจารย์ทองรัตน์ ท่านให้ปฏิบัติตามหนังสือนวโกวาท บทสวดมนต์ต่างๆ สงสัยในข้อใดให้มาถามท่าน เช่น ให้ศึกษาคำแปล ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งเป็นโอกาสที่มีพระสงฆ์รูปแรกเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา ให้ศึกษาในอริยสัจ ๔ มรรคมีองค์ ๘ ให้ศึกษาอานาปานสติ อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท ไม่เข้าใจสงสัยในข้อใดท่านอธิบายให้ฟังโดยแจ่มแจ้ง
ท่านว่า
ใครมาบวชปฏิบัติในสำนักนี้ ให้มีความพากเพียร นั่งสมาธิ เดินจงกรม อย่าให้น้อยกว่า ๓ ชั่วโมง วันหนึ่งกับคืนหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง ให้กิเลสเอาไป ๒๑ ชั่วโมง ถ้าทำความเพียร ทำจิตให้สงบจากกิเลสได้ไม่ถึง ๓ ชั่วโมงต่อวันเป็นอย่างน้อย ออกพรรษาให้สึกออกไปช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา ช่วยพ่อแม่ประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัว ดีกว่ามาบวชแล้วไม่มีความเพียร
นี่เป็นโอวาทอันสำคัญ ที่ท่านครูบาอาจารย์ทองรัตน์เตือนสติ ให้ทำความเพียรไม่น้อยกว่าวันละ ๓ ชั่วโมง อย่างอื่นยังมีอีกมาก ท่านอธิบายได้แจ่มแจ้ง ชัดเจน เข้าใจง่ายในฉับพลัน เช่น
พระสำเนียงเมื่อบวชได้ ๓ พรรษา ถามท่านเรื่อง กรรมฐาน ๕ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
ท่านอธิบายว่า แต่ละอย่าง มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเป็นพระไตรลักษณะ แต่ละอย่าง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อพิจารณาแล้วมันจะถอนอัตตา - อุปาทานออก ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์ นี่ท่านอธิบายไว้ให้ทราบโดยละเอียดแล้ว ว่าขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์ ขันธ์ ๕ เป็นไตรลักษณ์ ทุกๆ สิ่งในโลกนี้ ทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ล้วนถูกตราพระไตรลักษณ์ประทับไว้หมดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วขณะ แล้วเสื่อมสลายไป หมดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรคงทนจีรังยั่งยืนได้ตลอดไป
หลังสวดมนต์เย็นแล้วประมาณ ๓ ทุ่ม ท่านจะอธิบายธรรมะ ตอบข้อข้องใจให้ทราบโดยแจ่มแจ้ง และท่านมักจะเน้นสอนเป็นพิเศษ คือให้ระมัดระวังสำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าให้หลงเพลินไปตามกิเลส ถ้ามีสติสัมปชัญญะ สำรวมระวังอินทรีย์ ๖ อยู่ทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน จะควบคุมศีล ๒๒๗ ได้เป็นอย่างดี
๔๐
ระวังการล่วงอาบัติเล็กๆน้อยๆ
เวลาไปบิณฑบาต ถ้าปวดปัสสาวะ ให้เข้าข้างทางนั่งลง เอาใบไม้แห้ง ๔-๕ ใบต่อกันให้ยาวจึงปัสสาวะ ถ้าไม่เอาใบไม้รอง ปัสสาวะที่ร้อนและเค็มจะถูกแมลง สัตว์ตัวเล็กๆ หรือถูกพืชตาย เป็นอาบัติ ถ่มน้ำลาย ขากเสลด ให้นั่งลงเอาใบไม้รองเช่นเดียวกัน อย่าคุยกันเสียงดัง อย่าตะโกนเรียกกัน เดินเข้าไปใกล้ๆ จึงพูดกันเบาๆ ส่งของให้กันอย่าโยน ถ้าพระอาวุโสพรรษามากกว่าเอาหนังสือให้ผู้อาวุโสต่ำกว่า เช่นพระ ๓ พรรษา เอายื่นให้พระ ๒ พรรษา พระ ๒ พรรษาต้องนั่งลง จึงจะยื่นมือไปรับด้วยความเคารพ พระอาวุโสเดินมาข้างหลัง พระพรรษาอ่อนกว่าต้องหลีกให้พระอาวุโสเดินนำหน้าไปก่อนเสมอ ไปบิณฑบาตให้ภาวนาทุกก้าว ห้ามพูดคุยกัน ถ้าจำเป็นจะต้องพูดคุยกันให้หยุด แอบลงข้างทางแล้วพูดกัน พรรษาน้อยต้องนั่งลงเสมอ เป็นการเคารพวินัยของพระพุทธเจ้า เป็นการสำรวมอินทรีย์ เป็นผู้ไม่ประมาทในพระธรรมวินัย การภาวนาการปฏิบัติธรรมจึงจะก้าวหน้า จะเกิดปัญญาเห็นชอบอยู่เสมอ ท่านนึกอะไรได้ เห็นข้อควรแนะนำอะไร จะรีบเตือนเสมอ
เรื่องความเพียรท่านกล่าวอยู่เสมอว่า
"ผู้มีความเพียร ไม่เกียจคร้าน ทั้งกลางวันกลางคืน อยู่ด้วยความไม่ประมาท ย่อมเป็นผู้เจริญในธรรม"
เหมือนพระกัจจายนะ ที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องว่าเป็นผู้มีราตรีเดียวเจริญ ท่านยกตัวอย่างให้ขยันทำความเพียรมากๆ เพื่อให้เกิดปัญญา ให้เห็นทางมรรคผลขึ้นในจิต ท่านว่าผู้มีความเพียรเป็นผู้มีจิตใจร่าเริง มีใจดี มีอารมณ์ดีอยู่เสมอ
๔๑
โอวาทก่อนลาสิกขาบท
ครูบาอาจารย์ทองรัตน์ให้โอวาทพระเทียบก่อนลาสิกขาว่า
ให้ปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา ทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ภาวนา "พุทโธ" ทุกลมหายใจเข้าออก ก้าวเท้าขวา "พุท" เท้าซ้าย "โธ" ทุกย่างก้าว จะเห็นความมหัศจรรย์ของพุทโธภายใน ๑ ปี
เวลากราบพระพุทธ กราบที่ไหนก็ตามให้โยนิโสมนสิการ น้อมใจกราบลงใกล้ฝ่าพระบาทพระพุทธเจ้า เสมือนกับท่านมายืนหรือประทับนั่งอยู่ใกล้ๆ เรา เป็นพ่อ ติดตามดูแลเราทุกเวลา
กราบพระธรรม พระธรรมเหมือนแม่คุ้มครองดูแลเราตลอดเวลา
กราบพระอริยสงฆ์ พระสงฆ์เป็นพระพี่เลี้ยง นำเราให้คิดดี พูดดี ปฏิบัติดีด้วยกายวาจาใจในทุกสถานที่
คุณพระรัตนตรัยนี้จะทำให้เราประสบความสุขความเจริญในชีวิตยิ่งๆ ขึ้นไป
๔๒
เทศน์ ๒ ธรรมาสน์กับเจ้าคณะอำเภอเขื่องใน
ครั้งหนึ่งครูบาอาจารย์เฒ่ารับนิมนต์เทศน์ ๒ ธรรมาสน์ กับเจ้าคณะอำเภอเขื่องใน เป็นการเทศน์ "ปุจฉา-วิสัชนา" กับเจ้าคณะอำเภอเขื่องใน ซึ่งมีการศึกษาระดับมหาเปรียญ ที่มีความมั่นใจในภูมิปัญญาของตนเองอย่างมาก ฝ่ายครูบาอาจารย์เฒ่าท่านมีการศึกษาน้อย แต่ท่านก็รับนิมนต์เทศน์ ได้มีชาวบ้านรอบๆ บ้านชีทวนเดินทางมาฟังกันที่ศาลาวัดพระธาตุสวนตาลเป็นจำนวนมาก
วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครูใหญ่โรงเรียนต่างๆ รวมกันจัดขึ้น ใครๆ ก็อยากฟังเทศน์ของครูบาอาจารย์เฒ่า ท่านเสียงห้าว เสียงดัง เสียงกังวานใส ใบหน้าท่านยิ้มแย้มเบิกบานชาวบ้านต่างคุกเข่ายกมือไหว้ท่าน รอฟังเสียงอาจหาญร่าเริงของท่าน คำพูดของท่านเป็นคติธรรม พูดตรง พูดจริง ไม่กลัวใคร มีความเชื่อมั่นในตนเอง ในธรรมะของพระพุทธเจ้า
การเทศน์ปุจฉา-วิสัชนาคราวนั้นดังกระฉ่อนไปทั่ว คนฟังตั้งใจฟังอย่างเงียบสงบ
เจ้าคณะอำเภอถามขึ้นก่อนว่า "พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้อะไรบ้าง?"
ท่านตอบว่า "ตรัสรู้อริยสัจ ๔" แล้วขยายทุกข์ สมุทัย นิโรธมรรค สั้นๆ พอเข้าใจ
ถามว่า "ท่านสั่งสอนประชาชนมีอะไรบ้าง?"
ท่านตอบว่า "สอนพระสูตร พระวินัย พระอภิธรรม ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ สรุปแล้วท่านสอนศีล สมาธิ ปัญญา สอนพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สอนให้ปฏิบัติตามอริยมรรค มีองค์ ๘"
ถามว่า "ท่านสอนประชาชนให้ประพฤติปฏิบัติอะไรเป็นอันดับแรก ๆ"
ท่านตอบว่า "สอนเรื่องศีล ๕ ศีล ๕ นี้ พระโพธิสัตว์สอนมาตั้งแต่ต้นกัลป์ ตั้งแต่พระกุกกุสันโธโน่น ให้มนุษย์ในสมัยกัลป์โน้นอยู่ด้วยความสงบ มีศีล ๕ ข้อนี้ เป็นธรรมคุ้มครองโลกให้ปกติสุข ไม่มีคุกตะราง ไม่มีตำรวจ ใครมีศีล ๕ ในหัวใจ ดีทั้งนั้น กลุ่มคนใดมีศีล ๕ กลุ่มนั้นก็ดี เมืองไหนมีศีล ๕ เมืองนั้นก็สงบสุข"
เจ้าคณะเขื่องในถามว่า
"คนเช่นไรไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์? คนเช่นไรตายไปแล้วลงสู่อบายภูมิ?"
ครูบาอาจารย์เฒ่าตอบว่า
"คนรักษาศีล ๕ อยู่เป็นนิจ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์ เว้นจากการเอาของผู้อื่นมาเป็นของตน เว้นจากประพฤติผิดในบุตรภรรยา - สามีคนอื่น เว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เว้นจากการเสพสุรายาเสพติดทั้งปวง ถ้ารักษาศีล ๕ ได้ จะมีโภคทรัพย์บริบูรณ์ จะมีความสุขกายสบายใจ ตายไปแล้วขึ้นสู่สุคติโลกสวรรค์หมด
แต่ถ้าละเมิดศีล ๕ ข้อนี้ จะลงสู่อบายภูมิ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดียรัจฉานหมด ไม่มีเหลือ คนลงนรกมากมายเหมือนขนวัวนั่นแหละ พวกทำแต่กรรมดี ทำบุญกุศล ไม่ประมาทรักษาศีล ๕ มีจำนวนเหมือนเขาวัวสองเขานั่นแหละ พวกเขาไปขึ้นสวรรค์หมด"
เจ้าคณะอำเภอถามว่า "เมื่อใกล้ตายจะทำจิตใจอย่างไรจึงจะไปสู่สุคติโลกสวรรค์?"
ครูบาอาจารย์เฒ่าตอบว่า
"ให้ระลึกนึกถึงบุญกุศลความดีทั้งหลายที่ตนได้ทำไว้แล้ว ระลึกถึงพุทธานุสติเป็นพ่อ ธรรมานุสติเป็นแม่ เห็นพระสงฆ์เป็นพี่เลี้ยงนำทาง หายใจเข้าภาวนาว่า ‘พุุท’ หายใจออกภาวนาว่า ‘โธ’ อยู่เสมอทุกขณะจิต เมื่อจิตเคลื่อนออกจากร่าง จิตจึงจะไปสู่สุคติโลกสวรรค์"
การเทศน์ปุจฉา-วิสัชนาตั้งแต่เพลถึงบ่ายแก่ๆ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะจบ ฝ่ายเจ้าคณะอำเภอท่านคงจะทนไม่ไหวหรืออย่างไรไม่ทราบได้ ลงจากธรรมาสน์กลับวัดโดยไม่รับกัณฑ์เทศน์
คณะครู กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้นำปัจจัยที่ใส่ลงในขันหลายใบมารวมกัน ได้เงินเกือบสองพันบาท ในสมัยนั้นครูประชาบาลเงินเดือน ๘ บาท ครูใหญ่ ๑๒ บาท ทำงานมานานปีจึงจะได้ ๒๐ บาท กัณฑ์เทศน์จากขันคนละ ๑ สตางค์ ๕ สตางค์ รวมกันเกือบสองพันบาท นับว่าได้เงินมากเป็นพิเศษ
วันนั้นหลวงปู่ทองรัตน์ท่านไม่รับกัณฑ์เทศน์ที่ถวาย ท่านยกให้วัดพระธาตุสวนตาล นับว่าท่านไม่ติดในลาภ ในปัจจัย ท่านพอใจในการชักจูงให้ญาติโยมเข้าใจธรรมะ รู้จักรักษาศีล รู้จักทำสมาธิ รู้จักทำความดียิ่งๆ ขึ้นไป รู้จักฝึกตายก่อนตาย รู้จักทำอานาปานสติ มีสติสัมปชัญญะ กำหนดดูลมหายใจเข้าออกทุกขณะจิต ทุกอิริยาบถ จึงเป็นผู้มีความไม่ประมาท
๔๓
ด้วยเคารพและศรัทธา
พ่อใหญ่กัญหา สุทธิพันธ์ เป็นโยมอุปัฏฐากใกล้ชิดครูบาอาจารย์เฒ่ามาโดยตลอด หลังจากที่ได้ร่วมกับคณะ เป็นคนไปนิมนต์ครูบาอาจารย์เฒ่าที่บ้านข่าโคม ให้ไปจำพรรษาที่บ้านชีทวน เมื่อครูบาอาจารย์เฒ่าได้ออกจากบ้านชีทวนหลายพรรษาแล้ว ได้ไปอยู่ที่บ้านคุ้ม อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี ด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าของพ่อใหญ่จึงได้อพยพครอบครัวไปด้วย และได้ทำกิจการค้าข้าวควบคู่ไปด้วยเพื่อจุนเจือครอบครัว แต่ยังไม่มีที่นาทำกินขณะนั้น
ถึงพ่อใหญ่ไม่เคยบวชเคยเรียนมาก่อน แต่ด้วยศรัทธาที่มีต่อครูบาอาจารย์เฒ่าเต็ม ๑๐๐ ในด้านการปฏิบัติ พ่อใหญ่ไม่เคยทิ้งลายกรรมฐาน ที่ได้รับการถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์เฒ่าแม้แต่น้อย ถึงแม้ปัจจุบันอายุย่างเข้าปีที่ ๘๐ ก็ตาม และลูกหลานแต่ละคนมีหน้าที่การงาน เป็นถึงผู้นำของคน ได้นำท่านไปเพื่อทำตามหน้าที่ของลูกที่พึงกระทำที่เมืองหลวง แต่ปฏิปทาทุกอย่างพ่อใหญ่ไม่เคยที่จะลืมมูลเก่าแต่อย่างใด สมกับสุภาษิตอีสาน ที่ว่า "คันได๋ขี่ช้างกั๋งห่มเป็นพระยาบ่ได้เคยลืมชาวนาผู้ขี่ควายคอนกล้าดอก" (ถึงแม้ว่าจะได้ดิบได้ดีเป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ ก็ไม่เคยที่จะลืมอดีตที่เป็นชาวนาขี่ควายหาบกล้า) เช่น ผ้าขาวม้าคาดพุงที่ใช้สารพัดประโยชน์ของคนอีสาน ไปไหนมาไหนพ่อใหญ่ไม่เคยทิ้ง
ที่สำคัญเรื่องการปฏิบัติ การรับประทานอาหาร พ่อใหญ่ยังกินข้าวจานหมาเหมือนเดิม คืออาหารทุกอย่างทั้งคาวหวานต้องใส่ภาชนะเดียวกัน เรื่องการเดินจงกรม นั่งสมาธิไม่เคยขาด เรื่องสติสัมปชัญญะในบรรดาเพื่อนรุ่นเดียวกันหาตัวจับยาก สำหรับผลของการปฏิบัติ พ่อใหญ่บอกว่า ไม่สงสัยแล้ว พร้อมเสมอที่จะไปตามมัจจุราชสั่ง
พ่อใหญ่ได้เล่าให้ฟังว่า
ปกติครูบาจารย์เฒ่าท่านพูดเสียงดังเป็นเชิงไม่กลัวใคร ท่านชอบอยู่ตามพุ่มไม้ตามป่า และอยู่ไม่เป็นที่ การอยู่ที่เดียวนานๆ ท่านว่า จะทำให้ติดสถานที่ ท่านไม่ติดกุฏิ กลับมาจากธุดงค์ก็มาอยู่กุฏิหลังใหม่ ตามที่ได้ไปกับท่าน ท่านจะพาพักใต้ต้นไม้ เมื่อนั่งลง ท่านจะกราบก่อน เวลาไปท่านก็กราบอีก บางทีแดดจัดๆ หรือยามเย็นๆ ท่านจะพานั่งพักกลางวันตามร่มไม้ เมื่อจะนั่งลงท่านก็กราบ เมื่อไปท่านก็กราบ เลยถามท่านว่า
"ครูบาอาจารย์กราบอะไรหรือครับ"
ท่านตอบว่า
"กราบต้นไม้ ต้นไม้ก็เหมือนพระพุทธเจ้า มันทำงานเลี้ยงชีวิตตัวเอง เวลามีลูกมันก็ไม่หวง นกก็กินได้ คนจะนำไปกินก็ได้"
ส่วนบางครั้งครูบาอาจารย์กราบลงกลางแจ้งนั้น ก็กราบระลึกถึงความบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์ จิตของพระพุทธเจ้าไม่ได้เกาะติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คนโบราณจึงมักเปรียบเทียบว่า เมื่อมีพระพุทธเจ้าอยู่ที่ใด ต้องมีดอกบัวรองรับอยู่ที่นั่น ตามที่ได้อยู่กับท่าน ท่านถือเป็นนิสัยในการลุกการนั่ง ต้องกราบเป็นประจำ จนผู้อื่นทำตามได้ยาก
สำหรับความเป็นอยู่ ท่านไม่ชอบอยู่กับคนหมู่มาก ชอบอยู่ตามลำพัง อยู่ตามป่าสองสามวันก็ย้ายไปที่ใหม่ ไม่ชอบอยู่ในเมือง ท่านบอกว่า จะทำให้ติดรสอาหาร ไปอยู่ตามป่า ฉันอาหารทิพย์ ถามท่านว่า อาหารทิพย์คืออะไร ท่านตอบว่า อาหารทิพย์คือ ดอกกระเจียว หน่อข่า เห็ดระโง้ หวาย หน่อโจด เวลาฉันก็มีความสะอาด ไม่ค่อยมีโรคมีภัย บางทีเขานิมนต์ไปฉันในบ้าน ท่านเอายาควินินเม็ดเหลืองๆ ออกมาประมาณ ๒๐ เม็ด นำเข้าปากแล้วฉันน้ำตาม ถามท่านว่า ทำไมฉันมากแท้ ครูบาอาจารย์บอกว่าเพื่อดับรสอาหาร ถ้าเป็นเรา ๓ เม็ดก็หูดับไปหมด นี่ท่านฉันแล้วก็เฉย
ครั้นถึงเวลาวันพระ ๑๕ ค่ำ พระเณรมารวมกันที่ศาลา เวลาฉันอาหาร ท่านมักจะบอกพระเณรให้ฉันด้วยความสำรวม มีสติพิจารณาว่า ฉันเพื่ออะไร ฉันเพื่อบรรเทาความหิว เพื่อดำรงชีวิตหรือเพื่อความอยาก ฉันเพื่อความงามหรือฉันเพื่อเลี้ยงตัณหา ถ้ารู้สึกว่าอีก ๕ คำจะอิ่ม ให้หยุด แล้วฉันน้ำตามจะอิ่มพอดี แต่ถ้าตัณหามันสั่งให้ฉันเต็มที่คงถึงลำคอ พอดึ่มน้ำลงไปจะแน่นท้อง อึดอัด ทนไม่ไหวต้องเอามือล้วงคอให้อาเจียน อย่างนี้ผิดวินัยของพระ การฉันโดยไม่พิจารณาเป็นบาป ตายแล้วไปเกิดเป็นควาย ต้องไถนาใช้ให้เขา
๔๔
จับไม่ถูก
เมื่อครูบาอาจารย์เฒ่าได้สั่งสอนลูกศิษย์ให้สำรวมในการขบฉัน และท่านได้ทำให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย เช่น เวลาฉันท่านจะฉันไปทีละอย่าง ฉันข้าว ฉันผัก ถ้ามีปลา ก็จะฉันปลาไปทีละอย่างๆ ทำดังนี้จนอิ่ม
พ่อใหญ่กัญหาซึ่งแอบชำเลืองดูครูบาอาจารย์เฒ่าอยู่ เมื่อท่านฉันเสร็จแล้ว จึงพนมมือถามท่านว่า
"ขอโอกาสขะน้อย ขะน้อยสังเกตเบิ่ง เวลาครูบาจารย์ฉันเป็นหยังนั่งฉันทีละอย่าง มันดีจั่งได๋" (ขอโอกาสครับกระผม กระผมสังเกตท่านอาจารย์ฉัน ทำไมจึงฉันทีละอย่าง มันดีอย่างไร)
ครูบาอาจารย์เฒ่าบอกว่า
"มันจั๋งบ่ติดรสชาติ" (มันจะได้ไม่ติดรสชาติ)
อุบายการสอนลูกศิษย์แต่ละคนของครูบาอาจารย์เฒ่า จะไม่ค่อยเหมือนกัน เช่นมีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านจะสอนเรื่องการขบฉันให้อยู่ในการสำรวมระวัง อย่าฉันให้มีเสียงดัง อย่าฉันพลางพูดพลาง อย่าฉันมูมมาม ซึ่งอยู่ในกรอบของวินัยที่ว่าด้วยการขบฉัน
ถึงเวลาฉัน ครูบาอาจารย์เฒ่าจะทำตรงข้ามกับที่สอนลูกศิษย์ ข้าวตกเรี่ยราด พูดทั้งที่มีคำข้าวอยู่ในปาก เป็นอาการที่ไม่สำรวม และมีพระลูกศิษย์ไม่ทราบเจตนารมณ์ของท่านหรืออย่างไรไม่ทราบ เกิดคิดตำหนิท่านอยู่ในใจว่า ครูบาอาจารย์เฒ่าสอนแต่คนอื่น ไม่สอนตัวเอง
พอเก็บกวาดโรงฉันเสร็จก่อนเลิก ท่านจะมาให้โอวาท แล้วกราบพระเลิกพร้อมกัน พระรูปนั้นถึงกับอึ้งไป เมื่อครูบาอาจารย์เฒ่าท่านเทศน์ ท่านพูดถึงสิ่งที่พระรูปนั้นคิดอยู่ว่า "ไปยึดติดครูบาจารย์ ไม่ยึดติดธรรมะ"
ในเวลาเดินอยู่นั่งอยู่ก็ให้นึกถึงศีลตัวเอง มันขาดหรือเศร้าหมองก็ต้องรู้ นี้เรียกว่า อยู่ด้วยความมีศีล พระธุดงค์ให้ระวังศีล ตลอดจนอาบัติเล็กๆ น้อยๆ ก็ให้ระวัง ศีลไม่บริสุทธิ์ เข้าป่า ขึ้นภูเขา เสือกัดตาย ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องเป็นพระธุดงค์ จงไปนอนเลี้ยงควายอยู่ตามบ้านดีกว่า ถ้าเป็นพระมีแต่จะตกนรก เขาอยากได้บุญเขาจึงเอาข้าวของมาทาน (ให้) ภายในกาย ภายในใจ ถ้าศีลเศร้าหมองแล้ว ภาวนาจนผมหงอก พระธรรมก็ไม่เกิด
พวกพระพวกเณรกลัวท่านมาก ใครต้องอาบัติท่านรู้หมด ท่านทักท้วงในท่ามกลางคนหมู่มากเอาดื้อๆ ให้อาย ถ้าท่านเตือนแล้วทำผิดบ่อยๆ ท่านบอกว่าไปเอาเทียนติดหูไล่ให้มันหนี มาบวช ไม่เคารพคำสอนของพระพุทธเจ้า บวชหาประโยชน์อันใด
ถ้าเป็นพระจากที่อื่นไปหาท่าน พอนั่งลง ท่านก็เรียกชื่อ ถามข่าวว่าจะไปไหนมาไหน ทำอะไร ถ้าพระมีความรู้ได้เรียนมามากในใจคิดว่า จะอวดความรู้ตัวเองเป็นเชิงจะดูหมิ่น ท่านรู้ทันที ท่านจะว่า
"เรียนมามากๆ นั้น เรียนไปทำไม มีความรู้แล้วเอาตัวไม่รอด อาบัติเต็มหัวไม่รู้ตัว เป็นพระบิณฑบาต ก็มีอาหารฉัน ไม่รู้จักเคารพบาตร ไม่รู้คุณของพระพุทธเจ้า"
ท่านพูดแบบไม่กลัวคนจะโกรธ
๔๕
ตามครูบาอาจารย์เฒ่าไปดูพระอรหันต์
อีกครั้งหนึ่งที่บ้านชีทวน มีโยมสองฝ่าย ฝ่ายนักสอนมูลกัจจายน์ ก็ถือว่าตนมีความรู้ บางครั้งก็พูดเสียดสีพระวัดป่า
วันหนึ่งมีโยมอาจารย์สอนมูลกัจจายน์ พูดเปรยๆ ขึ้นว่า สมัยนี้ปฏิบัติกันอย่างไรก็ไม่เห็นพระอรหันต์ดอก มันหมดสมัยแล้ว
ครูบาอาจารย์ทองรัตน์ได้ยินเข้า ท่านก็พูดว่า
"อยากเห็นพระอรหันต์บ้อ ให้ไปโกนหัวมา ครูบาอาจารย์จะพาไปเบิ่ง ให้ทำตามครูบาอาจารย์บอก ถ้าบ่เห็นพระอรหันต์ ครูบาอาจารย์สิเอาคอเป็นประกัน ถ้าบ่ทำบ่เฮ็ด มัวกอดคัมภีร์อยู่ เห็นได้อย่างไร ยังไม่นานดอก คัมภีร์จะล้มทับตาย"
 มูลกัจจายน์ = ตำราหลักธรรมคำสอนที่นักปราชญ์รวบรวมไว้ เพื่อใช้ในการเรียนการสอน สมัยก่อน ใช้วิธีท่องจำเป็นหลัก
๔๖
เยี่ยวเหมือนควาย
วันหนึ่งมีโยมสองผัวเมียจะมาทำบุญที่วัดป่าบ้านชีทวน ภรรยาได้หิ้วหม้อเขียวใส่อาหารและสะพายกระติบข้าวเหนียว เดินนำหน้ามาก่อน ส่วนสามีได้หาบมะพร้าวอ่อน แตงไทยเดินตามหลัง ในระหว่างทางนั้น สามีเกิดปวดปัสสาวะขึ้น จะวางหาบก็ไม่ทันใจ หรือเพราะความเคยชินก็ไม่ทราบได้ มองหน้ามองหลังเห็นว่าปลอดคน เลยปลดทุกข์ข้างทางนั้น พอมาถึงวัดก็วางหาบลง ไปกราบครูบา-อาจารย์เฒ่า ในโอกาสนั้นเองครูบาอาจารย์เฒ่าเลยให้สติไปว่า
"เออ สิเยี่ยว สิขี่ กะให้วางหาบของลงก่อนแน่ อย่าสิยืนขี่ยืนเยี่ยวคือควายคืองัวหลาย"
ฝ่ายเมียไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ส่วนสามีถึงกับหน้าแดงตัวแข็งทื่อ อายก็อาย สงสัยก็สงสัย เพราะระยะทางห่างจากวัดตั้ง ๓-๔ กิโลเมตร ครูบาอาจารย์เฒ่าไปแอบดูตอนไหน แล้วก่อนจะเยี่ยวก็รอบคอบตรวจตราดูดีแล้วนา
๔๗
อาหารพิเศษ
พระเทียบบวชเป็นพระใหม่ ญาติโยมอุปัฏฐากกลัวจะหิว เพราะไม่เคยชินกับการฉันข้าวมื้อเดียว
มีอยู่วันหนึ่งภรรยาครูใหญ่โทน ฉลวยศรี ซึ่งเป็นญาติกับพระเทียบ ได้ออกมาใส่บาตรเหมือนกับทุกวัน แต่วันนี้ ไม่เหมือนกับทุกวัน ครูบาอาจารย์เฒ่าได้เดินรับบิณฑบาตนำหน้า และองค์รองมา ๒-๓ รูป ก็ได้แต่ข้าวเปล่า พอมาถึงองค์สุดท้าย โยมได้ชักปิ้งไก่ซึ่งซ่อนไว้ใต้ขันข้าว ใส่ในบาตรพระเทียบ เมื่อได้รับอาหารพิเศษเหมือนเทวดารู้ใจ จึงวาดภาพในอากาศว่า กลับถึงวัดคงจะอิ่มแปล้ล่ะวันนี้
พอกลับมาถึงวัด ยังไม่ได้จัดอาหารออกจากบาตร ครูบาอาจารย์เฒ่าได้พูดขึ้นว่า
"มื้อนี้ท่านเทียบได้อาหารพิเศษอีกแล้วโว้ย"
พระเทียบถึงกับอึ้ง และอายเพื่อนพระเณรที่นั่งฟังมาก เพราะไม่คิดว่าครูบาอาจารย์จะรู้ ทั้งๆ ที่ได้ซ่อนปิ้งไก่เป็นอย่างดี เป็นอันว่าอ้อยกำลังจะเข้าปากช้างอยู่แล้ว นึกว่าจะได้ฉันสมความอยากสักที ในที่สุดช้างก็เลยต้องอ้าปากค้าง
๔๘
เคารพเหนือสิ่งอื่นใด
หลังจากที่หลวงปู่เสาร์ได้ให้ครูบาอาจารย์ทองรัตน์ไปจำพรรษาที่บ้านชีทวน ครูบาอาจารย์เฒ่าก็ไม่เคยไปที่ไหนอีกเลย นอกจากไปกราบหลวงปู่เสาร์ที่บ้านข่าโคม จนญาติโยมเกิดความสงสัย และกลัวว่าท่านจะเบื่อ เพราะวันๆ อยู่แต่ในวัด จึงได้ถามท่านว่า
"ขอโอกาสขะน้อย ครูบาจารย์มาจำพรรษาอยู่นี่กะดนนานแล่ว ครูบาจารย์บ่คิดสิไปธุดงค์ทางได๋บ้อ ขะน้อย" (ขอโอกาสครับพระอาจารย์ พระอาจารย์มาพำนักอยู่ที่นี่ก็เป็นเวลานานแล้ว ท่านพระอาจารย์ไม่คิดจะไปธุดงค์ที่ไหนบ้างหรือครับ)
ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านจึงได้พูดว่า
"ฮ่วย! พวกหมู่เจ้าส่างมาเว้าจั่งซั่น สิมาให้อาตมาผิดครูผิดอาจารย์จั๋งได๋ ครูบาจารย์เผิ่นมอบเผิ่นหมายให้มาอยู่นี่ สิไปลวงไปเกินเผิ่นจั๋งได๋" (ทำไมพวกโยมจึงได้พูดอย่างนั้น จะมาทำให้อาตมาผิดต่อคำพูดของครูบาอาจารย์ได้อย่างไร ก็ในเมื่อครูบาอาจารย์ท่านได้มอบหมายให้มาอยู่ก็อยู่ ท่านยังไม่ให้ไปจะไปอย่างไร)
โยมว่า
"ไปจั๊กหว่าง จั๊กคราว สิได๋บ้อขะน้อย" (ไปชั่วครั้งชั่วคราวไม่ได้หรือครับ)
ครูบาอาจารย์เฒ่าพูดว่า
"บ่่ได๋เดิ๊ก อย่ามาเว้าให้อาตมาเป็นบาปเป็นกรรม คันอาตมาไป ครูบาจารย์เผิ่นมา บ่เห็นอาตมา กะเป็นบาปเป็นกรรมท่อนั้นตั๋ว สิไปลืมความครูบาจารย์จั๋งได๋" (ไม่ได้ อย่ามาพูดให้อาตมาเป็นบาปเป็นกรรมกับครูบาอาจารย์เลย ถ้าท่านมาไม่เห็นอาตมา ก็จะเป็นบาปเป็นกรรมเท่านั้นแหละ จะไปผิดคำพูดของครูบาอาจารย์ได้อย่างไร)
๔๙
ของดีมีให้แต่ไม่รู้จักเอา
พ่อใหญ่คำมีซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากใกล้ชิดติดตามครูบาอาจารย์เฒ่าคนหนึ่ง เห็นมีหลายคนที่มากราบครูบาอาจารย์เฒ่า แล้วได้ตัวดี (หมายถึงเลขหวย) กลับไป พ่อใหญ่คำมีได้ติดตามครูบาอาจารย์เฒ่ามานาน แต่กลับไม่ได้กับเขา เลยคิดน้อยใจ วันหนึ่งจึงกราบเรียนครูบาอาจารย์เฒ่าว่า
"ครูบาจารย์เฒ่าขะน้อย คนอื่นเขามา เขาก็ได้ตัวดีไป แต่ทำไมครูบาจารย์เฒ่าไม่เมตตาสงสารผมบ้าง"
ครูบาอาจารย์เฒ่าเลยพูดเป็นเชิงดุว่า
"ให้ของดีดีบ่เอา จะเอาของไม่ดีนั่นหรือ ไม่รู้หรือว่าที่ญาติโยมเขามาเขาได้ไปนั้น เขาได้อบายมุขไป เขาไม่ได้อรรถได้ธรรมะไปนะ พ่ออยากได้นักหรือนั่น"
ได้ฟังอย่างนั้น พ่อใหญ่คำมีถึงกับอึ้งไป และลาครูบาอาจารย์เฒ่ากลับด้วยความรู้สึกผิดหวัง พอเดินไปจะพ้นจากเขตกุฏิครูบาอาจารย์เฒ่า ครูบาอาจารย์เฒ่าเลยเรียกให้กลับมา และได้ยื่นยาสูบ ๒ มวน วางบนกลักไม้ขีด
พ่อใหญ่คำมีทั้งดีใจทั้งแปลกใจไปจนถึงบ้าน และเรียกเพื่อนบ้านมาช่วยกันแปล พอถึงวันหวยออก พ่อใหญ่คำมีก็ต้องผิดหวังตามเคย แต่เพื่อนบ้านกลับดีใจไปตามๆ กัน
๕๐
ผู้ทำกรรมใดไว้ ย่อมได้รับผลตอบแทน
ที่วัดป่าบ้านชีทวน ปกติกุฏิครูบาอาจารย์เฒ่าจะสร้างแบบง่ายๆ หลังคามุงหญ้าคา ยกเคลื่อนย้ายได้ ด้านข้างมีฝาปิดเปิดได้ ยกพื้นสูงพอนั่งหย่อนขาได้พอดี หลังจากสร้างเสร็จได้ไม่นาน ได้มีผึ้งมาทำรังใต้ถุนกุฏิ
หลายวันต่อมา ครูบาอาจารย์เฒ่าได้นั่งเก็บใบไม้อยู่ข้างๆ กุฏินั้น ได้มีผึ้งตัวหนึ่งมาต่อยหัวคิ้วท่าน ครูบาอาจารย์เฒ่าก็ไม่ได้ว่าอะไร ทำงานอื่นต่อไป ในคืนนั้น ไม่รู้มดดำ (มดสามเหล่า) มาจากไหน ได้ขึ้นไปกินลูกผึ้งนั้นหมดทั้งรัง ตื่นเช้ามา ครูบาอาจารย์เฒ่าได้ลงไปดู ก็ได้แต่สลดสังเวชใจต่อผึ้งรังนั้น
๕๑
ระวังเป็นเปรต
เรื่องธรรมวินัยเล็กๆ น้อยๆ นี้ ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ว่า อย่าได้มองข้ามเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เดือดร้อนตามมาทีหลัง เช่น เรื่องการหยิบการจับ การอยู่ การกินต่างๆ ให้มีสติ แม้แต่การปลูกต้นไม้ในวัด ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง มะขาม หรือไม้อะไรก็แล้วแต่ ท่านจะแนะนำให้ปลูกเป็นของบุคคล จะไม่ให้ปลูกเป็นของสงฆ์
ท่านให้เหตุผลว่า ถ้าปลูกเป็นของสงฆ์แล้ว คนอื่นจะเอาไปใช้ไปกินไม่ได้ ต้องได้รับอนุญาตจากสงฆ์ก่อน (พระ ๔ รูปขึ้นไปประชุมอนุมัติให้จึงใช้ได้) ถ้าสงฆ์ไม่อนุญาตแล้ว พระนำไปฉัน พระก็เป็นเปรต โยมกิน โยมก็เป็นเปรต เมื่อปลูกแล้วก็บอกกล่าวปวารณาว่า ไม้นี้หรือของสิ่งนี้ใครใคร่ใช้ประโยชนอันใด ก็ให้นำไปใช้ประโยชน์ตามประสงค์
๕๒
ทดสอบศิษย์
มีบ่อยครั้งเหมือนกัน ที่ครูบาอาจารย์เฒ่าทดสอบลูกศิษย์ที่ยังประมาทอยู่ หลวงพ่ออวนเล่าว่า
ครั้งหนึ่งหลวงพ่ออวนได้กราบลาหลวงปู่กินรี เพื่อจะไปศึกษาธรรมะกับครูบาอาจารย์เฒ่า ก่อนไป หลวงปู่กินรีกำชับว่า ระวังนะ ถ้าไปหาครูบาอาจารย์เฒ่า ระวังท่านจะสอบอารมณ์ ทดสอบสติ เมื่อไปถึงได้กราบครูบาอาจารย์เฒ่า ก็ได้เรื่องจนได้ เมื่อครูบาอาจารย์เฒ่าท่านสั่งให้ไปตัดไม้มาให้ท่าน ขณะนั้นท่านทำกิจวัตรอยู่พอดี หลวงพ่ออวนซึ่งผ่านการฝึกมาดี จึงรู้ทางมวย ได้ถือมีดโต้เดินเข้าไปในปา ตัดไม้ที่ตายแล้วมาให้ท่าน พอครูบาอาจารย์เฒ่าได้เห็นเท่านั้นแหละ
"เออ! นี่แม้มันจั่งแม่นศิษย์พระพุทธเจ้า" (เออ! นี่มันจึงสมกับเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า)
มีบ่อยครั้งเหมือนกันที่พระเณรบางรูป เมื่อท่านบอกให้ทำในสิ่งที่มันผิดวินัย ก็ทำด้วยความไม่รู้เท่าทัน ทำให้ได้รับบทเรียนที่ไม่มีวันลืม คือ เทศน์กัณฑ์ใหญ่ที่แสบเผ็ด ท่านว่า เห็นครูบาอาจารย์เป็นใหญ่ แต่ไม่เห็นแก่พระธรรมวินัย ซึ่งครูบาอาจารย์เฒ่าท่านไม่ปล่อยเรื่องอาบัติเล็กๆ น้อยๆ ท่านถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับชีวิตพรหมจรรย์ ด้วยเหตุนี้เองทำให้หลวงปู่ชาท่านให้ความเคารพต่อครูบาอาจารย์เฒ่าเป็นอย่างมาก จึงได้นำหลักธรรมต่างๆ จากครูบาอาจารย์เฒ่ามาสอนลูกศิษย์ลูกหาอยู่เสมอ โดยเฉพาะข้อวัตรปฏิบัติทุกอย่างในสำนักวัดหนองป่าพงและวัดสาขา ปัจจุบัน มีข้อวัตรปฏิบัติเหมือนกับของครูบาอาจารย์เฒ่า ที่ได้สั่งสอนลูกศิษย์ในสมัยที่มีชีวิตอยู่เกือบทุกอย่าง
ตามที่หลวงปู่ชาได้คุ้นเคยกับครูบาอาจารย์เฒ่า หลวงปู่ชาท่านว่า ถ้าคนไม่ฉลาด จะไปเอาธรรมะกับท่านไม่ได้ คือไปเอาอย่างท่าน แต่ไม่ไปเอาเยี่ยงท่าน อย่างเช่น ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านพูดไม่สำรวม การออกไปรับบิณฑบาต ท่านขอของไปเรื่อยๆ เวลาท่านดุพระเณรในที่ประชุมจะดุเก่งมาก พระเณรไปเอาอย่างท่านไม่ได้ ความเป็นจริงนั้น ท่านพูดอะไร ทำอะไร ท่านมุ่งสอนธรรมะตามแบบฉบับของท่านที่ไม่เหมือนใคร
๕๓
ติดสมมติ
บางคนไม่เข้าใจท่าน หาว่าท่านเป็นโรคประสาท เช่น มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ชาเล่าว่า
ครูบาอาจารย์เฒ่าได้เดินไปพร้อมภิกษุสงฆ์หมู่หนึ่ง เห็นควายตัวเมียกินหญ้าอยู่ข้างทาง ครูบาอาจารย์เฒ่าพูดว่า
"โอ้ย ควายเถิกโตนี่ คือกินหย่าอยู่ใกล้ทางแท้" (โอ้ย ควายผู้ตัวนี้ทำไมจึงมากินหญ้าอยู่ใกล้ทางจังเลย)
และเดินไปอีก ท่านได้ชี้ให้ดูควายตัวผู้กำลังเล็มหญ้าอยู่กลางทุ่ง และพูดว่า
"เออ ไปหากินกลางทุ่งคือควายแม่ โตนั้นแม้มันจั่งแม่น" (เออ ไปหากินกลางทุ่งนาเหมือนควายตัวเมียซิ มันจึงจะถูก)
ท่านพูดควายตัวผู้เป็นตัวเมีย ควายตัวเมียเป็นตัวผู้ ผู้ไม่เข้าใจก็หาว่าท่านเป็นประสาท ความจริงไม่มีตัวผู้ ไม่มีตัวเมีย อย่างนี้ท่านเทศน์ให้เราฟังเรื่องสมมติ ถ้าคนไม่เข้าใจธรรมะก็คงเถียงกันวุ่น
๕๔
หลวงปู่เสาร์ทำบุญระลึกถึงพระกรรมวาจาจารย์
ในระหว่างจำพรรษา พ.ศ. ๒๔๗๙ - ๒๔๘๓ อยู่ที่วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคมนั้น หลวงปู่เสาร์ได้นิมิตเห็นญาคูสีทา ชยเสโน พระกรรมวาจาจารย์ของท่าน สมัยที่อยู่วัดบูรพา ในตัวเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งพื้นเพท่านอยู่เมืองสีพันดอน แขวงจำปาศักดิ์ ท่านไปเรียนที่กรุงเทพฯ แล้วได้มาเป็นอุปัชฌาย์อยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากนั้นได้ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่มาตุภูมิ ไปอยู่วัดดอนฮี (วัดเกาะฮี) เมืองโขง แขวงจำปาศักดิ์ และได้มรณภาพลงที่นั่น หลวงปู่เสาร์จึงคิดจะไปทำบุญระลึกถึงพระกรรมวาจาจารย์
เมื่อออกพรรษาแล้วหลวงปู่เสาร์ พร้อมด้วยคณะศิษย์ทั้งสายมหานิกายและธรรมยุต จำนวน ๑๑ รูป มีครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ กนฺตสีโล ครูบาอาจารย์ดี ฉนฺโน ครูบาอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส ครูบาอาจารย์กองแก้ว ฯลฯ และมีคณะศิษย์ที่เป็นฆราวาสติดตามไปด้วยอีก ๕ คน คือ
๑. พระราชธรรมสุธี (พวง สุขินฺทริโย) ซึ่งขณะนั้นเป็นฆราวาส อายุ ๑๔ ปี
๒. พระครูโอภาสธรรมภาณ (อำนวย)
๓. นายบุญมาก ไชยงาม
๔. นายเจริญ
๕. นายกร
๕๕
เอาตอไม้เป็นอาจารย์
ในปี พ ศ ๒๔๘๓ ใกล้ออกพรรษา หลวงปู่เสาร์ได้ให้คนไปส่งข่าวที่วัดป่าบ้านชีทวน ให้ครูบาอาจารย์ทองรัตน์ทราบว่า เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านจะพาไปทำบุญระลึกถึงพระกรรมวาจาจารย์ ที่เมืองโขง แขวงจำปาศักดิ์ โดยให้ไปเจอกันที่เมืองโขงเลย
เมื่อออกพรรษา หลังจากฉันเสร็จ ท่านได้ล่ำลาญาติโยมแล้ว ขณะที่ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ เตรียมของอยู่นั้น ได้มีพระบวชใหม่ หอบจีวร หอบบาตร มาหาท่าน เล่าให้ท่านฟังว่า
"ขะน้อยลาเมียมาบวช และใจอยากออกไปประพฤติปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ แต่เมียบ่อยากให้บวช (กระผมลาเมียมาบวช ใจก็อยากออกประพฤติปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ แต่เมียเขาไม่อยากให้บวช) จึงได้บอกเขาไปว่า ขอบวชชั่วคราว เขาจึงให้บวช และกระผมได้หนีออกมาเมื่อคืนนี้ ไม่มีใครรู้ กลัวเขาไม่ให้มา กระผมไม่มีอะไรมาด้วย เพิ่งบวชเมื่อวานนี้ กระผมขอมอบกายถวายชีวิตไว้กับครูบาจารย์ด้วย"
ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์บอกว่า
"เออ บุญท่านยังมีนะ เกือบไม่ได้พบกัน ผมจะรีบเดินทางไปแล้วนี่ มาแล้วก้มลงกราบที่นั้นล่ะ"
ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านบอกกรรมฐาน พร้อมชี้ไปที่ตอไม้เต็งซึ่งยืนตายมานานหลายปี และพูดว่า
"นั่นเห็นไหมตอไม้ ทำเหมือนตอไม้นั่น"
ทำเอาพระใหม่รูปนั้นนั่งงงอยู่นาน
ครูบาอาจารย์เฒ่าจึงได้ออกเดินทาง คงปล่อยแต่พระรูปนั้นอยู่เฝ้าวัดก่อน เพราะท่านต้องรีบออกเดินทาง เพื่อตามหลวงปู่เสาร์ไปให้ทัน
พระใหม่รูปนั้นเช้าเดินผ่านก็มอง ทำอะไรก็มองแต่ตอไม้ เกิดสงสัยว่า ทำไมครูบาอาจารย์เฒ่าจึงให้ทำเหมือนตอไม้ คิดไปคิดมาหลายวันเข้า เลยเข้าใจว่า กว่าจะเป็นตอไม้ เริ่มจากเกิดมาเป็นกล้าไม้ แล้วโตมาเป็นต้นไม้ใหญ่ พอใช้งานได้ คนเขาก็มาตัดเอาไปใช้ประโยชน์ เหลือไว้แต่ตอที่ทำประโยชน์ได้ แล้วก็ไม่มีใครสนใจ จึงเอาต้นไม้เป็นอาจารย์ภาวนา เลยตั้งใจว่าจะไม่สึก
๕๖
หลวงปู่เสาร์โปรดชาวบ้านห้วยยาง
หลวงพ่อกองแก้ว ธนปญฺโญ วัดป่าเทพบุรมย์ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ผู้เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อบุญมาก ได้มีโอกาสไปอุปัฏฐากครูบาอาจารย์เฒ่าอยู่บ่อยๆ ที่บ้านคุ้ม เล่าว่า
หลวงปู่เสาร์กับครูบาอาจารย์ทองรัตน์ ได้เดินธุดงค์มาจากวัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม และได้หยุดพักมาเรื่อยๆ เมื่อธุดงค์มาถึงห้วยยาง จึงได้หยุดพักที่ริมห้วยยาง ญาติโยมเมื่อได้ทราบว่ามีพระธุดงค์มาพักในป่าใกล้หมู่บ้าน จึงได้นิมนต์ให้แก้อาถรรพ์ เพราะสถานที่ที่สร้างวัดในปัจจุบันนั้นชาวบ้านเชื่อกันว่าเจ้าที่แรง ใครไปทำอะไรใกล้สถานที่ดังกล่าวไม่ได้ หาปู หาปลาไม่ได้ บ้างก็เข้าสิงแล้วพูดออกปากชาวบ้าน บ้างก็ทำให้ล้มป่วย บางช่วงก็เกิดการตายติดกัน ๕-๖ ศพก็เคยมี เป็นเหตุให้หลวงปู่เสาร์ต้องสงเคราะห์ในกิจนี้ และญาติโยมได้ขอนิมนต์ให้คณะท่านได้จำพรรษาด้วย เพื่อชาวบ้านจะได้มีกำลังใจต่อไป แต่หลวงปู่เสาร์ก็ยังไม่รับว่าจะจำพรรษา
ท่านได้พาคณะออกเดินทางต่อไป ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้จะเข้าพรรษา หลวงปู่เสาร์จึงได้ให้โยมพาไปหาสถานที่เหมาะสมในการจำพรรษา ญาติโยมได้พาไปหาสถานที่หลายแห่ง ในที่สุดท่านจึงตกลงว่าจะจำพรรษาที่ดอนธาตุ ซึ่งเป็นเกาะอยู่กลางแม่น้ำมูล เพราะเป็นสถานที่ที่เหมาะในการภาวนา
๕๗
สร้างวัดป่าเทพบุรมย์
หลวงปู่เสาร์ได้ให้ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ หลวงพ่อบุญมากพร้อมพระเณร กลับไปจำพรรษาที่บ้านแก้งยาง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากดอนธาตุมากนัก เมื่อออกพรรษาในปี ๒๔๘๕ หลวงปู่เสาร์ได้ให้มีการจัดพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างวัดป่าเทพบุรมย์ ในวันวางศิลาฤกษ์ได้มีพระเณรมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยมีหลวงปู่เสาร์เป็นประธาน และต่อมาได้ให้ครูบาอาจารย์บุญมากมาสานต่อเจตนารมณ์ ทำการก่อสร้างให้เป็นรูปเป็นร่างต่อไป
หลังจากวางศิลาฤกษ์เสร็จ คณะหลวงปู่เสาร์ได้เดินทางต่อไป โดยญาติโยมนิมนต์ท่านขึ้นรถไป เพราะถ้าไปทางเรือเกรงว่าท่านจะเมาคลื่น เพราะหนทางที่ไปมีเกาะแก่งมากและน้ำไหลเชี่ยวมาก ประกอบกับอาการไข้ในช่วงเข้าพรรษายังไม่หายดี คือขณะที่ท่านนั่งสมาธิอยู่โคนต้นยางใหญ่ ได้มีเหยี่ยวตัวหนึ่ง บินโฉบเอารังผึ้งซึ่งอยู่บนกิ่งต้นยางใหญ่ที่ท่านนั่งอยู่ รังผึ้งได้ขาดหล่นลงมาใกล้กับที่ท่านนั่งอยู่พอดี ผึ้งได้กรูเข้าต่อยท่านหลายตัว จนท่านต้องหนีเข้าในมุ้งกลด ผึ้งจึงเลิกรังควาน จากนั้นท่านได้เกิดอาการไข้เพราะพิษของผึ้งต่อย เมื่อออกพรรษาแล้วอาการจึงค่อยทุเลาลง
ส่วนครูบาอาจารย์ทองรัตน์พร้อมพระเณรส่วนหนึ่ง ได้เดินทางจากวัดเทพบุรมย์ด้วยเท้าต่อไป ส่วนครูบาอาจารย์บุญมากกับครูบาอาจารย์กิได้แยกเดินทางไปต่างหาก โดยมีจุดจะไปพักอยู่ที่บ้านห้วยสาหัว พระเพ็งไปทางเรือกับครูบาอาจารย์เจี๊ยะและสามเณรอีก ๑ รูป ไปขึ้นที่ท่าวัดอำมาตย์ ได้พบกับคณะครูบาอาจารย์เฒ่าที่วัดอำมาตย์ที่ได้ล่วงหน้ามาถึงก่อน จึงได้ถามถึงหลวงปู่เสาร์ ได้รับคำตอบว่าท่านได้เลยไปเมืองโขงไปดอนฮีก่อนแล้ว และท่านได้ฝากความไว้ว่า
"ถ้าท่านเจี๊ยะกับท่านเพ็งมาถึงไม่ต้องตามไป ให้ท่านรออยู่วัดอำมาตย์นี่ และได้นัดว่าในวันมาฆบูชาให้พระเณรทุกรูปมาร่วมลงอุโบสถด้วยกันที่นี่"
เมื่อหลวงปู่บอกให้รอ ครูบาอาจารย์เจี๊ยะกับพระเพ็งและเณรหนึ่งรูป จึงได้ไปพักที่บ้านห้วยสาหัว เพราะที่นั่นมีที่พักพร้อมและอยู่ไม่ไกลนัก ขณะนั้นหลวงปู่เสาร์ ครูบาอาจารย์ดี ฉนฺโน พร้อมคณะศิษย์ไปทำบุญที่วัดดอนฮี แล้วเดินทางไปชมน้ำตกหลี่ผี แล้วจึงมาพักอยู่ภูหม้อออม ห่างจากที่ทำการจังหวัดจำปาศักดิ์ประมาณ ๒ กิโลเมตร
๕๘
หลวงปู่เสาร์อาพาธหนักที่ภูหม้อออม
ในคราวนั้นรัฐบาลไทยได้ตั้งที่ทำการจังหวัดจำปาศักดิ์ ที่บ้านทัพเปึอย ปากเซลำเพา เมืองสีพันดอน ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ พร้อมด้วยครูบาอาจารย์บุญมาก ครูบาอาจารย์กิ ได้เดินทางถึงภูหม้อออมทีหลังคณะหลวงปู่เสาร์
เมื่อไปถึง ครูบาอาจารย์ดีได้รีบมากระซิบแจ้งข่าว อาการอาพาธของหลวงปู่เสาร์ให้ครูบาอาจารย์เฒ่าทราบ ว่าอาการของหลวงปู่เสาร์ขณะนี้น่าเป็นห่วง อ่อนเพลียมาก ถ้าเดินทางต่อไปกลัวจะเป็นอะไรไปกลางทาง นิมนต์ท่านกลับ หลวงปู่ท่านก็ไม่เห็นด้วย หลวงปู่เสาร์ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่จะเดินทางกลับแต่อย่างไร แต่ครูบาอาจารย์ดีเกรงว่าถ้าหลวงปู่อาพาธหนัก และเป็นอะไรไปที่นี่ เกรงว่าศิษยานุศิษย์ที่ไม่ได้ไปด้วยจะตำหนิท่าน ครูบาอาจารย์ดีจึงอยากให้ครูบาอาจารย์ทองรัตน์และครูบาอาจารย์บุญมากช่วยนิมนต์หลวงปู่เสาร์กลับ
คณะศิษยานุศิษย์ปรึกษาหารือกันว่า จะพูดอย่างไรดี ท่านจึงจะเห็นด้วย ถ้าไม่ขึ้นถึงอุบลราชธานีก็เลื่อนขึ้นไปดอนไช หรือไปวัดป่าสาละวัน ซึ่งเป็นวัดที่ครูบาอาจารย์บุญมาก และ ครูบาอาจารย์กิสร้าง และเป็นบ้านเกิดครูบาอาจารย์กิด้วย หรือจะไปถึงวัดอำมาตยารามก็ยิ่งดี
เมื่อคณะศิษย์ตกลงกันแล้ว ก็พากันเข้าไปกราบหลวงปู่เสาร์ ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ได้พนมมือกราบเรียนท่านว่า
"ขอโอกาสขะน้อย ครูบาจารย์อยู่ที่นี่มันกันดาร กันดารจังได๋ (อย่างไร) ก็คือว่า ข้าราชการก็เป็นคนใหม่ มาตั้งบ้านเมืองใหม่ ถ้าสิอาศัยข้าราชการ กะบ่มีผู้คุ้นเคย ถ้าอาศัยคนพื้นเมือง ก็เป็นคนเขมร บางคนเว้าลาวก็บ่ได้ ผู้เว้าลาวได้ก็อาศัยเขาบ่ได้ เพราะเขามีความทุกข์ยาก ถ้าแม่นว่าป่วยหนักพักฮ้ายที่นี้ รถก็มาบ่ถึง เรือมาก็คาแก่ง เหตุนี้จึงอยากนิมนต์ครูบาจารย์กลับขึ้นอุบลฯ หรือเลื่อนขึ้นไปดอนไซ หรือไปบ้านท่านกิ บ้านหนองผำ - ดอนไซนี้ ก็มีป่าที่สวยงามเหมาะสิเฮ็ดวัดป่า เพราะมีบ้านหลายหมู่บ้าน ส่วนวัดป่าสาละวันภูมะโรงของท่านบุญมาก บ้านท่านกินั้น ก็เป็นวัดป่าที่ร่มรื่น เหมาะสมกับคนเฒ่าคนแก่จะอยู่อย่างสะดวกสบาย หรือไปฮอดวัดอำมาตย์ก็ได้"
เมื่อหลวงปู่เสาร์ได้ฟังคำอ้อนวอนของลูกศิษย์ดังนั้น ซึ่งตอนแรกพระอาจารย์ดีเคยกราบนิมนต์ท่านแล้วแต่ท่านไม่กลับ ท่านพิจารณาสักครู่จึงพูดขึ้นว่า
"เออ ถ้าอย่างนั้น กลับก็กลับ นี่ก็ใกล้จะถึงเดือนสามแล้ว ให้ท่านบุญมากและท่านกิกลับไปเอาเรือมารับ ถ้าไปไม่ทันวันเพ็ญ ให้บอกท่านเพ็งกับพระที่รออยู่วัดภูให้ลงอุโบสถก่อนเลย"
หลวงปู่เสาร์เคยปรารภไว้ว่า จะไปให้ทันลงอุโบสถวันมาฆบูชาที่ปราสาทหินวัดภู จำปาสัก แต่ไปไม่ทัน
ครูบาอาจารย์บุญมากกับครูบาอาจารย์กิ รีบเดินทางเพื่อไปจัดหาเรือมารับคณะหลวงปู่เสาร์ ครูบาอาจารย์กิแวะดูสถานที่ที่ดอนไซ เพื่อเรียนคณะสงฆ์ให้ทราบว่า จะนำหลวงปู่เสาร์มาพักที่นี่สักระยะหนึ่ง ส่วนครูบาอาจารย์บุญมากขึ้นมาวัดป่าสาละวันเพื่อจัดหาเรือ การจัดหาเรือก็ล่าช้ามากเนื่องจากเป็นเรือพ่วงและหาคนแจวเรืออีก ๔ คน จนถึงวันเพ็ญ เดือนสามแล้ว ก็ยังล่องเรือไปรับหลวงปู่เสาร์ไม่ถึง
เมื่อถึงวันเพ็ญ เดือนสาม ซึ่งเป็นวันมาฆบูชา หลวงปู่เสาร์ได้ร่วมลงอุโบสถกับคณะลูกศิษย์ตามปกติ ทั้งที่อาพาธหนักอยู่ หลังจากลงอุโบสถเสร็จ องค์ท่านเริ่มอาพาธหนักขึ้นเรื่อยๆ ท้องร่วงอย่างแรง
แรม ๑ ค่ำ เดือน ๓ คณะลูกศิษย์จึงได้ไปวานขอความช่วยเหลือ จากข้าราชการ ตำรวจ ญาติโยม ช่วยกันนำท่านลงเรือ ถ่อเรือขึ้นมาถึงบ้านนาดี เซลำพา พักแรมที่นี่ รุ่งเช้าถ่อเรือต่อ ถึงเมืองมูลปากโมกข์มืดค่ำ พักแรมที่นี่ รุ่งเช้าถ่อเรือต่อผ่านดอนนางคอย ทางด้านทิศตะวันออก แรม ๓ ค่ำ เดือน ๓ เป็นวันเดียวกับครูบาอาจารย์บุญมากล่องเรือจะไปรับหลวงปู่ ได้ไปรับครูบาอาจารย์กิที่ดอนไซก่อน แล้วล่องเรือผ่านดอนนางคอย ทางด้านทิศตะวันตก การผ่านเกาะคนละทิศเป็นสาเหตุให้เรือสองลำไม่เจอกัน
๕๙
หลวงปู่เสาร์ละสังขารเลยแล้ว
คณะครูบาอาจารย์เจี๊ยะได้รออยู่บ้านห้วยสาหัว ใกล้วัดภูหลายวันไม่เห็นคณะหลวงปู่มา จึงได้กลับมาลงอุโบสถที่พิบูลฯ และได้ถามข่าวก็ไม่ทราบความ หลังจากลงอุโบสถเสร็จ วันรุ่งขึ้นได้มีรถจะไปเมืองมูลปากโมกข์ จึงได้ขึ้นรถไปลงจำปาศักดิ์ รอคณะหลวงปู่เสาร์ที่วัดอำมาตยาราม ซึ่งมีพระอุปัชฌาย์เม้าเป็นเจ้าอาวาส ได้ทราบข่าวจากนายร้อยจำรัส ซึ่งเป็นคนอุบลฯ ไปรับราชการที่จำปาศักดิ์บอกว่า ตอนเย็นคณะหลวงปู่เสาร์จะมาถึง ท่านอาพาธหนักให้จัดสถานที่รอรับด้วย
เมื่อตอนบ่าย ๔ โมง ได้ยินหวูดเรือดังมาแต่ไกล อุปัชฌาย์เม้าและพระเพิงจึงได้ลงไปรอรับคณะที่ท่าเรือวัด แต่เรือไม่จอด ได้เลยไปจอดที่ท่าศาล เลยท่าวัดไปไม่ไกล จึงได้นิมนต์ท่านลงเรือเล็กย้อนลงมาท่าวัดอีกครั้งหนึ่ง ครูบาอาจารย์ดีลงท่าศาล ได้โทรเลขไปบอกลูกศิษย์ท่านทางอุบลฯ อาการของหลวงปู่เสาร์ขณะนั้น ใบหู ริมฝีปากเหลืองซีด อิดโรยเห็นได้ชัด
เมื่อเรือมาถึง อาจารย์กองแก้วได้ลงเรือไปประคองหลัง ครูบาอาจารย์บัวพาประคองด้านหน้า ยกท่านขึ้นนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ ในขณะนั้นมีพระที่อยู่ด้วยกันคือ ครูบาอาจารย์กองแก้ว ครูบาอาจารย์บัวพา ครูบาอาจารย์คำ พระเพ็ง ได้ช่วยกันประคองท่านขึ้นจากฝั่ง และนำท่านขึ้นไปในโบสถ์ เมื่อวางองค์ท่านลง ตัวหลวงปู่ท่านนั่งหลับตาคอตกในท่าเดิม อ่อนเพลียมาก ครูบาอาจารย์บัวพา จึงได้พนมมือกราบเรียนหลวงปู่ด้วยเสียงอันอ่อนนุ่มว่า
"ขอโอกาสขะน้อย ขณะนี้อยู่ในโบสถ์วัดอำมาตยาราม จำปาศักดิ์แล้วขะน้อย"
หลวงปู่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นดูพระพุทธรูปเล็กน้อย จึงได้สั่งให้นำผ้าสังฆาฏิมาพาดบ่า จากนั้นท่านกราบพระได้ ๓ ครั้ง แล้วพับคอลงเช่นเดิม เมื่อเห็นเช่นนั้น ครูบาอาจารย์บัวพาได้เข้าประคองท่านให้นอนลง เมื่อถูกองค์ท่านจึงรู้ว่าท่านละสังขารเสียแล้ว เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๕ แรม ๓ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเมีย สิริรวมอายุได้ ๘๓ ปี ๖๓ พรรษา
เมื่อหลวงปู่ละสังขารลง คณะสงฆ์เตรียมนำสรีระองค์หลวงปู่กลับอุบลฯ เลย แต่ญาติโยมทางจำปาศักดิ์ไม่ยอม เพราะมีความประสงค์จะทำบุญกับครูบาอาจารย์เสาร์ด้วย จึงตกลงกันว่าให้พบกันครึ่งทางคือ ให้โยมทางจำปาศักดิ์ได้ทำบุญ ๓ คืนแล้วขอเคลื่อนสรีระท่านกลับอุบลฯ
๖๐
หลวงปู่มั่นเป็นประธานถวายเพลิงหลวงปู่เสาร์
หลังจากได้ทำบุญ ๓ คืน โยมทางจำปาศักดิ์ได้ให้เอาสรีระหลวงปู่เสาร์ขึ้นมาอุบลฯ โดยครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ ครูบาอาจารย์บุญมากเป็นผู้นำคณะมา อุปัชฌาย์เม้าได้ทำหีบไม้ตะเคียนถวายองค์ท่านเพื่อกลับอุบลฯ เมื่อนำสรีระท่านมาถึงวัดบูรพา จังหวัดอุบลราชธานี ได้ทำบุญและเตรียมงานต่างๆ
ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๖ เมษายน ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ จึงได้ทำการถวายเพลิงองค์หลวงปู่เสาร์ โดยมี หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เป็นประธานของงาน มีหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นผู้ดำเนินงาน ในครั้งนั้นมีคณะสงฆ์และฆราวาสมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก จนวัดบูรพารามที่เคยกว้างกลับเนืองแน่นไปด้วยคนหาทางเดินแทบไม่ได้
พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล
 ท่านเจ้าคุณพระศาสนดิลก
(เสน ชิตเสโน)
พระมหารัฐ รฏฺฐปาโล
พระครูวิใรจน์รัตโนบล
(บุญรอด นนฺตโร)
๖๑
ถวายเพลิงพระมหาเถระพร้อมกัน ๔ รูป
ในวันถวายเพลิงองค์หลวงปู่เสาร์นั้น ตามหลักฐานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ในปีนั้นได้มีการถวายเพลิงพระมหาเถระพร้อมกัน ๔ รูป คือ
หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
ท่านเจ้าคุณพระศาสนดิลก (เสน ชิตเสโน)
พระมหารัฐ รฏฺฐปาโล
พระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโร)
โดยเฉพาะพระครูวิโรจน์รัตโนบล ท่านเคยเป็นองค์ประธานในการบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม โดยมีหลวงปู่เสาร์ –หลวงปู่มั่นเป็นกำลังสำคัญ ในการนำบูรณะในครั้งนั้น หลังจากเสร็จงานถวายเพลิงหลวงปู่เสาร์แล้ว ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์และคณะ ได้ไปพักที่วัดเทพบุรมย์ พร้อมกับครูบาอาจารย์บุญมากอยู่ระยะหนึ่ง แล้วออกธุดงค์ต่อไปหลายหมู่บ้านด้วยกัน
๖๒
ผู้มีบุญมาเกิด
ยายชีปิ่น นารัตน์ อายุ ๘๗ ปี เล่าว่า
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ ได้เดินธุดงค์ไปที่บ้านนาโพธิ์น้อย ตำบลนาโพธิ์น้อย อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ราวเดือน ๔-๕ หน้าแล้ง เมื่อเดินมาถึงป่าท้ายบ้านนาโพธิ์ จึงได้หยุดพัก ชาวบ้านเมื่อเห็นพระธุดงค์มาพักใกล้บ้าน พากันดีอกดีใจ ต่างได้เรียกกันหาน้ำหาท่าเพื่อไปถวายพระพร้อมกัน พระท่านมาด้วยกัน ๒ รูป
เมื่อทุกคนไปถึงที่พระธุดงค์นั่งพักเอาแรง ต่างก็ก้มลงกราบ เมื่อได้สนทนากับท่านพอสมควรแล้ว พ่อใหญ่มิ่งได้ขอนิมนต์ครูบาอาจารย์เฒ่าให้พักอยู่ด้วยนานๆ เพื่อโปรดญาติโยม เพราะนานๆ ทีจะมีพระธุดงค์ผ่านมา
ครูบาอาจารย์เฒ่าพิจารณาเห็นว่าสถานที่เหมาะในการภาวนา พร้อมทั้งญาติโยมก็มีความศรัทธาเป็นอย่างมาก จึงตกลงอยู่พักฉลองศรัทธา
ในโอกาสนั้น ครูบาอาจารย์เฒ่าได้เหลือบไปเห็นผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งนั่งร่วมอยู่ในกลุ่มชาวบ้านนั้น จึงพูดขึ้นว่า
"เออ เฮาอยู่ในหว่างถือพก ถือพา กะให้หลู่มา อย่ามาอายพู้นอายพี้ไล ลูกออกมามันจั่งสิได๋นิสัย ถ้ามันเกิดเป็นผู้ชาย ใหญ่มามันสิบวชบ่สึกได๋นี่" (เออ เราอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ก็ให้มาบ่อยๆ อย่าได้อายนั่นอายนี่ ลูกเกิดมาเขาจะได้นิสัยด้วย นี่ถ้าเขาเกิดมาเป็นชาย โตมาเขาจะบวชไม่ลาสิกขานะนี่)
หญิงนั้น ต่อมาได้มาบวชกับพระลูกชาย ก็คือ แม่ชีปิ่น นารัตน์นั่นเอง ขณะนั้นมีอายุได้ ๓๑ ปี กำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ ๓
ในระหว่างที่ครูบาอาจารย์เฒ่าได้พำนักอยู่นั้น นางปิ่นได้อุ้มท้องมาอุปัฏฐากทุกวันไม่ได้ขาด ครูบาอาจารย์เฒ่าได้พักอยู่ประมาณเดือนกว่า ท่านได้ลาญาติโยมธุดงค์ต่อไป
ในเวลาต่อมานางปิ่นได้คลอดบุตรออกมาเป็นชาย และได้เข้าบวชในพระพุทธศาสนากับหลวงปู่ชา สุภทฺโท ที่วัดหนองป่าพง เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นับได้ ๔๓ พรรษา คือ พระครูสุวรรณโพธิเขต (พระอาจารย์คูณ อคฺคธมฺโม) สมกับคำทำนายที่ครูบาอาจารย์เฒ่าให้ไว้ ปัจจุบันท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าโพธิ์สุวรรณ บ้านนาโพธิ์น้อย ตำบลนาโพธิ์น้อย อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
๖๓
โนนบักบ้าบ้านคุ้ม
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ หลังจากได้พำนักที่บ้านนาโพธิ์ประมาณ ๑ เดือน ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ได้ธุดงค์ต่อไป ตามสมณวิสัยของพระโยคาวจรผู้ใฝ่หาความสงบ ในบ่ายวันหนึ่ง ตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า นกกำลังบินกลับรัง ชาวบ้านได้ต้อนวัวควายกลับบ้านตามปกติ เป็นเวลาเดียวกับที่ครูบาอาจารย์เฒ่าได้เดินธุดงค์มาถึง ก่อนเข้าบ้านคุ้ม
ครูบาอาจารย์เฒ่าจึงได้ปรึกษาพระปัจฉาสมณะว่า ในคืนนี้จะพักใกล้หมู่บ้านแห่งนี้ เพื่อตอนเช้าจะได้อาศัยออกไปบิณฑบาต และได้ถามชาวบ้านคนหนึ่ง ที่กำลังต้อนควายจะกลับบ้าน ซึ่งต่อมาได้เป็นโยมอุปัฏฐากใกล้ชิด และศรัทธาต่อครูบาอาจารย์เฒ่ามาตลอด คือ พลทหารปลดประจำการ เขียน ศรีสุธรรม (ซึ่ง)ได้เล่าว่า
วันที่ครูบาจารย์เฒ่ามาถึง เป็นเวลาใกล้จะมืดแล้ว ได้ถามหาป่าช้า แต่ป่าช้าต้องเดินผ่านหมู่บ้านไปอีก ท่านได้ถามอีกว่า ที่อื่นที่ใกล้กว่านี้มีอีกไหม เลยชี้มาทางข้างหลัง ที่ท่านเดินผ่านมา ว่ามีโนนบักบ้า ข้ามห้วยข้าวสารมาเท่านั้น แต่ไม่เหมาะที่จะไปพัก เพราะสถานที่นั้นมีเครือบักบ้า (เป็นชื่อไม้เถาชนิดหนึ่ง ที่ชาวบ้านเก็บเอาลูกไปเล่นลูกสะบ้า) รกทึบมาก และเป็นที่อาถรรพ์มาก ใครเข้าไปทำอะไรไม่ได้ แม้แต่จะไปเก็บผักเก็บฟืนมาหุงหาอาหาร ยังต้องมีอันเป็นไป ชาวบ้านจึงกลัว และไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้โนนป่านั้น
จึงขอร้องให้ท่านไปพักที่วัดในหมู่บ้าน จะปลอดภัยกว่า แต่ท่านว่าไม่เป็นไร จะขอพักที่โนนบักบ้า เมื่อท่านตั้งใจแน่วแน่อย่างนั้น จึงชี้บอกทาง นิมนต์ท่านไป"
ส่วนนายเขียนได้รีบต้อนควายเข้าบ้าน บอกแม่บ้านให้เตรียมน้ำใช้น้ำฉัน เพื่อไปถวายพระ และได้ไปร้องบอกชาวบ้าน ให้ไปช่วยกันจัดสถานที่ปักกลด ทำทางเดินจงกรมให้พระธุดงค์ ซึ่งโอกาสแบบนี้ไม่ค่อยจะมีบ่อยนัก
จึงพร้อมกัน ๗-๘ คน มุ่งหน้าสู่โนนบักบ้า ได้ช่วยกันปัดกวาดที่ทางให้ พอจะปักกลดและเดินจงกรมได้ ถามท่านว่ามาจากไหน ท่านบอกว่า มาจากบ้านนาโพธิ์ ส่วนบ้านเกิด ท่านบอกว่าอยู่บ้านสามผง - ดงพะเนาว์
ไม่มีใครกล้าถามท่านต่อว่า อยู่จังหวัดอะไร เพราะแค่ฟังชื่อบ้าน ยังไม่มีใครเคยได้ยินชื่อมาก่อน และในข้อสงสัยนี้ ไม่มีใครกล้าถาม จนญาติของท่านได้บวชและออกตามหา จนมาพบท่านที่บ้านคุ้ม จึงได้รู้ว่า สามผง - ดงพะเนาว์ ที่ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์พูด อยู่ที่จังหวัดนครพนม
ตอนเช้า ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านได้ออกรับบิณฑบาตตามปกติ และชาวบ้านได้ติดตามท่านมาถวายจังหัน ที่โนนบักบ้าหลายคนด้วยกัน
พอมีโอกาส ชาวบ้านจึงได้นิมนต์ท่านพักจำพรรษาด้วย แต่ท่านไม่รับว่าจะจำพรรษาด้วย ท่านได้อยู่มาเรื่อยๆ ชาวบ้านก็ไม่มีใครคิดว่าท่านจะอยู่นาน เพราะใครมานิมนต์ท่าน ท่านก็ไม่รับ ทุกคนต่างก็เตรียมตัวเตรียมใจว่า ไม่วันใดก็วันหนึ่งท่านจะต้องจากญาติโยมทางบ้านคุ้มไป เพราะทุกคนพอจะรู้ว่า เป็นธรรมดาของพระธุดงค์ ท่านจะไม่พักที่ไหนนาน ท่านจะไปเรื่อยๆ ไม่มีพันธะอะไรมาผูกพันท่านได้ ช่วงแรกๆ ก็ไม่ค่อยมีคนมาหาท่านมากนัก
๖๔
วัตรปฏิบัติของครูบาอาจารย์เฒ่า
ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านมีอัธยาศัยดี พูดเสียงดังฟังชัด เมื่อเรียกญาติโยมจะเรียกพ่อ - แม่ การเทศน์อบรมท่านก็เทศน์ไม่มาก แต่เมื่อใครได้ฟังท่านเทศน์แล้วจะติดใจอยากจะฟังอีก จนในเวลาต่อมา ชื่อเสียงท่านได้กระฉ่อนไป ไม่ทราบว่าไกลแค่ไหน ทราบแต่ว่าญาติโยมที่มากราบถวายภัตตาหารท่าน ได้มีคนต่างถิ่นเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ในแต่ละปี จะมีญาติโยมนำลูกหลานมาฝากให้ท่านอบรมสั่งสอน และบวชให้เป็นจำนวนมาก
พ่อใหญ่ จันทร์ ภูธา เล่าว่า ในช่วงที่บวชกับครูบาอาจารย์เฒ่า ก่อนบวชต้องโกนผม โกนคิ้ว เป็นปะขาว ถือศีล ๘ ทดสอบจิตใจเสียก่อน อย่างน้อย ๗ วัน ๑๕ วัน ถ้าท่านพิจารณาเห็นว่าประพฤติปฏิบัติตามข้อวัตรของท่านได้ ท่านจึงจะให้บวชเป็นสามเณร ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติ เมื่อรู้จักอาบัติต่างๆ ของพระภิกษุอย่างถ่องแท้ จึงจะได้บวชเป็นพระตามลำดับ ในแต่ละช่วงเป็นการเตรียมความพร้อม เพราะท่านถือว่า ถ้าทำตามข้อวัตรปฏิบัติไม่ได้ การที่จะคิดไปรักษาพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นของละเอียดอ่อนนั้นมันยาก
เรื่องอาบัติเล็กๆ น้อยๆ ท่านถือเป็นสำคัญมาก ไม่เคยเห็นพระรูปไหนมาก่อนเลย ที่จะละเอียดเท่าครูบาอาจารย์เฒ่า เรื่องอาหารการขบฉัน การนอน การนั่ง การพูด การคุย การขับถ่ายต่างๆ ท่านจะกำชับพระเณร อย่าได้มองข้าม เช่น
อาหารการขบฉัน ท่านห้ามกัดห้ามแทะ ห้ามตัดไม้ ขุดดิน เรื่องบริขารเครื่องใช้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจีวรหรือเป็นบาตรต้องเคารพรักษา ถือเป็นของสูง แม้แต่การขบฉันอาหารที่เป็นเศษ เป็นเดน ต้องทิ้งลงในกระโถน ห้ามวางกระโถน หรือของที่เป็นเศษเป็นเดน บนฝาบาตรเด็ดขาด ท่านบอกว่าของเล็กๆ น้อยๆเหล่านั้นถ้าทำไม่ได้ จะทำให้ชีวิตนักบวชนี้เศร้าหมอง เป็นการสร้างบาปสร้างกรรมให้ตัวเอง เรื่องการเดินจงกรม-นั่งสมาธิ ท่านให้ถือว่าเป็นงานหลักของพระเณรที่จะต้องทำเป็นกิจวัตร
ตอนเช้าตีสาม - ตีสี่ (ไก่ขัน) ตีระฆัง รวมกันนั่งสมาธิ ไหว้พระสวดมนต์ ท่านจะอบรมถึงสว่าง จัดที่ฉันเสร็จแล้ว ออกรับบิณฑบาต กลับมาถึงวัด จัดอาหารออกจากบาตร ทำกิจ รอญาติโยมที่บ้านอยูไกล จะตามมาถวายจังหัน
ประมาณสองโมงเช้า แจกอาหาร แต่ก่อนครูบาอาจารย์เฒ่าท่านจะแจกเอง ต่อมาให้พระที่รองจากท่านเป็นคนแจก ฉันเสร็จกราบพระพร้อมกัน เข้าทางเดินจงกรม ถึงประมาณห้าโมงเช้า พักเล็กน้อย
ประมาณบ่ายสามโมง ตีตาด (กวาดลานวัด) ท่านจะลงมาทำร่วมกับพระเณรทุกครั้ง เสร็จแล้วอาบน้ำสรงน้ำ เข้าทางเดินจงกรมอีก
ประมาณหนึ่งทุ่ม ร่วมกันทำวัตรเย็น เสร็จประมาณสองทุ่มกว่า ท่านจะไม่อบรมตอนเย็น แต่ท่านให้เข้าเดินจงกรมต่อ ส่วนมากในตอนดึกประมาณ ๓-๔ ทุ่ม ท่านจะออกเดินตรวจพระเณร ถ้าท่านเดินไปเห็นพระเณรเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิ ท่านจะพูดให้กำลังใจ
"อือเฮ็ดไป" (อือทำไป)
ถ้าไปกุฏิไหนไม่เห็นพระเณรเดินจงกรม ท่านจะเรียกสองสามครั้ง ถ้าไม่ตอบ ท่านจะว่า
"ฮู้ขี่หนี่ บวชมามีแต่กินกับนอนกัน สิเห็นอีหยั่ง" (ตูดนี่ บวชมามีแต่กินกับนอน มันจะเห็นอะไร)
ท่านว่าพระเณรบวชมาถ้าทำความเพียรเดินจงกรม - นั่งสมาธิน้อยกว่าวันละ ๓ ชั่วโมง ให้ลาสิกขาไปช่วยพ่อแม่ทำมาหากินซะ อย่ามาถ่วงความเจริญให้ตัวเองอยู่เลย ถ้าคิดจะไปทำอะไรก็ให้ออกไปทำเลย ถ้ามีพระเณรขาดกิจวัตร ท่านจะไม่ตำหนิตอนนั้น ส่วนมากเมื่อทำวัตรเสร็จ ท่านจะยกตัวอย่างจากที่นั่นที่นี่บ้าง สุดท้ายก็มาลงที่ว่า
"ที่วัดเราอย่าให้มันมีนะ"
๖๕
เอาไว้ช่วยกินขนม
การสอนลูกศิษย์ ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านจะใช้เหตุผลในการสอนเป็นหลัก ไม่ให้เชื่อใครง่ายๆ จนกว่าคิดว่าเหตุผลเป็นที่น่าเชื่อถือ แล้วจึงจะตัดสิน และการตัดสินต้องเป็นธรรม
หลวงพ่อกิเล่าว่า
หลวงตาสดท่านบวชเมื่อแก่ มาขออยู่ปฏิบัติกับครูบาอาจารย์เฒ่าที่บ้านคุ้ม ด้วยจริตนิสัยหลวงตาสุดแกขยันในกิจวัตรต่างๆ ไม่ว่าจะเดินจงกรม นั่งสมาธิ ปัดกวาดวิหารลานเจดีย์ แกไม่เคยขาด และแกชอบฉันแตงโมเป็นชีวิตจิตใจ จะให้สองลูกสามลูกก็ฉันหมด บางครั้งครูบาอาจารย์เฒ่าต้องร้องห้าม
หลวงตาสุดมีโรคประจำตัวคือเป็นขี้มูกก้าด (เป็นหวัดไม่หาย น้ำมูกไหลตลอด) บางครั้งเวลาฉันข้าว น้ำมูกออกก็ฉันไปสูดน้ำมูกไป แม้กระทั่งไปฉันในบ้านโยมก็ไม่เว้น ทำให้พระเณรที่ไปด้วยอายญาติโยมแทน จึงได้นำเรื่องดังกล่าวไปฟ้องครูบาอาจารย์เฒ่า
ท่านก็พูดทีเล่นทีจริงว่า
"เอาเพิ่นไว่ฮั่นละ พอยามขนมหลายสิมีผู้กินส่อยตั๋ว" (เอาท่านไว้นั่นละ เพื่อว่าเมื่อมีขนมเยอะ จะได้มีคนช่วยฉัน)
หลวงตาสุดถึงท่านจะดูน่ารังเกียจ แต่ท่านก็มีสิ่งที่ดีอยู่
๖๖
ข้าวหมา
เป็นปกติของครูบาอาจารย์เฒ่าท่านอย่างหนึ่งคือ ท่านจะสอนคน โดยที่ในตอนแรกคนที่ถูกสอนนั้นจะไม่ทราบว่าท่านสอน และต้องเป็นได้เรื่องเกือบทุกราย แต่พอนานไปจึงคิดได้ บางครั้งคนที่ถูกสอนต่างหาเรื่องใส่ท่าน ผลสุดท้ายต้องยอมท่านทุกราย นี่ก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่ง
ทุกเช้าท่านจะเข้าไปรับบิณฑบาตในหมู่บ้าน และทุกวันโยมก็จะออกมาใส่บาตรตามประเพณี เมื่อท่านรับบิณฑบาตไปถึงบ้านของโยมผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งปกติมักมาใส่บาตรทุกวัน ส่วนมากก็จะใส่แต่ข้าวเปล่า และวันนี้ก็เช่นกัน ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านได้พูดกับชายคนนั้นว่า
"บ๊ะ เห็นแต่หมาแหลวหน้อ กินแต่เค่าในดอก" (บ๊ะ เห็นแต่หมานะที่กินข้าวไม่มีกับข้าว)
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายคนนั้นได้ทำตาขวางใส่ท่าน พระเณรที่ไปรับบิณฑบาตตามหลังครูบาอาจารย์เฒ่าก็ไม่คิดอะไรเพราะเห็นท่านพูดลักษณะนี้บ่อย
พอตกตอนเย็น โยมคนที่ครูบาอาจารย์เฒ่าพูดด้วยเมื่อเช้า ได้ถือขันดอกไม้ ธูป เทียน มากราบขอขมาท่านและได้พูดว่า
"โอ้ย! ขออนุญาตบาดคำเด้อขะน้อย มื้อเซ้าขะน้อยคึดสูน ให้ครูบาจารย์ ว่าครูบาจารย์ฮ้ายให้ ใส่บาตรแล้วได๋จูงควายเมื่อนา ใจกะคึดสูน บ่อเซาจั๊กเทื่อ จนงายขึ่นจากนา ว่าสิไปกินเค่าฮองท้องจักหน่อย แม่เจ้าเฮือนลืมเอาหยังกินให้ จกเค่ามาฮองท้องได่สองสามคำมันกลืนบ่ลง เค่าปั้นนั้นเลยทิ่มให้หมาส่ำ จั่งคึดได่ว่าเมื่อเซ่านี่ครูบาจารย์ เพิ่นเว้าแม้นตั๋ว เพิ่นบ่ได่ฮ้าย ได่ด่าตั๋วสะมามั่วตกหม่อระฮกตั๋วนี่ คึดสูนให้ครูบาจารย์"
(โอ้ย! ขอขมาโทษด้วยขอรับ ที่กระผมได้คิดโกรธให้พระอาจารย์ นึกต่อว่าท่านพระอาจารย์เมื่อเช้านี้ พอใส่บาตรเสร็จได้จูงควายไปนา ตะวันบ่ายจะมากินข้าวรองท้องสักหน่อย แม่บ้านลืมเอากับข้าวใส่ไปด้วย กินข้าวเปล่าได้สองสามคำ มันก็กลืนไม่ลง จึงได้ทิ้งก้อนข้าวนั้นให้หมากิน หมาแย่งกินกันใหญ่ จึงคิดได้ว่า เรามันคิดผิดที่ไปโกรธครูบาอาจารย์ เพราะท่านพูดถูกแล้ว ข้าวหมาก็คือข้าวเปล่าๆ ไม่มีกับข้าวนี่เอง เกือบตกนรกแล้วสิเรา)
๖๗
พระเณรจะดี ต้องอยู่กับครูบาอาจารย์
ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์เคยเล่าให้หลวงพ่อกิฟังว่า
พระเณรบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาถ้าจะดี ต้องได้อยู่กับครูบาอาจารย์ เพราะครูบาอาจารย์ท่านจะเป็นคนสอดส่องดูแลพฤติกรรม - อุปนิสัยของลูกศิษย์แต่ละคน ว่าควรจะบอกจะสอนในลักษณะใด เพราะมานะทิฐิของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ท่านเล่าว่า
สมัยอยู่กับครูบา-อาจารย์เสาร์ ครูบาอาจารย์มั่น แต่ก่อนทิฐิมานะของท่านนั้น ใครจะมีเท่าท่านได้ในโลกนี้ เพราะได้อาศัยครูบาอาจารย์ทั้งสองท่านเป็นคนขัดออกให้ กระทุ้งออกให้ บางครั้งครูบาอาจารย์ท่านดุ บางครั้งท่านผู้พูดให้คิด บางครั้งให้ไปอยู่ที่ที่ไม่มีใครไป แต่ก็อาศัยความเคารพศรัทธาที่มีต่อครูบาอาจารย์ จึงได้อดทนอดกลั้น กระทำตามที่ท่านบอกท่านสอน ท่านบอกอย่าก็อย่า ท่านบอกไม่ก็ไม่ ถึงมันจะฝืน ก็ต้องทน ถ้าไม่ใช่ครูบาอาจารย์เสาร์ ครูบาอาจารย์มั่น ท่านคงจะปล่อยทิ้งนานแล้ว
๖๘
ดูให้ลึกๆ
ที่คนเขาว่าครูบาอาจารย์เฒ่าเป็นคนดุเก่ง อารมณ์รุนแรง พูดกระโชกโฮกฮาก พ่อใหญ่ทิดสาเล่าว่า
ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านพูดเสียงดังก็จริง แต่เท่าที่อยู่จำพรรษากับท่าน ไม่เคยเห็นว่าท่านจะโกรธหรือดุด่าใคร ทั้งพระทั้งโยม แม้แต่มีโยมมากราบท่าน ท่านยังพนมมือรับกราบ และการใช้คำพูดกับโยมจะเรียก พ่อ - แม่ บางครั้งท่านจะทำเหมือนโกรธ เช่น เมื่อมีคนอ้อนวอนขอหวยขอเบอร์จากท่าน ท่านจะทำเหมือนดุ แต่พอโยมคนนั้นไป ท่านก็จะพูดกับคนอื่นเฉย เหมือนไม่มีอะไร โดยเฉพาะพระเณร ไม่เคยที่ท่านจะดุด่า ส่วนมากท่านจะเปรียบเปรยให้ฟัง ผู้ใดมีปัญญาก็นำไปคิดได้เอง
๖๙
เซียนปราบผี
เมื่อคนเข้าไม่ถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา ก็ถือเอาต้นไม้บ้าง ภูเขาบ้าง จอมปลวกบ้าง เป็นที่พึ่งอันสูงสุด โดยเฉพาะเรื่องผีสาง ตัวเสนียดจัญไรต่างๆ ถือว่าต้องให้ความยำเกรงเหนือสิ่งอื่นใด เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้สามารถดลบันดาลให้เกิดสิ่งต่างๆ ได้ ถ้าไปทำผิดหรือทำไม่ถูกตามที่สิ่งเหล่านั้นต้องการ สิ่งตอบแทนก็คือผีเข้าเจ้าสูน เจ็บไข้ต่างๆ สิ่งที่แก้ไขได้คือบนบานให้สิ่งตอบแทน และถ้าไม่หาย ก็ต้องหาสิ่งอื่นมาลบล้าง คือ สิ่งที่เหนือกว่าผี คือหมอผี
โนนบักบ้าที่บ้านคุ้ม เป็นที่เชื่อกันว่าผีดุ เมื่อครูบาอาจารย์เฒ่าท่านพาพระเณรไปอยู่ได้โดยไม่เป็นอะไร ทำให้ความเชื่อถือในตัวท่านมีมากกว่าผี เป็นเหตุให้ชาวบ้านแถบนั้นเกิดศรัทธา ได้ที่พึ่งใหม่ ถ้าที่ไหนผีดุ ต้องมานิมนต์ท่านไปปราบ
พ่อใหญ่จารย์กิเล่าว่า สมัยเมื่อท่านไปจำพรรษากับครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ ท่านได้ไปปราบผีกับครูบาอาจารย์เฒ่าอยู่บ่อย อาวุธคาถาอาคมของครูบาอาจารย์เฒ่าท่านก็ไม่มีอะไรมาก มีแต่ไม้เท้าที่ใช้ประจำ เมื่อไปถึงก็ใช้ไม้เท้ากระทุ้งไปที่ต้นไม้ โพรงไม้ ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นแหล่งที่อยู่ของผีนั้น พร้อมถามและพูดเหมือนกับพูดกับคนมีชีวิตทั่วไป เพื่อให้ชาวบ้านได้ยิน
"เออ! ชาวบ้านเขาทำมาหากินอยู่หนี่ กะอย่าได่ไปกวนเขาได่ ต่างคนต่างอยู่"
แล้วก็เดินกลับ ทำให้ชาวบ้านเกิดความสบายใจขึ้น
ครูบาอาจารย์เฒ่าจึงได้ถูกยกย่องจากชาวบ้าน ว่าเป็นเซียนปราบผี เพราะท่านไม่สอนให้เชื่อผี ผีจึงไม่มี
ท่านจะสอนให้พระเณรใส่ใจในธรรมวินัยให้มาก ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ไม่ว่าจะเดินจงกรม นั่งสมาธิ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ต้องทำให้ได้
ส่วนญาติโยมท่านจะสอนหน้าที่ของญาติโยม ที่จะปฏิบัติต่อพระสงฆ์ ไม่ให้เชื่อมงคลตื่นข่าว ให้รู้จักทาน รักษาศีล จนญาติโยมเข้าใจ ในวันพระจะมีญาติโยมมารักษาศีลมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อญาติโยมมีศีล มีธรรม มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวในจิตใจแล้ว ก็ถือว่าการทำงานเผยแผ่พระศาสนา ได้ฝังรากลึกมั่นคง
  
๗๐
วัดป่ามณีรัตน์
ก่อนหน้าหลวงปู่ครูบาอาจารย์เฒ่าจะละสังขารไม่กี่เดือน พ่อใหญ่แท่ง เอกศิริ ได้ปรึกษาพ่อใหญ่เขียน พ่อใหญ่กัญหา พ่อใหญ่อ่วม และชาวบ้านว่า
"ครูบาจารย์ท่านก็มาพักกับพวกเราก็นานแล้ว จึงอยากถวายที่ดิน ที่ติดกับโนนบักบ้า เพื่อสร้างวัดถวายท่าน ลูกหลานจะได้มีสถานที่การประพฤติปฏิบัติตามแนวที่ท่านได้สั่งสอนมา"
ทุกคนก็เห็นด้วย จึงนำเรื่องดังกล่าวไปกราบเรียนท่าน ท่านก็ได้ห้ามตามอุปนิสัยท่าน แต่ด้วยเหตุผลและหลักการของพ่อใหญ่แท่ง พร้อมทั้งชาวบ้านที่หนักแน่น ท่านจึงยอม และท่านได้ให้ใช้ชื่อว่า "วัดป่ามณีรัตนวนาราม* "
ซึ่งตามหลักฐานในที่ต่างๆ ท่านไม่เคยตั้งชื่อวัด หรือก่อสร้างอะไรให้เป็นถาวรวัตถุแต่อย่างไร เมื่อท่านจากไป กุฏิศาลาที่สร้างนั้นก็ผุพังไปด้วย วัดป่ามณีรัตน์จึงเป็นสถานที่เดียว ที่ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านจำพรรษานานที่สุด และท่านได้ตั้งชื่อด้วยตัวท่านเอง จึงถือได้ว่าเป็นมรดกชิ้นเดียวที่เป็นหลักฐานแทนองค์ท่าน ซึ่งท่านได้มอบให้แก่เหล่าสานุศิษย์เพื่อรำลึกถึงท่าน
* เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ทางราชการได้อนุญาตให้ตั้งเป็นวัดชื่อ "วัดป่ามณีรัตน์"
๗๑
วัดป่าติ้ว บ้านโคกสว่าง
พ่อใหญ่จารย์กิ บ้านหนองฮี อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนมเล่าว่า
สมัยเป็นสามเณรได้ศึกษาปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ชา ที่วัดป่าเมธาวิเวก ครูบาอาจารย์ชาได้เล่าถึงปฏิปทาของครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ให้ฟัง ต่อมาเมื่อบวชเป็นพระได้ ๒ พรรษา ทราบข่าวว่า ครูบาอาจารย์เฒ่าอยู่ที่บ้านคุ้ม จังหวัดอุบลราชธานี พระกิและพระโก้จึงได้ชวนกันไปตามหาเพื่อจะได้ศึกษาปฏิบัติธรรมกับครูบาอาจารย์เฒ่าท่าน
ก่อนที่จะเดินทางไปถึงบ้านคุ้ม ได้แวะกราบครูบาอาจารย์ชา ที่วัดหนองป่าพง ได้พักปฏิบัติที่วัดหนองป่าพงนานพอสมควร และได้ฝึกทำบริขาร เช่น เย็บผ้าไตรจีวรจนคล่อง แล้วจึงได้กราบลาครูบาอาจารย์ชาเดินทางต่อไปที่บ้านคุ้ม
ก่อนเข้าพรรษาได้มีโยมที่บ้านโคกสว่าง นิมนต์ให้ครูบาอาจารย์เฒ่าไปสร้างวัด เพราะยังไม่มีวัด ครูบาอาจารย์เฒ่าจึงไปพร้อมพระโก้พระกิ หลวงปู่คูณ (บวชในธรรมยุตนิกาย ได้มาขออยู่ปฏิบัติกับครูบาอาจารย์เฒ่า) สามเณรเดช ซึ่งเป็นหลานชายครูบาอาจารย์เฒ่า และได้มีชาวบ้านนำลูกชายมาบวชด้วย ๒ คน ในพรรษานั้นจึงจำพรรษาด้วยกัน ๗ รูป ญาติโยมได้ช่วยกันสร้างกุฏิพอได้หลบฝนครบทุกรูป ญาติโยมขอท่านจะสร้างให้ใหญ่โตแข็งแรง ท่านก็ยังไม่ให้สร้าง
ในพรรษานั้นได้สร้างเสนาสนะชั่วคราว คือโรงครัว ถาน (ส้วม) และมีกุฏิครบทุกรูป ในพรรษานี้ครูบาอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ บวชกับครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์หลายพรรษา ได้แยกย้ายกันไปจำพรรษาในที่ต่างๆ มีครูบาอาจารย์มัย จำพรรษาอยู่วัดป่ามณีรัตน์ (บ้านคุ้ม) ครูบาอาจารย์เจียง จำพรรษาที่วัดป่าบ้านชีทวน
๗๒
หนึ่งเดียวที่ทรงคุณค่า
พ่อใหญ่จารย์กิ เล่าถึงการได้มาซึ่งภาพถ่ายของครูบาอาจารย์เฒ่าว่า
ตามปกติท่านไม่ให้ใครถ่ายรูปได้ง่ายๆ และกล้องถ่ายรูปก็มีน้อย แม้กระทั่ง (หลังจากที่) ครูบาอาจารย์เฒ่าละสังขารแล้ว บางครั้งมีโยมจะไปถ่ายรูปที่เจดีย์ท่าน ถ้าไม่กราบขอถ่ายรูปก่อน จะถ่ายไม่ติด
ในช่วงหนึ่งที่บ้านโคกสว่าง มีพระเพื่อนสหธรรมิกของพระโก้ พระกิ ได้ไปเยี่ยมและมีกล้องถ่ายรูปไปด้วย จึงขอโอกาสถ่ายรูปครูบาอาจารย์เฒ่า แต่ท่านไม่ยอมให้ถ่าย ได้ขอท่านหลายวัน ผลก็เหมือนเดิม
ในที่สุดพระกิได้นิมนต์ท่านห่มจีวรพร้อมพาดสังฆาฏิ นิมนต์ท่านนั่งเก้าอี้ และกราบขอถ่ายรูปในเวลานั้นเอง ทำให้ท่านไม่มีทางที่จะเลี่ยงคำลูกศิษย์ได้
จึงมีภาพถ่ายของท่านเพียงภาพเดียวเท่านั้น ในชีวิตของท่าน
๗๓
ไผว่าเนื้อหมูมันผิด
ช่วงในพรรษา ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านอาพาธเป็นโรคประดง ปวดตามข้อ ตามกล้ามเนื้อ เวลาจะลุก จะเดิน ปวดระบมไปทั้งตัว หมอได้มาตรวจ และบอกไม่ให้ฉันเนื้อหมูเด็ดขาดเพราะโรคจะกำเริบ เวลาจะฉัน พระโก้ พระกิ ซึ่งเป็นพระอุปัฏฐากจะต้องคอยดูแลเรื่องอาหาร ไม่เอาเนื้อหมูถวายท่าน เมื่อรับประเคนจากโยมแล้ว ถ้าไม่ใช่เนื้อหมูจึงถวายท่าน เพราะท่านจะถามก่อน ต้องตอบให้เร็ว ถ้าตอบช้าต้องถูกดุ ท่านจะทำทีเล่นทีจริงกับลูกศิษย์บ่อยๆ ท่านรับแล้วก็ส่งต่อให้พระเณรรูปต่อไป เมื่อเป็นเนื้อหมูจะไม่ถวายท่าน จะส่งต่อไปเลย
มีอยู่คราวหนึ่งท่านเห็นเนื้อย่าง พระอุปัฏฐากรู้ว่าเป็นเนื้อหมูจึงไม่ถวายท่าน แต่ท่านก็แย่งเอาจนได้ เมื่อฉันเสร็จ ลูกศิษย์ต้องคอยเป็นห่วงท่าน กลัวท่านจะไม่สบาย
พอตกตอนบ่าย ท่านกลับเดินไปไหนมาไหนสบาย ซึ่งผิดจากเมื่อก่อน ถ้าฉันเนื้อหมูต้องเป็นได้เรื่องทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ท่านกลับไม่เป็นอะไรและยังพูดล้อกับลูกศิษย์ว่า
"นี่เห็นบ่ ไผ๋ว่าเนื้อหมูมันผิด มันสิผิดมาแต่ไส" (เห็นมั้ยใครบอกว่าเนื้อหมูแสลงโรค)
ในพรรษาท่านจะพาพระเณรปฏิบัติเดินจงกรม นั่งสมาธิ ทำวัตรสวดมนต์ตลอดทั้งพรรษา และจะคอยสอดส่องดูพฤติกรรมของลูกศิษย์ไม่ให้คลาดสายตา ท่านบอกว่า หน้าที่ของพระของเณร คือเดินจงกรมนั่งสมาธิ สวดมนต์ ไหว้พระ ทุกคนที่บวชเข้ามา ต้องตั้งใจทำให้มันเป็นอุปนิสัย
๗๔
ประเพณีบุญกฐินในสมัยนั้น
เมื่อออกพรรษาที่วัดป่าติ้ว บ้านโคกสว่าง ญาติโยมได้รวมกันจัดตั้งกองกฐินมาทอด ถือว่าเป็นปีแรกที่มีวัดเกิดขึ้นที่หมู่บ้านนี้ และเป็นปีแรกที่มีการร่วมกันจัดงานบุญกฐินขึ้น
โดยก่อนออกพรรษา ชาวบ้านได้ร่วมกันทอผ้า ซึ่งได้จากการนำปุยฝ้ายมาปั่นทำเป็นเส้นแล้วนำมาทอกี่ ถึงจะเป็นผ้าที่มีเนื้อหยาบ แต่ละเอียดในขั้นตอนการทำ จึงได้ผ้านั้นมาตัดเปลี่ยนผ้าที่ท่านใช้ประจำ ซึ่งขาดจนจะใช้งานไม่ได้อยู่แล้ว พระโก้ พระกิ ก็ได้อาศัยความรู้จากเมื่อครั้งไปพักและเรียนเย็บผ้ากับครูบาอาจารย์ชา ที่วัดหนองป่าพง
ครูบาอาจารย์เฒ่าท่านจะเป็นคนฝั้นด้าย ส่วนพระเณรเป็นคนช่วยกันเย็บ เย็บไปด้วยท่านจะเร่งลุ้นไปด้วย เมื่อเย็บเสร็จนำไปซักและย้อมน้ำเคี่ยวแก่นขนุนจนได้สีในวันนั้น จึงนำมากรานกฐิน
หลังจากนั้นหลายวันต่อมา พระโก้ พระกิ จึงได้กราบลาท่าน เพื่อไปกราบครูบาอาจารย์บุญมาก ที่วัดอำมาตย์ ประเทศลาว และจำพรรษาได้ ๑ พรรษา ส่วนท่านได้พาพระเณรออกวิเวกใกล้ๆแถบนั้น และเมื่อเข้าพรรษาจึงได้กลับไปจำพรรษาที่บ้านคุ้มอีก ส่วนวัดป่าติ้วท่านให้ลูกศิษย์ไปอยู่แทน
๗๕
ธรรมะอันสูงสุด
พ่อใหญ่กูลิงเป็นคนเจ้าคัมภีร์ อาศัยว่าได้เรียนมามาก จึงไม่ยอมฟังใครง่ายๆ เมื่อทราบข่าวว่ามีพระธุดงค์มาพำนักอยู่ที่บ้านคุ้ม จึงได้มุ่งหน้าไปหา เพื่อลองวิชาหรืออย่างไรไม่ทราบได้ ได้ไปถามปัญหาต่างๆ กับครูบาอาจารย์เฒ่าเป็นนานสองนาน ถามจุดไหน ครูบาอาจารย์เฒ่าก็แก้จุดนั้นๆ ได้ จนพระเณรที่นั่งอุปัฏฐากพลิกแล้วพลิกอีก ก็ยังไม่ยอมเลิกถามปัญหา ตั้งแต่ฉันเสร็จจนตะวันบ่าย
เมื่อเห็นเฒ่ากูลิงหมดปัญหาถามแล้ว ครูบาอาจารย์เฒ่าจึงชวนเฒ่ากูลิงว่า
"อยากเห็นบ้อ ธรรมะอันสูงสุด ป๊ะสิพาไปเบิ่ง" (อยากเห็นมั้ย ธรรมะอันสูงสุด จะพาไปดู)
พร้อมทั้งได้ห่มจีวร พาดสังฆาฏิอย่างดี พาเฒ่ากูลิงเดินไปหลังกุฏิ
พอไปถึง เห็นตอไม้ถูกเผาดำเป็นตอตะโก ครูบาอาจารย์เฒ่าได้ใช้เท้าถีบไปที่ตอไม้นั้นอย่างแรง จนตอไม้ล้มลงพร้อมพูดว่า
"นี่ละ ธรรมะอันสูงสุด"
แล้วเดินกลับ ปล่อยให้เฒ่ากูลิงยืนดูตอไม้ที่ล้มลงอย่างงงงวย
๗๖
เข้าวัดเพราะหวย
ในช่วงที่ท่านจำพรรษาที่บ้านคุ้ม จะมีโยมมากราบท่านมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้ง ถ้าคนไม่ได้อยู่ในพื้นที่ จะคิดว่ามีงานบุญประจำปี คนที่มาส่วนใหญ่รู้กิตติศัพท์ท่านดีว่า ท่านเทศน์ไม่เหมือนคนอื่น ท่านจะพูดตรงและถูกด้วย พูดไม่กลัวใครโกรธ และคนส่วนมากก็ไม่เคยฟังเทศน์ในแนวท่านนี้มาก่อน จึงเป็นของแปลกใหม่สำหรับคนที่เพิ่งมาได้ยินได้ฟัง และมีบางคนบอกว่าท่านให้หวยแม่น
พ่อใหญ่เขียนเล่าว่า
ตั้งแต่ผ่านมาอยู่ที่บ้านคุ้ม จนถึงท่านล่วงไป ก็ไม่เคยเห็นว่าท่านจะบอกหวยอะไร ถ้าท่านบอกจริงผมคงรวยก่อนเพื่อนแล้ว
และพ่อใหญ่เขียนได้มีโอกาสถามท่านตัวต่อตัวว่า
"ครูบาจารย์ขะน้อย ครูบาจารย์ฮู้อีหลีบ้อ เรื่องเลขเรื่องเบอร์นั้น คนคือมาหลายแท้" (ท่านพระอาจารย์ครับ จริงๆ หรือที่เขาว่าพระอาจารย์รู้หวยรู้เบอร์ คนถึงได้มาหาพระอาจารย์มาก)
ท่านตอบว่า
"คนอย่างทองรัตน์บ่ฮู้ของพอปานนี่ บ่ขี่ใส่ถานดอก" (คนอย่างทองรัตน์ไม่รู้ของเหล่านี้ จะไม่ขอขี้ใส่ส้วมดอก)
มีตัวอย่างให้ดูมากมายที่ท่านพูด แต่คนนำไปแปลเป็นหวย บางครั้งท่านจับโน่นจับนี่ก็ตีกันไป เท่าที่อยู่ใกล้ชิดท่าน ก็ได้เคยเห็นใครสักคนที่ร่ำรวยเพราะหวย แต่ไม่ทราบเหมือนกันว่าคนทำไมถึงชอบนักชอบหนา
มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านได้ใช้คราดกวาดใบไม้อยู่ มีโยมคนหนึ่งมาอ้อนวอนให้ท่านบอกหวย แต่ท่านก็กวาดเฉยทำไม่สนใจ โยมคนนั้นได้อ้อนวอนหนักเข้าๆ ท่านได้ยกคราดไล่ตีพร้อมทั้งพูดว่า
"ไป...หนีไป โคตรพ่อ โคตรแม่มึง สะมากวนแท่ สิเฮ็ดหยั่งกะบ่พอได๋เฮ็ด" (ไป หนีไป โคตรพ่อ โคตรแม่แก ทำไมถึงได้รบกวนจัง จะทำอะไรก็ไม่เป็นอันทำ)
ทั้งไล่ทั้งทำท่าจะตี พระเณรที่เห็นบอกว่าถ้าท่านตีจริงๆ โยมคนนั้นจมดินไปแล้ว โยมคนนั้นโกรธท่านมาก ไปบอกชาวบ้านว่า ท่านด่าบรรพบุรุษเขา ไม่สมกับเป็นพระเป็นเจ้า กะว่าจะรวมกันขับไล่ท่านออกไปจากวัด เมื่อไปพูดให้ใครฟัง เขาก็ไม่เชื่อ เขากลับแนะนำว่า ไม่ใช่ท่านให้หวยหรือ คิดให้ดี
หลังจากหวยออกแล้ว ชายคนนั้นทำเหมือนไม่เคยโกรธครูบาอาจารย์เฒ่ามาก่อน ได้ปะปนเข้าไปในวัด พร้อมกับญาติโยมที่ไปถวายภัตตาหาร และแกล้งเอาคราดที่ครูบาอาจารย์ท่านไล่ตีมากวาดลานวัด พร้อมทั้งได้นับฟันคราด บวกกับกิริยาที่ท่านทำเหมือนโกรธ
เมื่อแปลออกมา ชายคนนั้นถึงกับตบหัวตัวเองอย่างแรง ที่คิดว่าครูบาอาจารย์ท่านโกรธจริงๆ
ต่อมาชายนั้นได้เข้าวัดอยู่บ่อยๆ จนในเวลาต่อมา ได้เป็นโยมอุปัฏฐากประจำของวัด เรื่องหวยเรื่องเบอร์ก็เลิกเล่นโดยไม่มีใครบอก ราวปาฏิหาริย์
๗๗
สะกิดครูบาอาจารย์
ความพลั้งเผลอหรือความผิดพลาดต่างๆ ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน พระครูกมลภาวนากรได้เล่าว่า
เป็นปกติธรรมดาของครูบาอาจารย์เฒ่ากับลูกศิษย์ ต้องติดตามทุกข์สุขกันตลอดตามธรรมวินัย ทั้งครูบาอาจารย์และลูกศิษย์ต่างจะเปิดโอกาสให้เตือนกันได้ เพื่อกันความเศร้าหมองอันอาจจะเกิดขึ้น ครูบาอาจารย์ทองรัตน์ ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่มีคุณธรรม และใจกว้าง พอที่จะยอมรับคำที่คนอื่นเตือนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นลูกศิษย์ทั้งพระทั้งโยม ท่านไม่เคยถือตัวแต่อย่างใด ผิดก็ยอมแก้ ยอมปรับปรุง
ครูบาอาจารย์บุญมาก ซึ่งเป็นศิษย์ของครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์อยู่ที่วัดอำมาตย์ แขวงจำปาศักดิ์ ประเทศลาว วันหนึ่งได้ทราบว่าครูบาอาจารย์เฒ่าจะไปเยี่ยม จึงได้ให้พระเณรเก็บกวาดทำความสะอาดสถานที่ให้เรียบร้อย เพื่อต้อนรับครูบาอาจารย์ และได้ให้โยมซื้อน้ำหอมมาพรมตามกุฏิและที่อาสนะรองรับ เพื่อให้เกิดความหอม ทั้งที่รู้ว่าครูบาอาจารย์เฒ่าท่านเน้นหนักมากเรื่องนี้ จะเป็นการลองหรืออย่างไรไม่ทราบได้
เมื่อครูบาอาจารย์เฒ่าไปถึง ครูบาอาจารย์บุญมากได้ไปรับย่ามล้างเท้าให้ท่าน และนำนิสีทนะของท่านไปปูทับอาสนะที่จัดไว้แล้ว เมื่อครูบาอาจารย์เฒ่าผ่านขึ้นไปถึง กำลังก้มกราบพระอยู่นั้น ท่านได้กลิ่นน้ำหอม ท่านจึงจับผ้านิสีทนะขึ้นดมพร้อมกับพูดในเชิงดุว่า
"พระนี่ มันบ่ฮู้จักหยังตั๋ว อยู่ไกลหมู่ไกลพวก เฮ็ดไปมะลำมะลอยนี่" (พระนี่ไม่รู้จักอะไร อยู่ไกลหมู่ไกลคณะ ไกลครูบาอาจารย์ อยากทำอะไรก็ทำไม่คำนึงถึงธรรมวินัยนี่)
และได้เดินลงกุฏิไปปูผ้านิสีทนะที่ใต้ร่มไม้ครูบาอาจารย์บุญมากจึงได้ไปกราบท่าน และแกล้งกราบเรียนท่านว่า
"ขอโอกาสขะน้อย โยมเขามีศรัทธาสร้างกุฏิใหม่ จึงอยากให้ครูบาอาจารย์ได้อนุโมทนาตามประเพณี" ครูบาอาจารย์เฒ่าฉุกคิดนิดหนึ่งแล้วพูดเรื่องอื่นต่อไป
๗๘
เตือนสติลูกศิษย์
"การทำให้ดู ดีกว่าพูดให้ฟัง" เป็นการสอนที่ครูบาอาจารย์เฒ่าชอบใช้กับลูกศิษย์ เพราะการใช้คำพูดบางครั้ง บางสถานการณ์อาจไม่เหมาสม แต่ถึงอย่างไรการเตือนหรือให้สติก็เพื่อมุ่งประโยชน์ต่อผู้ถูกเตือน เพราะความผิดพลาด ถ้าดูเองแก้ไขเอง บางครั้งอาจมองเห็นไม่ทั่วถึงทุกอย่าง
ครั้งหนึ่งครูบาอาจารย์ชา วัดหนองป่าพง ซึ่งอยู่ในย่านที่ใกล้ความเจริญ ท่านจะกลัวลูกศิษย์เพลิดเพลินในเอกลาภหรืออย่างไรไม่อาจทราบได้ ได้ไปกราบครูบาอาจารย์บุญมาก ที่วัดอำมาตย์ประเทศลาว
ปกติของครูบาอาจารย์บุญมาก ท่านชอบลองชอบทดสอบ ถึงความรอบคอบในธรรมวินัยต่างๆ ท่านทราบว่าครูบาอาจารย์ชาเป็นพระที่ละเอียดในธรรมวินัยรูปหนึ่ง จึงได้จัดกุฏิให้รกรุงรังไม่เหมือนกับที่เคยทำในเวลาปกติ ที่เคยนุ่งห่มผ้าสีแก่นขนุนก็เก็บผ้านั้นไว้ นำผ้าสีเหลืองสีขาวที่ไม่ได้ย้อมมานุ่ง นำผ้าสบงมาห่มแทนจีวร นั่งสูบบุหรี่มวนโตๆ พร้อมเคี้ยวหมากให้หกเรี่ยราดไปหมด ไม่เหมือนกับที่เคยปฏิบัติมาปกติทุกวัน
เมื่อครูบาอาจารย์ชาได้ไปถึง ไม่รู้ว่าจะกราบลงตรงไหน เพราะมีแต่ของและฝุ่นเต็มไปหมด ครูบาอาจารย์ชาได้พูดเชิงตำหนิว่า
"โอ้ยครูบาจารย์จั๊กเฮ็ดจั่งได๋ เฮ็ดบ่ให้ลูกศิษย์ลูกหาเอาแบบอย่างได่" (โอ้ย พระอาจารย์ไม่ทราบทำอย่างไร ทำไม่ให้ลูกศิษย์เอาเป็นตัวอย่างได้
ครูบาอาจารย์บุญมากก็เลยพูดว่า
"โอ้ย จั๊กสิเฮ็ดจั่งได๋แหล้ว แนวพระอยู่บ้านนอกคอกนาสิเลือกไซ่เลือกสอย คืออยู่ในเมืองในนาบ่ได้แหล่ว" (โอ้ย ไม่รู้จะทำอย่างไร อยู่ตามชนบทจะเลือกใช้เลือกสอยเหมือนกับในเมืองมันก็ทำไม่ได้)
มีอีกคราวหนึ่ง ครูบาอาจารย์บุญมากได้มาเยี่ยมครูบาอาจารย์กิที่วัดสนามชัย อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ปกติครูบาอาจารย์กิท่านไม่ชอบแปรงฟัน ทำให้มีกลิ่นปากเวลาพูดกับคนที่ไปร่วมสนทนาด้วย ทำให้เกิดความรังเกียจ เมื่อครูบาอาจารย์บุญมากกลับไปไม่นานได้ฝากไม้เจียที่พระใช้เป็นแปรงสีฟันและยาสีฟันเกลือมาให้ครูบาอาจารย์กิ พร้อมมีจดหมายว่า
"ท่านกิให้ช่วยใช้ไม้สีฟันให้ด้วย"
พอกะว่าจะหมดก็ฝากมาอีก ทำอยู่หลายครั้งจนครูบาอาจารย์กิใจอ่อนยอมใช้
๗๙
เตรียมการก่อนละสังขาร
ก่อนหน้าที่ครูบาอาจารย์เฒ่าจะละสังขารประมาณเดือนหนึ่ง ท่านได้พาพระเณรพร้อมญาติโยมหาฟืน ตัดถนน จัดสถานที่ เหมือนกับทางวัดจะมีงานบุญอะไรสักอย่าง ทุกคนที่ทำงานต่างก็สงสัยว่า ทางวัดจะจัดงานอะไร ถามท่าน ท่านก็บอกให้รีบเตรียมเดี๋ยวจะไม่ทันกาล ตัดถนนก็ตัดให้กว้างๆ เพราะรถจะมาเยอะ ทั้งที่ตั้งแต่ตั้งหมู่บ้านมา นานๆ จะมีรถเข้ามาครั้งหนึ่ง บางคนตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นรถเลยก็ยังมี รถที่ไหนจะมา ที่นาที่เป็นหลุมเป็นบ่อ เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จก็ให้ปรับให้เรียบร้อย การเตรียมสถานที่ได้ร่วมกันจัดเตรียมเกือบเดือน แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีญาติโยมหรือใครต่างถิ่นมาติดต่อว่าจะมีงานอะไร
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านได้พาโยมไปตัดต้นไม้ ตกแต่งสถานที่แถวริมห้วยข้าวสาร ท่านได้เอ่ยขึ้นเป็นทีเล่นทีจริงว่า
"คั่นถ่าพ่อตาย ย่านแต่เขาเอาดูกพ่อไปขายกินแล่ว คันสิเป็นจั่งสั่นอีหลีให้ฟาวเผา แล้วเขี่ยลงห้วยข้าวสารหนี่ ให้ปลากินหยังสิเป็นประโยชน์กว่า" (เมื่ออาตมาตาย กลัวจริงๆ กลัวคนเขาจะเอากระดูกไปขายกิน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าอาตมาตายก็ให้พากันรีบจัดการเผา และโปรยกระดูกลงห้วยข้าวสารนี้นะ ปลาจะได้กินเป็นประโยชน์กว่า)
เพราะครูบาอาจารย์เฒ่า คือ ครูบาอาจารย์เฒ่า จึงยากจะหาใครเปรียบเหมือนท่านได้ ไม่ว่าเรื่องการปฏิบัติ การเทศนา การใช้อุบายสั่งสอนลูกศิษย์ ตลอดทั้งปฏิปทาอันงดงามต่างๆ ที่ท่านฝากไว้ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์และอนุชนรุ่นหลัง บ่อยครั้งการใช้อุบายการสอนของท่านต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยง ต้องเอาชื่อเสียงเกียรติยศเข้าแลก เพียงเพื่อต้องการลบรอยฝ้าที่ฝังอยู่ในจิตในใจปุถุชนทั้งหลาย ให้ใสสว่างขึ้น เพื่อรองรับรสพระธรรม
วัดทุกวัด กุฏิทุกหลัง ตลอดทั้งปัจจัยสี่ที่ท่านได้อาศัยพำนักบำเพ็ญเพียร ตลอดทั้งใช้เป็นสถานที่ในการอบรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ก็ไม่เคยปรากฏเป็นหลักฐานให้อนุชนรุ่นหลังได้เห็นแม้แต่ชิ้นเดียว คงเหลือแต่วัดป่ามณีรัตน์ และเจดีย์บรรจุอัฐิของท่าน ที่คณะศิษย์สร้างถวายเพื่อเป็นที่ระลึกไว้กราบไหว้บูชาพระคุณอเนกนานัปการหาใครเสมอเหมือนได้ยาก
"ทองรัตน์" ชื่อนี้เป็นที่ยอมรับและได้ความไว้วางใจจากบูรพาจารย์ทั้งสอง คือ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เป็นที่เคารพนับถือของพระภิกษุ สามเณร ตลอดทั้งเป็นที่ศรัทธาอย่างมากของเหล่าพุทธศาสนิกชนทั่วไป ท่านเปรียบเสมือนเป็นแม่ทัพนายกองใหญ่ แห่งกองทัพธรรมฝ่ายมหานิกาย ในการเผยแผ่ แนวทางการปฏิบัติกรรมฐานสายพระป่า ด้วยปฏิปทาอันเด็ดเดี่ยวของครูบาอาจารย์เฒ่า ท่านไม่เคยยอมให้มีสิ่งใดเป็นสัญลักษณ์แทนองค์ท่าน ยามเมื่อท่านจากไป จึงยากที่บุคคลจะรู้จัก ท่านจึงเป็นบูรพาจารย์ที่น้อยคนนักจะรู้จักในยุคนี้ อีกทั้งเป็นนาบุญอันยิ่งใหญ่ อยากจะหาใดเปรียบได้
เมื่อจัดสถานที่เกือบเสร็จสมบูรณ์ พอที่จะรองรับผู้คนที่อาจจะมาจากทางไกลได้แล้ว เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น สองคืนที่ผ่านมา ดวงจันทร์เคยแจ่ม บ่งบอกฤกษ์แห่งพระจันทร์เต็มดวง แต่ค่ำคืนนี้ดวงจันทร์ได้มืดลง บรรยากาศในบ้านคุ้ม บ้านโคกสว่างและหมู่บ้านใกล้เคียงเงียบวังเวงกว่าทุกวัน สุนัขที่เคยเห่า ไก่ที่เคยขันกลับไม่ได้ยินเสียง ไม่ต่างจากบ้านร้าง ชายที่เป็นผู้นำของครอบครัวทุกคน ต่างมุ่งหน้าสู่วัดโนนบักบ้า
หลวงปู่ครูบาอาจารย์เฒ่าปกติเป็นคนแข็งแรง สูงใหญ่ ผิวหมึกบึกบึน เสียงห้าวราวกับราชสีห์ ยากนักที่คนจะได้เห็นกิริยาล้มหมอนนอนเสื่อ แต่ทุกคนต้องได้ประจักษ์ในคืนนี้เอง แม้กระนั้นก็ไม่วายที่จะเตือนลูกศิษย์ทั้งหลายให้เร่งภาวนา
"อย่าเสียเวลาในการมาเฝ้าไข้เลย พ่อไม่เป็นอะไรมากดอก"
ทุกคนที่มองดูอาการของครูบาอาจารย์เฒ่า ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คืนนี้ครูบาอาจารย์เฒ่าดูอ่อนเพลียมาก เนื่องจากท้องร่วงตั้งแต่เย็นวานนี้ ทุกคนได้แต่ภาวนาให้สว่างเร็วๆ ตลอดทั้งคืน ทุกคนต่างแปลกใจ ที่ทุกวัน เมื่อถึงเวลาประมาณตีหนึ่งและตีสี่ ไก่ซึ่งเคยขันไม่เคยผิดพลาด แต่ทำไมคืนนี้เจ้าไก่จึงไม่ทำหน้าที่เหมือนกับทุกวัน
อาการของครูบาอาจารย์เฒ่าได้เริ่มทรุดลงเรื่อยๆ ทุกคนต้องกระสับกระส่าย เมื่อเห็นอาการของครูบาอาจารย์เฒ่าเป็นเช่นนั้นทุกคนต่างปรึกษากันว่าจะไปตามหมอที่บ้านโคกสว่าง แต่ท่านพูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
"ไม่ต้องไปดอกลูกเอ๋ย พ่อบ่เป็นหยังดอก"
ทุกคนจึงเงียบและเฝ้ามองดูอาการน่าเป็นห่วงของท่าน เมื่อเห็นสีหน้าครูบาอาจารย์เฒ่าซีดเผือด ริมฝีปากแห้ง พ่อใหญ่เขียนซึ่งนั่งเฝ้าดูอาการท่านตลอดคืนไม่ยอมหลับ เมื่อเห็นอาการดังกล่าว ถึงครูบาอาจารย์จะห้าม แต่ถือเป็นหน้าที่ของศิษย์ที่จะต้องทำให้สมบูรณ์ที่สุด คิดได้อย่างนั้นจึงคว้าผ้าขะม้าคาดพุง วิ่งข้ามทุ่งนา จุดหมายคือบ้านหมอที่บ้านโคกสว่าง แต่ถึงกระนั้นก็ช้าไปเสียแล้ว
ลมหายใจของครูบาอาจารย์เฒ่าได้แผ่วเบาลงตามลำดับ ในเวลาที่แสงทองเริ่มจับขอบฟ้า บ่งบอกถึงเวลาของวันใหม่ การเดินทางของครูบาอาจารย์เฒ่าได้สิ้นสุดลงในวันศุกร์ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๐ ตรงกับวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๔๙๙ ครูบาอาจารย์เฒ่าได้ทิ้งสังขารอันทรุดโทรมไป โดยไม่มีเยื่อใยอีกต่อไป รวมสิริอายุได้ ๖๘ ปี ๔๑ พรรษา สร้างความเศร้าโศกให้แก่ศิษยานุศิษย์ที่อยู่เบื้องหลังหาประมาณมิได้
๘๐
งานถวายเพลิง ครูบาอาจารย์เฒ่า
ในวันที่ท่านละสังขาร ลูกศิษย์ของท่านทั้งพระทั้งโยม เมื่อได้ยินข่าวต่างก็พากันมาอย่างล้นหลาม ก่อนที่ครูบาอาจารย์เฒ่าจะละสังขาร ครูบาอาจารย์บุญมากได้นิมิตว่า ภูมะโรงสั่นสะเทือนไปทั้งลูก จึงคิดว่าสิ่งนี้คงเป็นนิมิตเตือนให้ทราบว่า ครูบาอาจารย์เฒ่าคงใกล้จะจากไปแล้ว จึงได้รีบมาที่บ้านคุ้ม เมื่อมาถึง ก็เป็นตามนิมิตที่เกิดขึ้นจริงๆ และท่านได้เป็นกำลังสำคัญคือ เป็นองค์ประธานในการจัดการสรีระของครูบาอาจารย์เฒ่า อย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความเคารพและเทิดทูนในพระคุณของครูบาอาจารย์เฒ่า
ชาวบ้านชีทวน เมื่อทราบว่าครูบาอาจารย์เฒ่าได้ละสังขารไปแล้ว ต่างพากันมาเพื่อจะขอนำสรีระท่านกลับไปทำบุญที่บ้านชีทวน แต่ชาวบ้านคุ้มไม่ยอมให้ จึงเกิดโกลาหลวุ่นวายขึ้น พ่อใหญ่แท่ง พ่อใหญ่กัณหา พ่อใหญ่เขียน พ่อใหญ่อ่วม และชาวบ้านคุ้มได้คัดค้านว่า ถึงอย่างไรก็ไม่ยอมให้ไปเด็ดขาด ถึงแม้ตายก็ยอม
ชาวบ้านชีทวนเห็นความเด็ดเดี่ยวดังนั้นจึงยอม แต่มีข้อแม้ว่า ต้องทำให้สมเกียรติสมศักดิ์ศรีของครูบาอาจารย์เฒ่า และขอให้ช่างตกแต่งจากบ้านชีทวนชื่อ จารย์ครูคำหมา แสงงาม มาเป็นช่างตกแต่ง
พ่อใหญ่ทั้งหลายและชาวบ้านจึงรับปาก จารย์ครูหมาจึงได้มาตกแต่งสรีระและหีบเพื่อบรรจุรอการสร้างเมรุ โดยหีบจะทำข้างหนึ่งเป็นกระจกปิดเปิดได้ เพื่อให้คนปิดแผ่นทองได้ ส่วนเมรุได้นำเข่งกว่า ๒๐๐ ลูก มาทำเป็นฐานและเป็นเชื้อเพลิงในตัว ชั้นถัดขึ้นมาเป็นสรีระครูบาอาจารย์เฒ่าบรรจุหีบ ชั้นล่างและชั้นบนบรรจุขี้เลื่อย
เมื่อตกแต่งเมรุเสร็จ ประมาณเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้กำหนดพิธีถวายเพลิง โดยมีทั้งพระทั้งโยมมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทุ่งนาที่มีเนื้อที่สุดลูกหูลูกตาเต็มไปด้วยคนและรถ พระเณรต้องข้ามไปปักกลดอีกฝั่งของห้วยข้าวสาร ส่วนญาติโยมจะทำเป็นผามยกร้านเอาใบมะพร้าวมามุงเป็นหลังคากันแดด ใช้แทนเต็นท์ ใช้ใบตองเหียงหรือใบชาด เย็บเป็นภาชนะใส่อาหาร เพราะถ้วยจานที่มีไม่พอใช้
หลวงพ่ออวนเล่าว่า หลังจากทราบข่าวครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ละสังขาร ความโศกเศร้าได้ครอบคลุมถึงบ้านหนองฮี นครพนม จึงได้พากันไปถวายเพลิงครูบาอาจารย์เฒ่าเป็นจำนวนมาก โดยการนั่งรถไป แต่ไม่มีทางลาดยาง จะมีเฉพาะทางเกวียนเป็นหลัก
ผู้ไปร่วมงาน มีทั้งพระเณรและญาติโยมจำนวนมาก ได้แก่
หลวงพ่อบุญมาก ฐิตปุญฺโญ วัดอำมาตย์
หลวงพ่อสาย จารุวณฺโณ วัดป่าหนองยาว
หลวงพ่อชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง
หลวงพ่อกิ ธมฺมุตฺตโม วัดสนามชัย
หลวงพ่ออวน ปคุโณ* วัดป่าจันทิยาวาส ฯลฯ
บรรยากาศในวันงานตอนเช้าปลอดโปร่งแจ่มใสดีมาก ไม่มีเค้าว่าฝนจะตกแต่อย่างใด พอจะเริ่มพิธีตอนบ่าย ท้องฟ้าเกิดปั่นป่วน พร้อมทั้งมีลมพัดฝุ่นตลบไปทั่วบริเวณ เมื่อจุดไฟถวายเสร็จแล้ว ลมจึงสงบลงและมีละอองฝนปรอยๆ ทำให้คนที่มาร่วมงานต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
ตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านได้สร้างประโยชน์มาก สุดท้ายต้องมาจากไปตามกฎธรรมชาติ แทบจะไม่เหลืออะไรเป็นสมบัติพอให้ลูกศิษย์ และอนุชนรุ่นหลังได้กราบไหว้ระลึกถึงเลย นอกจากสมบัติส่วนตัวติดย่าม ซึ่งมีแต่ผ้านิสีทนะและมีดโกนที่คมกร่อนจนเกือบจะถึงสันเท่านั้น เมื่อมาก็มาเปล่า ไปก็ไปแบบบริสุทธิ์จริงๆ.
* ในวันนั้น หลวงปู่กินรีอาพาธหนักจึงให้หลวงพ่ออวน ปคุโณไปแทน